สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๓

องอาจ คล้ามไพบูลย์ พูดถึงปัญหาการโฆษณาในสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 และเสนอแนวคิดเร่งพื้นที่สื่อสารมวลชน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารรอบด้าน และให้ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสื่อสารมวลชนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและถกเถียงกัน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ครับ ช่อง ๑๑ จะโฆษณาได้เฉพาะรายการที่เกี่ยวกับกีฬา แล้วก็มีระยะเวลาจํากัด ส่วนรายการ อื่น ๆ ทั่วไปจะโฆษณาได้เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรที่ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าโคออพเพอเรท (Cooperate) เพราะฉะนั้นส่วนมากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กร ก็จะเปึนเรื่องของกรม กระทรวงต่าง ๆ เปึนหลักนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องโฆษณา โดยทั่วไปเหมือนเราเห็นในช่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นพวกเราจึงไม่เห็นในช่อง ๑๑ ยกเว้น ในช่วงของกีฬา ส่วนเรื่องไม่มีคนดูนั้นก็กราบเรียนว่าแน่นอนที่สุดครับ ถ้าไปเปรียบเทียบ กับสถานีที่เสนอเรื่องของความบันเทิง แน่นอนที่สุดว่าคนก็คงจะดูเรื่องความบันเทิง มากกว่าเรื่องที่เปึนสาระ เพราะฉะนั้นในเรื่องที่เปึนสาระผมอยากกราบเรียนพวกเราว่า พอผมเข้ามาทําหน้าที่นี้ผมก็มอบนโยบายหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือให้สํารวจตรวจสอบดูว่า ผู้คนที่สนใจติดตามชมรายการต่าง ๆ หรือช่องต่าง ๆ ในทีวีของช่อง ๑๑ เปึนอย่างไร ก็กราบเรียนท่านทั้งหลายว่าช่อง ๑๑ ก็ไม่ได้ขี้เหร่นะครับ คงไม่ใช่เปึนช่องสุดท้ายที่มีคนดู เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนท่านทั้งหลายว่าเรื่องไม่มีคนดูนั้นก็คงไม่เปึนความจริงนะครับ ก็ยังมีคนดูอยู่ตามสมควร

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ท่านพูดกันมากในวันนี้อีกอันหนึ่งก็คือบอกว่า เมื่อผมเข้ามาเปึนรัฐมนตรีก็ประกาศว่าจะเป่ดพื้นที่ให้ฝ์ายค้านและฝ์ายต่าง ๆ ได้มีโอกาส ในการแสดงความคิดเห็นในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น มีอยู่ท่านหนึ่ง ได้บอกว่าตั้งแต่ผมเข้ามาก็ยังไม่เห็นเริ่มดําเนินการในเรื่องนี้อะไรเลย หลังจากที่ ประกาศไปแล้วเปึนระยะเวลานานพอสมควร ก็กราบเรียนท่านทั้งหลายครับ หลังจากที่ ผมได้ประกาศออกไปเปึนนโยบายวันที่ไปตรวจเยี่ยมที่กรมประชาสัมพันธ์ หลังจากนั้น หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่นั่นก็พยายามทํางาน โดยที่ผมไม่ได้เข้าไป แทรกแซงว่าเขาควรจะดําเนินการอย่างไร เขาก็ไปพยายามทํางาน แล้วก็นําเสนอแผน การปฏิบัติการในการที่จะเป่ดพื้นที่ให้กว้างมากขึ้น ก็มีการนําเสนอในการเป่ดพื้นที่ กว้างมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็ดําเนินการอยู่แล้วครับ อย่างน้อยที่สุดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เจ็ดวันรวดก็จะเปึนรายการที่เป่ดกว้าง เป่ดพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชนรวมทั้งพวกเรา ที่เปึนทั้งฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้านได้ทําหน้าที่ด้วย จะเห็นได้ว่าตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็จะมีรายการประมาณ ๔ ทุ่มถึง ๕ ทุ่ม ชื่อว่า รายการตรงไปตรงมา อันนี้ก็เปึนการเป่ดพื้นที่ให้กับพวกเรา รวมทั้งฝ์ายอื่น ๆ ในสังคม พูดถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา หลังจากนั้นก็จะเปึนรายการที่เป่ดโอกาส ให้คนรุ่นใหม่มาแสดงความคิดเห็นเปึนรายการคิดนอกกรอบ แล้วก็มีรายการฟังความรอบข้าง ซึ่งเป่ดโอกาสให้บุคคลต่าง ๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่สําคัญ ในช่วงที่ผ่านมา ถ้าท่านทั้งหลายได้มีโอกาสติดตามก็จะเห็นได้ว่า รายการเหล่านี้ก็เป่ดโอกาสให้ท่านทั้งหลาย ส่วนหนึ่งที่เปึนฝ์ายค้านที่อยู่ที่นี่ หรือตัวแทนของรัฐบาล หรือตัวแทนของพี่น้องประชาชน มาพูดคุยในปัญหาเดียวกัน มาถกแถลงถึงเรื่องเดียวกัน ต่างก็แสดงเหตุแสดงผล อีกรายการหนึ่งซึ่งเปึนรายการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรงก็คือรายการเวทีวิป ที่เป่ดโอกาสให้ท่านประธานวิปฝ์ายค้านและประธานวิปฝ์ายรัฐบาลได้ไปถกแถลง ในรายการเดียวกัน แต่บังเอิญในช่วงที่ผ่านมาเกิดขัดข้องทางเทคนิคนิดหน่อย รายการ ครั้งแรกก็เปึนเฉพาะท่านประธานวิปฝ์ายค้านไปออกแต่เพียงผู้เดียว ถัดมาก็เปึนเฉพาะ ประธานวิปฝ์ายรัฐบาล ในครั้งต่อไปก็คงได้มีโอกาสไปนั่งถกแถลงพูดคุยในเรื่องราว เกี่ยวกับการทํางานของพวกเราในเวทีเดียวกัน เพราะฉะนั้นนี่เปึนเรื่องเฉพาะรายการที่ พยายามเป่ดพื้นที่ให้กว้างมากขึ้นที่เพิ่มขึ้นใหม่นะครับ ผมเชื่อมั่นว่าการที่เป่ดพื้นที่กว้าง มากขึ้นนี้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ต่อพวกเราในการทํางาน เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในการที่จะได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รับฟังเหตุรับฟังผลในหลาย ๆ ฝ์ายให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั่ว ๆ ไปนะครับ และผมยืนยันว่า เราคงไม่ไปทํางานในลักษณะที่ไปแทรกแซงการทํางานของสื่อสารมวลชน สื่อสารมวลชน ก็จะได้มีอิสระในการนําเสนอข้อมูลข่าวสาร ขณะนี้ผมก็เรียนย้ํากับท่านทั้งหลาย ไม่ว่า จะเปึนสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ หรือสื่อทีวี ซึ่งเปึนสื่อกระแสหลักก็สามารถนําเสนอข่าวอย่าง รอบด้านตามจรรยาบรรณวิชาชีพของเขาอยู่แล้วตามปกติ ยกเว้นการแสดงความคิดเห็น ก็เปึนเรื่องของบุคคลที่มาแสดงความคิดเห็น ซึ่งผมคิดว่าเราก็ต้องเคารพในความคิดเห็น ของแต่ละท่านที่มาแสดงความคิดเห็นนั้น ๆ ต่อสาธารณะ แล้วผู้ชมผู้อ่านข้อมูลเหล่านั้น ก็จะเปึนผู้วินิจฉัยว่าความคิดเห็นของเขาเหล่านั้นถูกต้องเหมาะสม ควรจะเชื่อถือได้ หรือไม่อย่างไร ซึ่งก็เปึนเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยนะครับ เราอาจจะชอบ ความคิดเห็นของคนหนึ่ง เราอาจจะไม่ชอบความคิดเห็นของอีกคนหนึ่ง แต่ผมอยากจะชี้ ให้พวกเราเห็นว่า ถ้าพวกเราเป่ดใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของคนที่มีความเห็น ที่แตกต่างจากเรา ผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ก็จะคลี่คลายลงไปได้นะครับ แล้วเราก็คง สามารถอยู่ร่วมทํางานเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนได้เปึนอย่างดีครับ ผมขออนุญาตชี้แจงเพียงเท่านี้ก่อนครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ