พีรพันธุ์ พาลุสุข แถลงเรื่องเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบการดำเนินการของตนเอง
ท่านประธานครับ คือเหตุการณ์ นองเลือดที่มันเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ ๑๐ เมษายน ผมได้เรียนท่านประธานไปแล้ว ลงท้าย ผู้บาดเจ็บร่วม ๘๐๐ กว่าคน ตาย ๒๕ คน ในจํานวนนี้เป็นทหารด้วย และผู้สื่อข่าว ต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นข่าวนี้มันไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มันกระจาย ออกไป มันแพร่ออกไปทั่วโลกว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย นับเป็นเหตุการณ์ ที่รุนแรงที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ผมเองก็ไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะมาพบเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ทําให้ผมกลับมานั่งคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีหลายคนบอกผมบอกว่า รัฐบาลนี้เมื่อเดือนเมษายนปี ที่แล้วก็มีการใช้กําลังกันอย่างนี้ คราวนั้นรัฐบาล ภูมิใจนักภูมิใจหนาว่าไม่มีคนตาย ทั้งที่ก็มีผู้บาดเจ็บจํานวนมาก ผู้เสียชีวิตก็มี แต่วันนี้ ครบรอบปีมันเกิดขึ้นอีกแล้ว แล้วคราวนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลายคนก็เลยบอกผมว่า ช่วยบอกนะรัฐบาลนี้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วก็ทําร้ายประชาชน เดือนเมษายนนี้ปีนี้ ฆ่าประชาชนอีกแล้ว นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปเขาพูดกันครับ ท่านประธานครับ ช่วงระหว่างที่มันมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผมเองก็ได้ติดตามดูการดําเนินงาน ของรัฐบาลว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ภาพที่เราเห็นกันอยู่ซํ้าแล้วซํ้าเล่าคือการที่ นายกรัฐมนตรีที่ท่านออกมาแถลงข่าวทางสถานีโทรทัศน์ที่รัฐบาลเองก็ยึดไว้ไม่ให้คนอื่น แถลงนั้น ท่านพูดอยู่เสมอว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุม และท้ายที่สุดที่พูดไว้ อย่างชัดเจนก็คือว่าเปลี่ยนจากคําว่าสลายมาขอใช้คําว่าขอพื้นที่คืน ขอพื้นที่คืนก็มุ่ง ไปที่พื้นที่คือที่มีการชุมนุมกันอยู่ที่ราชประสงค์ แล้วก็แถมยังบอกว่าขอให้ไปชุมนุมกัน ที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ แต่ท่านประธานครับ พูดยังไม่ทันขาดคําเลยนะครับ ถ้าท่านตามดู เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เกิดขึ้น เสียงปืนกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเกิดที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ซึ่งเป็นถิ่นที่รัฐบาลบอกว่าให้มาชุมนุมกันที่นี่ เหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ใครจะไปนึกว่าในเมื่อรัฐบาลเองขอร้องบอกว่าให้ออกไปจากราชประสงค์มาอยู่ที่ สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ แต่ว่าเหตุการณ์ปราบและเข่นฆ่าประชาชนมันเกิดขึ้นที่สะพาน ผ่านฟ้ำลีลาศ นี่เป็ นสิ่งที่หลายคนก็สงสัย หลายคนก็อยากจะรู้ แต่แน่นอนครับ เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วสิ่งที่พวกเราเห็นก็คือว่าสื่อ การสื่อสารที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนที่อยากจะรู้ว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นนั้นได้ถูกปิด ผมเองพยายามจะดู จากช่องพีทีวีที่ผมเคยดูก็ดูไม่ได้ ตามไปดูจากช่องอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่าง ๆ ก็ดูไม่ได้ ตามไปกระทั่งเอสเอ็มเอส (SMS) เอง ทางซีกรัฐบาลก็จะตามปิดเอาให้ได้ คือปิดหูปิดตาประชาชนหมด ปิดแค่นั้นไม่พอครับ แต่รัฐบาลเองกลับใช้สื่อของรัฐบาล ช่องสถานีโทรทัศน์ที่เป็นของรัฐ รัฐบาลยึดคืนไปแล้วก็แถลงข่าวแต่ฝ่ายเดียว ไม่มีใคร เขาเชื่อหรอกครับ ในเรื่องนี้ผมก็ได้พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นบอกว่าการใช้สื่อ อย่างไม่มีสติมันไม่เกิดเป็ นผลดีต่อประเทศนี้เลยครับ เอาละครับท่านประธาน ผลจากการดําเนินการที่มันเกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเปิดหูเปิดตาบ้าง ไปดูสื่อต่าง ๆ บ้าง ไม่ใช่ฟังแต่เสียงคนที่อยู่รอบข้างรายงานไป เท่านั้น นายกรัฐมนตรีท่านนี้ซึ่งก็จบการศึกษาจากประเทศที่เป็ นแม่แบบ ของประชาธิปไตย ถูกตีตราว่ามือเปื้อนเลือด มือเปื้อนเลือดไม่ใช่ผมพูดเองนะครับ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ด้วยท่านลองไปตรวจสอบดูสิครับ สื่อหลายฉบับ มือเปื้อนเลือดอีกจนได้ นี่คือผลที่มันเกิดขึ้น ยิ่งสื่อในต่างประเทศ ที่ผมพยายามติดตามดู ผู้คนก็มีความสงสัยกันมากมายว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ อย่างไร ที่มีการสังหารพี่น้องประชาชนซึ่งมันไม่ควรจะเกิดขึ้น คนเหล่านั้นเขาก็บอกมาอยู่ ตลอดเวลาว่าการชุมนุมที่เขาทําอยู่นั้นคือการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ พวกผมพยายามจะบอกรัฐบาล บอกว่าอย่าใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ๒๕๔๘ เพราะถ้าท่านใช้เมื่อไรมันจะทําให้การชุมนุมที่เขาชุมนุม กันอยู่นั้นผิดกฎหมาย แต่ผมก็มาดูเหตุการณ์ที่ท่านดําเนินการไปอยู่นั้น ผมก็เข้าใจได้ดีว่า การที่ท่านประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ๒๕๔๘ ทั้ง ๆ ที่ ตอนประกาศนั้นเหตุการณ์มันยังไม่เกิดขึ้น มันยังไม่มีความรุนแรงถึงขนาดนั้น เป้ำหมาย วัตถุประสงค์หลักก็คือท่านต้องการที่จะให้การชุมนุมนั้นผิดกฎหมายคือผิด พ.ร.ก. ฉบับนี้ และเป็นเหตุที่ท่านจะได้อ้างที่จะใช้กําลัง โดยเฉพาะกําลังทางทหารนั้นเข้าไปสลายมวลชน ไปปราบปรามมวลชน และสุดท้ายท่านเองก็ถูกตราบาปว่าเป็นมือเปื้อนเลือด นี่คือสิ่งที่ มันไม่ควรจะเกิดขึ้นอย่างนี้ในประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ เมื่อเรื่องเกิดขึ้นมา กลางดึกคืนนั้นผมคิดว่าสื่อและประชาชนเป็นแสน ๆ คนทั่วประเทศก็คงอยากจะรู้ว่า รัฐบาลจะแถลงอะไร อยากจะพูดอะไรนะครับ กลางดึกคืนนั้นผมเห็นนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลง ก็เพียงแต่แสดงความเสียใจพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีแทนที่จะหาทางที่จะแก้ไขปัญหานั้นกลับวกเข้ามาบอกว่า ความสูญเสียที่มันเกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากผู้ชุมนุมทําร้ายเจ้าหน้าที่ มีอาวุธ แต่รัฐบาลเอง ไม่ยอมพูดสักแอะเลยว่าทหารพกอาวุธสงครามเข้าไปในที่นั้นได้อย่างไร ใช้กระสุนจริง เข้าไปสลายการชุมนุมได้อย่างไร เป็นวิธีการที่สากลโลกเขาไม่ทํา รัฐบาลไม่ได้ยอมพูด เรื่องเหล่านี้เลย ท่านประธานครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับกับท่าที ของนายกรัฐมนตรีที่ได้เข้าออกสถานีโทรทัศน์ชี้แจงมาก่อนนั้น คือในคืนวันที่ ๙ ก่อนวันที่ ๑๐ เมษายน จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นนั้น นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแถลงจากกรมทหารราบที่ ๑๑ ด้วยสีหน้าอันเคร่งเครียด นํ้าเสียงบอกว่าจะต้องเอาชนะให้ได้ ๆ ทันทีหลังจากที่แถลงข่าว เสร็จไปแล้ว พวกผมก็เห็นรถบรรทุกทหาร รถหุ้มเกราะ รถถัง รถพยาบาลอีกเป็นร้อย ออกมาจากกรมทหารราบที่ ๑๑ มุ่งมายังที่สะพานผ่านฟ้ำลีลาศ และเหตุการณ์มันก็เกิดขึ้น อย่างที่หลาย ๆ คนได้เห็นแล้ว ภาพอย่างนี้ที่มันเกิดขึ้นผมเองไม่ได้เข้าใจเป็นอย่างอื่นเลย ว่ามีการเตรียมการที่จะสังหาร ที่จะเข่นฆ่าประชาชนให้ได้ จะต้องเอาชนะให้ได้ จะต้องจบให้ได้ นี่คือที่เราได้รับฟังมากันอยู่ในขณะนั้น ไม่ว่าจะเกิดด้วยวิธีใดก็ตาม สุดท้ายมันก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดอย่างที่เกิดขึ้น ท่านประธานไปดูสิครับ ภาพดีวีดี (DVD) ที่มีการนํามาฉาย ผมเห็นอยู่ภาพหนึ่งที่ยังติดตาผมอยู่ทุกวันนี้ ภาพหนุ่มเสื้อแดง คนหนึ่งที่กําลังโบกธงอยู่ในที่ชุมนุม เขากําลังโบกธงอยู่ขณะนั้นก็ล้มตึงไป หัวสมอง แตกออกไป แน่นอนครับ กระสุนปืนที่ยิงเข้าสู่เขานั้นคนที่รู้เรื่องอาวุธตอบได้ทันทีว่า เป็นกระสุนที่ใช้เป็นอาวุธในทางสงคราม