วิสาระดี เตชะธีราวัฒนานำเสนอความกังวลต่อแนวทางงบประมาณปี 2553

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒

วิสาระดี เตชะธีราวัฒนานำเสนอความกังวลต่อแนวทางงบประมาณปี 2553 ที่ลดรายจ่ายลงทุนและกู้เงิน 8 แสนล้าน โดยชี้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา วิสาระดี เตชะธีราวัฒนะวิจารณ์การตัดงบประมาณโครงการช่วยเหลือประชาชน เช่น กองทุนหมู่บ้าน และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนบริษัทคนไทยมากกว่าต่างชาติ

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย วันนี้เรามาอภิปรายกันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติงบประมาณ ป้พุทธศักราช ๒๕๕๓ ในเบื้องต้นดิฉันต้องขอบอกกับท่านประธานว่าดิฉันรู้สึกสับสนกับแนวทางการทํางานหรือว่า กับแนวทางการทํางบประมาณของรัฐบาลชุดท่านอภิสิทธิ์เหลือเกิน เนื่องด้วย พระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ที่นําส่งรัฐสภาเพื่อที่จะพิจารณา โดยหลักการแล้ว เพื่อที่จะทํากรอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และที่สําคัญที่สุดก็มาเปึนงบประมาณในการลงทุน ต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รายจ่ายของภาครัฐนี่ละค่ะที่เรียกว่า เปึนสิ่งสําคัญที่สุดที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่ว่าประเทศใด ๆ ก็ตาม ก็จะพยายามแบ่งงบจากภาครัฐมาอัดฉีดในระบบเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด แต่การจัดทํา งบประมาณหรือว่าการเสนองบประมาณของรัฐบาลฉบับนี้ ช่างแตกต่างกับหลักการที่ ดิฉันกล่าวถึงเบื้องต้นโดยสิ้นเชิง กล่าวคืองบประมาณของรัฐบาลในชุดนี้ไม่เอื้อที่จะให้ เกิดการลงทุนเพื่อที่จะให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจค่ะ จากกรอบงบประมาณป้ ๒๕๕๓ เมื่อครั้งที่พรรคพลังประชาชนยังเปึนรัฐบาลอยู่นั้น ได้ตั้งกรอบงบประมาณ ประมาณ ๑.๙ ล้านล้านบาท เพิ่มจากกรอบงบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ และมาในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ ท่านได้ปรับลดกรอบงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ลงจาก ๑.๙ ล้านล้านบาท มาเปึน ๑.๗ ล้านล้านบาท หายไปก็มากพอสมควรนะคะ หายไปเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ดิฉันเข้าใจดีค่ะว่าเงินเปึนปัญหาสําหรับรัฐบาล ชุดนี้มาก รัฐบาลมีปัญหาเงินคงคลังขาดมือ อย่างที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่า อยู่ในช่วงถังแตก คือรายได้จากภาษีจัดเก็บไม่เข้าเปัา แต่ถ้าหากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะ ช่วยประเทศไทยเรากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลก็ไม่ควรจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงทุน เพราะทําให้ระบบเศรษฐกิจ ขาดเม็ดเงินในการที่จะกระตุ้นโดยตรง หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า เนกาทีฟ โกรท บัดเจทติ้ง (Negative growth budgeting) พูดง่าย ๆ ก็คือการที่ท่านลดงบประมาณ รายจ่ายในช่วงที่รัฐบาลมีความต้องการที่จะอัดฉีดให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น มันเปึนเรื่อง ที่ไม่ควรทํา แนวทางการทํางบประมาณโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว การที่จะลดงบประมาณจาก ป้ก่อนหน้านั้น หากจะทําก็ทําต่อเมื่อเศรษฐกิจเรามีการขยายตัวอย่างเต็มที่ หรือว่ามาก จนเกินไปที่เขาเรียกว่า บูมมาก ๆ ถึงสามารถจะไปลดงบประมาณตรงนั้น เพื่อที่จะระงับ ไม่ให้มันร้อนแรงเกินไป ตอนแรกดิฉันก็สับสนค่ะ แต่ก็ต้องมาถึงบางอ้อเอาเมื่อสองวัน ที่ผ่านมา เมื่อพวกท่านเอาพวกมาก เอาเสียงข้างมากลากสภาให้ลงมติรับรอง พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. กู้เงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทางฝ์ายค้านของดิฉันพยายามที่จะยับยั้งเปึนที่สุด เพราะเห็นว่าการกู้เงินครั้งนี้จะเปึนการก่อหนี้ให้กับประเทศชาติ โดยที่ท่านยังไม่มีแนวโน้ม เลยว่าจะหาเงินที่จะมาชําระคืนได้จากที่ไหน เพื่อนฝ์ายค้านหรือว่า ส.ส. ทางฝ์ายค้านของ ดิฉันเองก็ได้อภิปรายไปมากแล้วเมื่อสองวันที่ผ่านมา ท่านคะ แค่นี้ท่านก็สร้างสถิติใหม่ แล้วค่ะ ทั้งสองอันรวมกัน ท่านก็ทําให้พี่น้องประชาชนคนไทยเปึนหนี้เกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไปแล้ว ที่บอกว่าถึงบางอ้อ ก็เพราะครั้งเมื่อท่านตัดงบประมาณรายจ่ายด้าน การลงทุนจากงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ท่านก็แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วยวิธีการง่าย ๆ โดย บอกว่ามีความจําเปึนที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการที่จะขอออก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. กู้เงิน อีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นเอง บอกว่าจะเอามาลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง ปรากฏว่า ท่านก็เอาโครงการในงบประมาณที่ถูกตัดออกไป ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาซุกไว้ในเงินกู้นี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่เปึนโครงการแบบเดียวกัน คือการลงทุนในด้าน สาธารณูปโภค หรือว่าจะเปึนการพัฒนาโครงสร้างทางด้านขั้นพื้นฐาน เปึนโครงการใน งบประมาณของแต่ละกระทรวงที่มีเปึนปกติอยู่แล้ว เมื่อเปึนเช่นนี้ เงินจํานวน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เดิมเคยอยู่ในงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ที่สามารถตรวจสอบได้โดยรัฐสภา มีพระราชบัญญัติต่าง ๆ ใช้ มีกฎ มีวินัยการคลัง เพื่อให้ใช้เงินได้โปร่งใสและก็มี ประสิทธิภาพสูงสุด ก็ถูกเล่นแร่แปรธาตุกลับกลายมาเปึนเงินกู้นอกงบประมาณ ซึ่งทําให้ ทั้งสองสภา ไม่ว่าจะเปึนสภาผู้แทนราษฎรหรือว่าวุฒิสภาไม่มีอํานาจตรวจสอบ ไม่มี พระราชบัญญัติบังคับใช้ เพราะกลายเปึนอํานาจในการบริหารจัดการของคณะรัฐมนตรี เท่านั้น นั่นก็หมายความว่าท่านกู้เงินมาแล้วสามารถจะเอาเงิน หรือว่าที่คนไทยเปึนหนี้ เอาไปใช้ปูัยี่ปูัยําอย่างไรก็ได้ค่ะ ถามว่าท่านทําอย่างนี้ไปทําไมคะ หรือว่ามีเจตนา หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภาหรือไม่ การอ้างว่าโปร่งใสตามพระราชกําหนดเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามมาตรา ๓ นั้นมันฟังไม่ขึ้นค่ะ เพราะมันเปึนแค่กระบวนการ รับทราบในสิ่งที่รัฐบาลทําไปแล้ว แต่ไม่ใช่เปึนการสร้างกระบวนการตรวจสอบ ความโปร่งใสของโครงการใด ๆ เลย แล้วทําไมท่านไม่ตั้งกรรมการตรวจสอบ เลือกเอา คณะกรรมาธิการของทั้งสองสภาเข้ามาตรวจสอบด้วย เพราะเงินที่จะเอามาใช้คืนนั้น ก็เปึนเงินภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งหมด

นอกจากนั้นประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ที่ท่านตัดลด งบประมาณตรงนั้น ท่านได้ตัดลดงบประมาณในส่วนใดออกไป ปรากฏว่าสิ่งที่ดิฉันได้เห็น ท่านได้ตัดลดงบประมาณส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับพี่น้องประชาชน คนยากคนจนออกไป เช่น งบประมาณกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล หรือว่า ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ดิฉันขอยก ๓ โครงการนี้มาเปึนตัวอย่างเพื่อจะชี้ให้พี่น้อง ประชาชนแล้วก็ผู้ที่รับฟังได้เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ขาดความสนใจในความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนชาวรากหญ้า ไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้าใจหรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของ การจัดกองทุนหมู่บ้านหรือว่าโครงการเอสเอ็มแอลนั้นมาจากไหน แล้วเพราะอะไรท่านถึง จะต้องตัดงบประมาณเงินส่วนนี้ออกไปเปึนจํานวนมาก ในช่วงป้ ๒๕๔๔ ค่ะ ท่านจําได้ ไหมคะช่วงหลังที่ประเทศไทยเราเพิ่งผ่านวิกฤติเศรษฐกิจของป้ ๒๕๔๐ ช่วงนั้นคนไทย กว่า ๑ ล้านคนไม่มีงานทํา อัตราการว่างงานของคนไทยทั้งประเทศสูงขึ้นถึงร้อยละ ๓.๖ รายได้ชนบทหดตัวลงร้อยละ ๑๕.๓ ในป้ ๒๕๔๒ และติดลบร้อยละ ๓.๕ ในป้ ๒๕๔๓ เนื่องจากสินค้าราคาการเกษตรลดลง คนยากจนมีจํานวนมากขึ้น จาก ๖ ล้านคนเปึน ๑๐ ล้านคนในทันที หรือเพิ่มจากร้อยละ ๑๑ เปึนร้อยละ ๑๔ เมื่อเทียบกับประชากรของ ประเทศ ซึ่งนั่นได้สร้างความแตกแยกระหว่างคนจนและคนรวยเปึนอย่างยิ่ง ท่านคะ ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศของเราร้อยละ ๘๖ เปึนเกษตรกรและเปึนพี่น้องประชาชนที่ ยากจน ดังนั้นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนนั้นเปึนสิ่งสําคัญที่สุดในขณะนั้น นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดนั้น ไม่ว่าจะเปึนกองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล หรือว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค โครงการโอทอปเปึนต้น ยกตัวอย่างโครงการโอทอปนะคะ ซึ่งในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ท่านทราบไหมคะว่าโครงการโอทอปได้สร้างรายได้จากการ จําหน่ายกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ แต่น่าเสียดายค่ะโครงการที่ดิฉันยกขึ้นมาพูด เหล่านี้ ความสําเร็จของโครงการเหล่านี้ในอดีตไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลชุดนี้เลย งบประมาณกองทุนหมู่บ้านในป้ ๒๕๕๒ ถูกตัดออกไป ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ไหนจะ งบประมาณโครงการเอสเอ็มแอลก็ถูกตัด โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคก็ถูกตัดออกไป ที่โครงการ ๓๐ บาทยื่นขอไปที่รัฐบาล ๑.๓ แสนล้านบาท รัฐบาลก็อนุมัติมาแค่ ๘๙ ล้านบาท ถูกตัดทิ้งไป ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วบอกว่าจะมารักษาให้ฟรี ๆ ท่านยัง ไม่เข้าใจเลยนะคะว่าตอนนั้นในช่วงรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณให้เก็บ ๓๐ บาทเพื่ออะไร ไม่ใช่ที่จะต้องการเงินอุดหนุนหรอกนะคะ แต่ว่าเพื่อเปึนการแสดงให้ ทราบว่าพี่น้องประชาชนเขามาซื้อบริการ ไม่ใช่มาขอกันฟรี ๆ จนปัจจุบันนี้ก็กลายเปึน คนไข้อนาถากันไปหมด แถมการตรวจต้องไปที่อนามัยก่อนนะคะ ก่อนที่แอดมิท (Admit) เข้าโรงพยาบาล กว่าจะไปถึงอนามัยจะต้องรอคิวทําเอกสารส่งตัวไปโรงพยาบาล กว่าที่ คนไข้จะได้ตรวจจะพบหมอจริง ๆ ได้ไปเจอแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ไปแล้วละค่ะ ตอนนั้นก็ต้องกลายเปึนศพไปแล้ว เพราะตายไปแล้วค่ะ ที่พูดมาไม่ใช่ว่าดิฉันกล่าวหา ท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขหรอกนะคะ ดิฉันชื่นชมท่านค่ะกับการสนับสนุนในการ ยกระดับสถานีอนามัยให้เปึนโรงพยาบาลชุมชน ใครคิดดีทําดีดิฉันก็ชื่นชมค่ะ เพราะว่า มันได้ประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนจริง ๆ ท่านประธานคะนอกจากรัฐบาลชุดนี้จะไปตัดงบ ในส่วนงบที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องคนยากคนจนแล้วนั้น น่าเศร้าไปกว่าเดิมอีกค่ะ เพราะว่าใน ขณะเดียวกันท่านตัดงบประมาณของพี่น้องที่เปึนคนยากคนจนออกไป แต่ท่านกลับมี ความคิดที่จะพยายามช่วยอุ้มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ ดิฉันงงไปหมดเลยค่ะ ซึ่งมัน ไม่น่าจะเปึนเรื่องที่น่าถูกต้อง เพราะว่าด้วยรัฐบาลมีเงินที่จํากัดอยู่นี้ท่านจะไปใช้เงินที่มี อยู่น้อยนิดไปช่วยอุ้มรัฐบาลต่างชาติอย่างนั้นหรือคะ ทั้ง ๆ ที่บริษัทจีเอ็ม (GM) หรือว่า บริษัทฟอร์ด (FORD) ทั้ง ๒ บริษัทนี้ก็ไม่ได้มีความเดือดร้อนทางการเงินแต่อย่างใด อย่างบริษัทจีเอ็มในไทยก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการล้มละลายในบริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือว่าบริษัทฟอร์ดยิ่งร้ายเข้าไปใหญ่ค่ะ เพราะว่าธุรกิจแม่ในสหรัฐไม่ได้มีปัญหา แต่อย่างใด ดิฉันอยากทราบค่ะว่าเหตุใดรัฐบาลถึงได้เห็นบริษัทต่างชาติดีกว่าบริษัท คนไทยและยิ่งได้ฟังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอภิปรายเมื่อวันก่อน ดิฉันก็ยิ่งเสียใจค่ะ เพราะท่านได้ประกาศกับพี่น้องประชาชนว่าท่านตั้งใจจะช่วยบริษัท คนไทยก่อน แต่เห็นว่าหากบริษัทคนไทยมีการจ้างงานน้อย แต่บริษัทต่างชาติมีการจ้าง งานมากกว่า ท่านเลยตัดสินใจที่จะไปช่วยบริษัทต่างชาติที่มีการจ้างงานมากกว่าก่อน ท่านรัฐมนตรีพูดเช่นนี้ก็เปึนการดูถูกพี่น้องประชาชนผู้ที่เสียภาษีค่ะ เพราะรัฐบาลกําลังจะ เอาเงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปช่วยบริษัทต่างชาติให้มีกําไร โดยหวังแค่การจ้างงาน เท่านั้น ซึ่งดิฉันต้องพูดเลยว่ามันเปึนการมองระยะสั้น ทําไมไม่มองว่าหากเงินจํานวนนี้ บริษัทของคนไทยได้รับไป บริษัทไทยก็จะมีความเข้มแข็งทัดเทียมกับบริษัทต่างชาติได้ เหมือนกัน อย่างไรก็ตามค่ะ สุดท้ายนี้อาจจะรีบไปหน่อยนะคะ เพราะเวลามีน้อยนิดค่ะ ดิฉันอยากจะฝากในท้ายที่สุดนี้ค่ะ ฝากถึงรัฐบาลนะคะ อย่างไรก่อนที่ท่านจะทําอะไรช่วย คํานึงถึงพี่น้องประชาชนคนยากคนจนด้วยค่ะ เพราะว่าทุกสิ่งที่ท่านทําจะส่งผลกระทบ ให้แก่พี่น้องประชาชนค่ะ สุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือพี่น้องประชาชนที่เสียภาษีนี่แหละค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน