สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการจัดงบประมาณที่ไม่เหมาะสม โดยชี้ให้เห็นว่าการจัดงบประมาณควรให้ความสำคัญกับปัจจัยสี่ (อาหาร น้ำ ไฟ ถนน ยารักษาโรค การศึกษา) มากกว่า และเรียกร้องให้ปรับลดงบประมาณ โดยเฉพาะการซื้ออาวุธของกองทัพไทย ที่ใช้จ่ายไม่เหมาะสมและควรตรวจสอบ

นายจุติ ไกรฤกษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ จากจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ผมได้รับฟังคําอภิปรายของท่านสมาชิกหลายท่าน ประเด็นก็คือว่าการจัดงบประมาณนั้น ไม่เหมาะสม แล้วก็การจัดซื้อมีราคาแพง แล้วในบางรายการก็มีการทุจริตเกิดขึ้น ผมก็เคารพในข้อมูลของท่านสมาชิกที่ได้นําเสนอสภานะครับ

ประเด็นแรก การจัดงบประมาณไม่เหมาะสม ไม่จําเปึน ไม่เร่งด่วนนั้น เพราะว่ามีสิ่งอื่นที่จําเปึนมากกว่า ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าถ้ามองอย่างนั้นมองด้านหนึ่ง มันก็ถูก แต่ถ้าเผื่อมองภาพใหญ่ให้ครอบคลุมนะครับ ก็ต้องให้ความเปึนธรรมกับรัฐบาล กับสํานักงบประมาณที่จัดสรรงบประมาณด้วย เพราะถ้ามาดูว่ากระทรวงกลาโหมนั้น ได้งบถึง ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนสัดส่วนของงบประมาณถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าบอกว่า เอาเรื่องปัจจัยสี่ ยา อาหาร น้ํา ไฟ ถนน ยารักษาโรค การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้สัดส่วนงบประมาณ ๑๘.๒๕ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุข ๔.๒๗ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๔ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ และกระทรวง คมนาคมเกือบ ๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้ารวมว่าในเรื่องของปัจจัยสี่นั้น ได้งบประมาณในสัดส่วนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนกระทรวงกลาโหมนั้นในเรื่องของการปัองกันประเทศได้รับจัดสรร งบประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งประเทศ สิ่งหนึ่งที่เราต้องคํานึงถึงก็คือว่า วันนี้เรามีบ้านอยู่ ไม่มีใครมารุกราน เราก็เลยไม่เห็นความจําเปึนว่ากระทรวงกลาโหมนั้น มีความจําเปึนอย่างไรในการซื้ออาวุธ แต่ถ้าเผื่อไปดูว่าเราเอาเงินไปทุ่มกับการค้า ทุ่มกับการอุตสาหกรรม เพราะโลกทั้งโลกนั้นเขาแข่งกันที่ตรงนั้นแล้ว ผมถามว่าแล้วมี การค้าที่ร่ํารวยมากเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศนั้นสูญเสียเอกราช ถามว่า ความร่ํารวยทั้งหลายนั้นมีความหมายหรือไม่

ประเด็นต่อมา ถ้าเผื่อบอกว่าการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหม นั้นใช้เงินไม่เหมาะสม ผมอยากให้ท่านสมาชิกได้กรุณาดูว่า ถ้ามาแยกสัดส่วนของงบ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทออก จะเปึนงบบุคลากรของประเทศในการปัองกันประเทศ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ งบผูกพัน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็คืองบจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย แล้วก็รายจ่ายตามภารกิจพื้นฐาน คือรายจ่ายประจําของกระทรวง ๓๔.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็งบสาธารณูปโภคอีก ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามาดูจริง ๆ แล้วงบประมาณที่ต้องใช้ประจํามี ๙๖.๘ เปอร์เซ็นต์ ใน ๓.๒ เปอร์เซ็นต์นั้น คืองบประมาณอื่น ๆ ที่กระทรวงกลาโหมนั้นต้องใช้ ฉะนั้นผมคิดว่าใช้นั้นก็ใช้อย่าง จํากัดจําเขี่ย แล้วก็ไม่ได้มากมายอะไร ทีนี้มาดูว่าในเงิน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นดูว่าเยอะ ถ้ามันเยอะแล้วถามว่ามาดูภารกิจของกระทรวงกลาโหมได้ไหมว่าเปัาหมายและภารกิจ ของกระทรวงกลาโหมนั้นเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสมเราก็ต้องไปแก้ ไปปรับลดเขา รวมถึงปรับลดงบประมาณด้วย ไม่ใช่เราบอกว่าเราจะปรับลดงบประมาณเขาแต่ว่าให้ ภารกิจของเขานั้นเหมือนเดิมที่ผมพูดนั้นผมหมายถึงอะไร ผมหมายถึงว่าถ้าบอกว่า กองทัพบกมีหน้าที่ต้องปัองกันพรมแดนไม่ให้ใครมาลุกล้ําอธิปไตยของประเทศไทยเลย แม้แต่ตารางนิ้วเดียว ถามว่าวันนี้เส้นแบ่งหรือว่าตะเข็บชายแดนของประเทศไทยจากเหนือจรดใต้ ยาวเท่าไร ๕,๖๕๖ กิโลเมตร ความยาวของเส้นชายแดนซึ่งกองทัพบกต้องดูแลรักษา นอกจากนั้นแล้วถ้ามาดูบอกว่า กองทัพเรือต้องดูแลปัองกันประเทศทางด้านอ่าวไทย และฝัืงทะเลอันดามันทั้ง ๒ แห่งนั้น พื้นที่ความรับผิดชอบเท่าไรครับ ๓๑๔,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ถ้ามามองบอกว่ากองทัพอากาศต้องปกปัองน่านฟัาประเทศไทยพื้นที่ขนาดไหน ถ้าเปรียบ มาเปึนพื้นที่ทางพื้นดินจากน่านฟัาที่ต้องปกปัอง ๖๙๙,๕๕๕ ตารางกิโลเมตร นี่คือภารกิจ ที่กองทัพหรือว่ากระทรวงกลาโหมนั้นจะต้องทํา นอกจากนั้นแล้วเราคงมาดูตรงนี้ไม่ได้ว่า การที่กองทัพไทยนั้นได้รับจัดสรรงบประมาณมากหรือน้อย ผมอยากจะให้ดูด้วยว่าอัตรา การใช้งบประมาณของเพื่อนบ้าน อย่าลืมนะครับเรามีปัญหาชายแดนหลายด้าน พูดแล้ว จะตกใจว่าประเทศที่บอกว่าค้าขายรวยที่สุดในภูมิภาคบ้านเราคือประเทศสิงคโปร์ ท่านเชื่อไหมครับว่าเมื่อป้ ๒๕๕๒ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเปึนประเทศที่ทําค้าขายอย่างเดียว แต่ว่ามีการนําเข้าอาวุธ ซื้ออาวุธ มากที่สุดในโลก ประเทศอันดับ ๒ คือประเทศอัลจีเรีย ฉะนั้นเห็นได้เลยว่าประเทศเขายิ่งมีความมั่งคั่งสมบูรณ์เท่าไรยิ่งมีความจําเปึนต้องปกปัอง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากเท่านั้น

ประการต่อมา ต้องให้เห็นว่าถ้ามาดูอัตราการซื้ออาวุธเพิ่มของกองทัพไทย เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้ต้องบอกว่างบประมาณ ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่กองทัพไทยใช้ซื้ออาวุธที่ท่านบอกว่าเยอะ ถามว่าเพิ่มจากป้ที่แล้วประมาณเท่าไร เพิ่มจากป้ที่แล้วประมาณ ๑.๗๒ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นนะครับ แต่ถ้าเผื่อท่านไปดูตัวเลข ของสถิติว่าประเทศมาเลเซียมีการนําเข้าซื้ออาวุธเพิ่มเท่าไรครับ ประเทศมาเลเซียนําเข้า อาวุธเพิ่ม ๗๒๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์นั้นมีการซื้ออาวุธเพิ่ม ๑๔๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียนั้นมีการซื้ออาวุธเพิ่ม ๘๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขที่เห็น นอกจากนั้น แล้วถ้าเผื่อมาดูบอกว่าวันนี้กองทัพไทยจะซื้อเครื่องบินมีปัญหา เราก็ต้องไปดูครับในประเด็นนี้ว่าเครื่องบินที่มีปัญหานั้นมีการทุจริตหรือไม่ ผมไม่เชื่อว่า ใครที่ทุจริตแล้วจะเล็ดลอดกฎหมายไปได้ คนผิดก็ต้องเอามาลงโทษถ้ามีการทุจริต

๒. การจัดซื้อนั้นซื้อผ่านระเบียบราชการหรือซื้อวิธีพิเศษ โดยที่ไม่ต้อง คํานึงถึงความถูกต้องหรือไม่ ผมถามแล้วสํานักงบประมาณบอกว่าทุกอย่างนั้นดําเนินการ ไปตามระเบียบราชการ

ประเด็นต่อมา มาถามดูสิครับว่า การที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการจัดซื้ออาวุธ เพิ่มมากมายขนาดนั้น ไปดูครับว่าวันนี้ประเทศมาเลเซียนั้นซื้อเรือดําน้ําเครื่องดีเซล คุณภาพสูง ๒ ลํา ใช้เงินเท่าไรครับ ๓๔,๖๕๐ ล้านบาท ประเทศเวียดนามซึ่งยังไม่สามารถ มีไฟฟัาได้ทั่วประเทศเลย ถนนหนทางก็ยังแย่กว่าประเทศไทยเยอะ ยังมีไม่ครบ วันนี้ ประเทศเวียดนามนั้นซื้อเครื่องบินรบจากประเทศรัสเซีย แล้วก็ซื้อเรือดําน้ําอีก ๖ ลํา ใช้เงินงบประมาณของประเทศเวียดนามนั้น ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งที่ประเทศเวียดนามนั้น มีงบประมาณมีความมั่งคั่งน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศพม่าซึ่งจัดอยู่ว่าประเทศพม่านั้น ยากจนกว่าประเทศไทยเยอะ แต่ประเทศพม่าวันนี้ซื้อเครื่องมิกซ์ ๒๙ จากประเทศรัสเซีย ๒๙ ลํา คิดเปึนเงิน ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าแล้วทําไมเพื่อนบ้านทั้งประเทศพม่า ทั้งประเทศจีน ทั้งประเทศมาเลเซีย ทั้งประเทศอินโดนีเซีย ทั้งประเทศสิงคโปร์ จําเปึนต้องซื้อ อาวุธมากมายขนาดนี้ คําตอบมีอยู่แล้ว ปัญหาพลังงานครับ วันนี้แม้กระทั่งประเทศจีน ประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม แล้วก็ประเทศกัมพูชา ประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย มีปัญหาคือพื้นที่ทับซ้อนครับ พื้นที่ทับซ้อนทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับ ปัญหาพลังงานคือน้ํามัน วันนี้พื้นที่ทับซ้อนนั้นบ่อน้ํามันซึ่งมีมูลค่ามหาศาลในทะเลนั้น ทุกประเทศแย่งกันเปึนสิทธิเปึนเจ้าของ ฉะนั้นจําเปึนต้องมีอํานาจต่อรอง อํานาจต่อรอง ในระหว่างประเทศทางการทูตนั้นมาจากปากกระบอกป๋นเหมือนกันคือทางการทหาร วันนี้ถามว่ามูลค่าของพลังงานที่ประเทศไทยเคลม (Claim) ว่าเปึนสิทธิของประเทศไทย อ้างว่าเปึนสิทธิประเทศไทยนั้นมีมูลค่าสูงถึง ๗.๕ ล้านล้านบาท ฉะนั้นผมคิดว่าการที่เรา ใช้งบประมาณไปประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งน้อยนิดเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน อาจจะบอกว่ามากในฐานะที่สามารถเอาไปทําโรงพยาบาลได้ไปทําโรงเรียนได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วเราใช้น้อยกว่าเขามาก วันนี้ถ้าเผื่อเราไม่บอก ว่าเราไม่สร้างกําแพงให้เข้มแข็ง ไม่มีอาวุธที่จะคอยปกปัองตัวเอง วันนี้ประเทศไทย อํานาจต่อรองในเวทีโลกก็จะลดน้อยลง ฉะนั้นผมจึงฝากท่านสมาชิกได้โปรดกรุณาว่า ความจําเปึน ความเร่งด่วนต่าง ๆ เหล่านี้มีอะไรอีกบ้างนะครับ

นอกจากนั้นแล้วประเด็นสุดท้ายครับว่าการที่มีการแปรญัตติเพิ่มงบประมาณ ซึ่งกระทรวงกลาโหมนั้นมีการแปรญัตติเพิ่มก็จริงครับ ยอมรับว่าสูงถึง ๗๕๐ ล้านบาท แต่ถ้าเผื่อมาเปรียบเทียบกับการศึกษาของประเทศซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสนใจมาก การศึกษาเที่ยวนี้การแปรญัตติเพิ่มได้สูงถึง ๕,๔๔๕ ล้านบาท ฉะนั้นจะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว การศึกษาเราก็ไม่ได้ทอดทิ้ง สาธารณสุขก็ไม่ได้ทอดทิ้ง ถนนหนทางก็ไม่ได้ทอดทิ้ง แต่อย่าลืมว่าวันนี้คนไทย ๗๐๐ ป้ ต้องบอกว่าไม่เคยเปึนขี้ข้าใคร มีเอกราชถึงทุกวันนี้ ก็เพราะว่าคนไทยนั้นรู้จักแบ่งแยก แล้วก็รู้จักที่ว่าอะไรคือความสมดุลของประเทศ ผมจึงฝากท่านสมาชิกว่าถึงแม้งบประมาณกระทรวงกลาโหม ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูมากก็จริง แต่ผมว่าถ้าเปรียบเทียบกับอธิปไตยของประเทศกับแผ่นดินที่ต้องรักษา ผลประโยชน์ ๗.๕ ล้านล้านบาท ผมคิดว่ามันคุ้มค่ามาก ขอบพระคุณครับ