สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๕ สิงหาคม ๒๕๕๓

ธนิตพล ไชยนันทน์ หารือเรื่องการยกเลิกมาตรา 11 และการเพิ่มข้อความเกี่ยวกับรายได้เงินเดือนของผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอ และเรียกร้องความสนใจในการพิจารณาเรื่องกฎหมายและสังคม โดยเน้นย้ำว่าผู้สูงอายุควรได้รับสวัสดิการจากของรัฐบาล โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเกี่ยวกับรายได้ และมีงบประมาณเพียงพอจนถึงปี 2559 แต่ไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยกฎหมายฉบับนี้ให้ออกไปตามวุฒิสภาแก้ไข

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส. จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ครับ ในส่วนของมาตรา ๔ ในการยกเลิกมาตรา ๑๑ แล้วก็เพิ่มข้อความที่เกี่ยวข้องกับรายได้เงินเดือนของผู้สูงอายุ ที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพอย่างทั่วถึงและเปึนธรรม ผมมีเรื่องที่อยากจะ กราบเรียนกับท่านประธานอยู่ ๒-๓ ประเด็น ซึ่งจะเปึนประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของ กฎหมายแล้วก็เรื่องที่เกี่ยวกับสังคม

เรื่องแรก เรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย ผมกราบเรียนว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็คงพูดเหมือนกับที่ผมตั้งใจจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าในส่วนของรายได้ ไม่เพียงพอ ผมติดใจอยู่ประโยคนี้ประโยคเดียวว่า คําว่า รายได้ไม่เพียงพอ ทางวุฒิสภาเพิ่มเติม ขึ้นมานะครับ คําว่า ไม่เพียงพอ นี่คือเท่าไร เพราะว่าถ้าการเขียนกฎหมายแล้วออกไปสู่ การบังคับใช้ คําว่า ไม่เพียงพอ จะต้องทําให้หน่วยงานราชการเขาไปตีความ แล้วถ้า ตีความผิดสิ่งที่ตามมาคือปัญหาความเดือดร้อนของผู้สูงอายุที่มีรายได้เกือบเพียงพอ หรือไม่เพียงพอสําหรับเขา แต่ทางหน่วยงานราชการเขาเขียนไว้ว่ารายได้ของผู้สูงอายุ คนนั้นเพียงพอ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อว่าประเด็นนี้เปึนประเด็นสําคัญเนื่องจากว่า ในข้อกฎหมายถ้าเมื่อไรที่เราเริ่มจะเขียนกฎหมายแล้วต้องไปนั่งตีความ เพราะกฎหมาย ฉบับนั้นไม่ชัดเจนครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเปึนกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยตรง ใครจะได้เงิน ๕๐๐ บาท ใครไม่ได้เงิน ๕๐๐ บาท ต้องไปนั่งตีความ ผมเห็นว่า ถ้าเขียนกฎหมายอย่างนี้แล้วนําไปบังคับใช้ ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าสมมุติว่าเราตัดกระบวนการนี้ ออกแล้วเปึนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะไปนั่งกําหนดว่าผู้สูงอายุใครได้ ใครไม่ได้ หรือแม้แต่ว่า เปึนหน้าที่ของผู้สูงอายุนั้น ๆ เองครับ เพราะผมเชื่อว่าขณะที่รัฐบาลจ่ายเงินให้กับ ผู้สูงอายุ ๕๐๐ บาท มีผู้สูงอายุจํานวนหนึ่งซึ่งเปึนจํานวนที่เยอะมากเขาไม่ได้ไปแสดงตน เพื่อขอรับเงินผู้สูงอายุครับ ท่านประธาน ด้วยเหตุผลว่าเขารู้สึกว่าเขามีรายได้เพียงพอ ไม่ต้องการเงิน ๕๐๐ บาทต่อเดือนนี้แล้ว มีเยอะครับ แต่อีกส่วนหนึ่งซึ่งกฎหมายไม่ควร เข้าไปบังคับหรือกําหนดก็คือว่าผู้สูงอายุใครล่ะครับรายได้ไม่เพียงพอ แล้วเมื่อไปกําหนด หน่วยงานเข้าไปปฏิบัติเกิดปัญหา นี่คือประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายว่า ถ้าเราออกกฎหมายที่ไม่ชัดเจน แล้วให้หน่วยงานไปตีความเดี๋ยวเกิดปัญหาอีก

ประเด็นต่อมาเปึนประเด็นเรื่องสังคม ท่านประธานครับ ในส่วนของ ผู้สูงอายุจริง ๆ แล้วผมต้องกราบเรียนว่านโยบายผู้สูงอายุที่พวกเราพูดถึงกันในสภาแห่งนี้ ก็ดี หรือแม้แต่ทางคณะรัฐมนตรีที่พูดถึงกัน วัตถุประสงค์นอกเหนือจากเรื่องของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนบังคับไว้ ผมเชื่อว่าท่านประธานคงทราบก็คือว่าเราต้องการคืนสวัสดิการให้กับ ผู้สูงอายุบ้าง คําว่า บ้าง ก็เพราะว่าผู้สูงอายุตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุ ๖๐ ป้ เขาจ่ายภาษี ให้กับรัฐบาล ให้กับพี่น้องประชาชนนําไปใช้เปึนถนน เปึนไฟฟัา เปึนประปา เปึนอะไรต่าง ๆ เยอะแยะมาตลอด ๖๐ ป้ที่ผ่านมา เราไม่เคยคืนสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุเลยครับ ปัญหาก็คือว่ารัฐบาลเองก็ไม่มีกําลังจะคืนเงินให้กับผู้สูงอายุได้ทุกคน แต่อย่างน้อยที่สุด คืนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่เขารู้สึกว่าเขาเดือดร้อน ซึ่งคือคนที่เปึน ผู้สูงอายุที่จะมาขึ้นทะเบียน ทีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานต่อครับ พวกที่จ่ายภาษีมีอยู่ ๒ กลุ่มที่จ่ายภาษีกันอยู่ตลอดเวลา กลุ่มแรกคือกลุ่มคนจน ซึ่งแบ่งออกเปึนกลุ่มเกษตรกร ที่ไปจ่ายของ ซื้อของตามร้านค้าต่าง ๆ เสียภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์ กับอีกพวกหนึ่งคือ พวกที่รับจ้างทั่วไปครับ พวกนี้จ่ายภาษีหนักมากที่สุดเพราะถ้าท่านประธานทราบดี ก็คงจะทราบว่าคนที่ไม่ค่อยจ่ายภาษี และคนกลุ่มนี้ก็ไม่ค่อยมาขอเงิน ๕๐๐ บาท ก็คือ คนกลุ่มที่เปึนคนมีสตางค์ คนรวย แล้วท่านประธานครับ คนรวย คนมีเงินเขาไม่ค่อย จ่ายภาษีกันพวกเรารู้ดีครับ ท่านประธานก็เห็น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อผู้สูงอายุ ที่จ่ายภาษีมาตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดจนถึง ๖๐ ป้ เมื่อถึงเวลารัฐบาลต้องการที่จะคืนเงิน สวัสดิการให้กับเขาบ้างก็ยังมีคนไปกําหนดว่าคุณต้องมีรายได้พอเพียง อย่างนี้ ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ มันไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่รัฐบาลต้องการทํา เราต้องการจ่ายให้คนทุกคน ใครไม่อยากได้ ไม่เปึนไร แต่ถ้าใครอยากได้คุณมาเอา นี่วัตถุประสงค์

และเรื่องสุดท้ายครับ ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนหรือแม้แต่องค์กรต่าง ๆ เปึนห่วง ก็คือเรื่องของงบประมาณ ผมก็กราบเรียนว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เปึนห่วงหรือเพื่อนสมาชิก ถ้ามีคนเปึนห่วงเรื่องของงบประมาณ ผมก็บอกว่าไม่ต้องห่วง พวกเราเองก็ต้อง ใจกว้างอย่างที่ผมได้กราบเรียน เขาจ่ายภาษีมาตั้งแต่เด็กจนถึง ๖๐ ป้ คืนให้เขาบ้าง เดือนละ ๕๐๐ บาทไม่เห็นจะเปึนอะไร แล้วงบประมาณเองก็เพียงพอ ท่านประธาน ก็ทราบว่าเราสามารถที่จะจ่ายให้ได้จนถึงป้ ๒๕๕๙ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า ท่านประธานครับ ถ้าเราเห็นว่างบประมาณตรงนี้กลัวว่าจะไปกระทบกับการบริหาร จัดการงานอื่น ๆ ของประเทศ ผมคิดว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของพวกเราในสภาแห่งนี้ครับ แต่เปึนหน้าที่ของรัฐบาลที่จะทําให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่เขียนกําหนดไว้ว่า พอเพียง มันลดน้อยลง ซึ่งรัฐบาลเราก็กําลังทํากันอยู่ และผมเชื่อว่ารัฐบาลทุกรัฐบาล เขาก็พยายามทํากันอยู่ นั่นเปึนหน้าที่ของรัฐบาล ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมไม่เห็นด้วย ถ้าเราจะปล่อยกฎหมายฉบับนี้ให้ออกไปตามวุฒิสภาแก้ไข ขอบคุณครับ