อลงกรณ์ พลบุตร แถลงว่าไม่มีนโยบายเลือกปฏิบัติในการจับกุมผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์ รัฐบาลจึงพัฒนานโยบายและดูแลผู้ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องและไม่เลือกปฏิบัติ
กราบเรียน ท่านประธาน ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้มีการอภิปรายเปึนห่วงเปึนใยกรณีเรื่องของ การจับกุมพนักงานเก็บขยะ และรวมถึงการจับกุมผู้ที่กระทําผิดในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่เรียนยืนยันนะครับว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเลือกปฏิบัติหรือจะจับกุมเฉพาะคนยากคนจน เพราะตรงนั้นจะเปึนเรื่องที่ไม่ตรงต่อความเปึนจริง ผมในฐานะที่เปึนรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่กํากับดูแลนโยบายในด้านของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีหน้าที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรการการปัองกันและปราบปรามก็ได้เน้นให้ดําเนินการจับกุม แหล่งผลิตผู้ค้ารายใหญ่ ขณะเดียวกันในเรื่องของการจับกุมผู้กระทําความผิดในการ จําหน่ายหรือขายเพื่อการค้านั้น ก็ได้มีการฝ๊กอบรมพนักงานตํารวจทั้งภูธร นครบาล อย่างต่อเนื่องภายใต้ความร่วมมือ ของหลายหน่วยงาน แต่ว่าอย่างไรก็ตามคดีที่เกิดขึ้นนั้นเปึนการจับกุมเมื่อเหตุเกิด ในป้ ๒๕๕๑ แล้วก็กฎหมายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ซึ่งตราออกมาบังคับใช้ในป้นั้นก็ยังเปึน กฎหมายใหม่ อาจจะมีความไม่เข้าใจเพียงพอของเจ้าพนักงานในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะต่างจากกฎหมายลิขสิทธิ์ ก็คือว่าเปึนกฎหมายที่เปึนความผิด อาญาแผ่นดิน โดยที่กระทรวงวัฒนธรรมจะเปึนผู้ดูแลกฎหมายนั้น ดังนั้นพนักงาน เจ้าหน้าที่จึงสามารถจับกุมได้ทันที แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็อยากเรียนว่าในส่วน พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์นั้นเปึนกฎหมายที่ยอมความได้ และเจ้าของสิทธิ เจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเปึน ผู้ประพันธ์เพลง หรือว่าผู้สร้างหนัง นักร้อง ที่เปึนเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลายนั้นจะต้องไปแจ้ง ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ แล้วเจ้าพนักงานจึงจะออกไปดําเนินการจับกุม และเปึนคดี ที่ยอมความได้ หมายความว่าเจ้าของสิทธิกับผู้ที่กระทําผิดสามารถตกลงยินยอมในการ ชําระชดเชยความเสียหาย แต่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีความเห็นอกเห็นใจและห่วงใย ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ก็ได้ลงไปดูแลตรวจสอบเรื่องนี้ และผมกับท่านรัฐมนตรีนิพิฏฐ์ ก็ได้หารือว่าเราได้ใช้กฎหมายทั้ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์มานานพอสมควร และ พ.ร.บ. ในเรื่อง ของภาพยนตร์วีดิทัศน์ซึ่งตราออกมาใช้บังคับในป้ ๒๕๕๑ นั้นก็ดูประหนึ่งว่าเราจะเน้นไป เรื่องของการลงโทษทางอาญาและการลงโทษทางแพ่ง ทั้งปรับหรือจําคุก หรือทั้งจําทั้งปรับ รัฐบาลจึงได้ยกระดับขึ้นมาให้ทรัพย์สินทางปัญญาเปึนนโยบายแห่งชาติ กําหนด ยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นการพัฒนามาอีกด้านหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็ยกระดับนโยบาย เศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความตระหนักของสังคมไทยในการที่จะยืนบนขา ตัวเองให้สามารถที่จะไปคิดค้นและเข้าใจถึงระบบการคุ้มครองลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าทั้งหลาย พร้อมกันนั้นก็ดูแลโดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งผลิต หรืออาชญากรรมที่มีลักษณะเครือข่าย ซึ่งดีเอสไอ (DSI) กรมศุลกากร สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งกระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้ร่วมบูรณาการพร้อมทํา แผนปฏิบัติการในการปัองกันปราบปรามและการพัฒนาเรื่องนี้อย่างเต็มที่ พร้อมกับ การโฆษณาประชาสัมพันธ์และนําระบบการศึกษาของเราให้มีตํารับตําราว่าด้วยทรัพย์สิน ทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านจะเห็นว่าเราไม่ได้ทํางานแบบจุดไม้ขีด ก้านเดียว แต่ว่าทําทั้งเชิงลึก เชิงกว้าง และวางรากฐานไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ไม่ใช่ วนไปเวียนมาแล้วก็ไล่จับกันอย่างนี้
สุดท้ายคือเรื่องพื้นที่สีแดงที่ท่านพูดถึง วันนี้พื้นที่สีแดงตามสถิติป้ที่แล้ว ได้มีการจับกุมกว่า ๗,๐๐๐ กว่าคดี แล้วก็ยึดของกลางได้กว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ ชิ้น โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด วันนี้ท่านไปดูเถอะครับ วิ่งหนีกัน เปึนหนูติดจั่นเลยเพราะเราถือว่าบรรดาผู้ค้าที่จงใจและเปึนรายใหญ่มีเครือข่ายของ การลักลอบนําเข้าก็ดีหรือว่าการผลิตแล้วก็มาจําหน่ายอย่างนี้ เปึนการทําลาย อุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมเพลง ซึ่งเปึนวัฒนธรรมรากฐานพื้นฐานของเรา และรวมไปถึงการนําเข้า ลักลอบหนีภาษี บรรดาเครื่องหมายการค้า กระเปิา รองเท้า นาฬิกา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทําลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเอสเอ็มอี และทําให้คนไทยต้องตก งาน ก็อยากทําความเข้าใจว่ารัฐบาลได้พัฒนานโยบาย ขณะเดียวกันก็เร่งเน้นในการสร้าง รากฐานของความเข้าใจและการศึกษาของชาติ รวมถึงการดูแลผู้ประกอบธุรกิจ อย่างถูกต้องและไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเปึนรายใหญ่ รายเล็ก รายน้อย แต่เน้นไปที่ผู้ผลิต ผู้นําเข้าที่เปึนเครือข่าย ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้ตระหนักถึงปัญหานี้ แล้วก็เห็นอก เห็นใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้ข้อแนะนําต่อทางรัฐบาล ก็ต้องขอขอบคุณครับ