อลงกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พูดถึงการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะการรับจํานําข้าวนาปรังที่รัฐบาลกำหนดไว้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และหารือเรื่องความร่วมมือในเรื่องข้าว เพื่อสร้างระดับราคาที่ดี ต่อตลาดข้าวของไทย โดยมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนข้าวสาร 10,000,000 ตัน และมีการจับมือกับเวียดนามในการร่วมมือในเรื่องข้าว
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใคร่ขอถือโอกาสใช้เวลาที่ท่านสมาชิกคงไม่ค่อย อยากจะอภิปรายช่วงนี้เท่าไรได้ชี้แจงต่อท่านสมาชิกซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตและอภิปราย ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งปรากฏอยู่ในร่าง งบประมาณดังกล่าวนี้ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เปึนต้น เฉพาะในส่วนของกระทรวงพาณิชย์กระผม ใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือและเห็นความเดือดร้อนของ เกษตรกรชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง โดยถือเปึนนโยบายอันดับ ๑ ที่จะต้องดูแล ซึ่งอาจจะตรงข้ามต่อข้อมูลที่ท่านสมาชิกได้นําเสนอ ที่บอกว่ารัฐบาลนี้ไม่เอาใจใส่คนจน ไม่เอาใจใส่เกษตรกร กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้เรียนชี้แจงว่าแม้ในยามที่รัฐบาลเข้ามา บริหารประเทศ ในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดหลังจากสิ้นสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เปึนต้นมา แม้ว่ารัฐบาลจะประสบปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ อันเปึนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ํามาตั้งแต่ครึ่งป้ที่แล้วจนกระทั่งมาถึงบัดนี้ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ได้ดําเนินการในการช่วยเหลือดูแล ซึ่งจะปรากฏอยู่ในตัว งบประมาณป้ ๒๕๕๓ และที่ได้ดําเนินการผ่านมาเพื่อให้เห็นเปึนตัวอย่าง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรชาวนา ซึ่งกระผมใคร่ขอเรียนผ่านท่านประธานถึงท่านสมาชิกว่า ยังไม่มีรัฐบาลใดที่ให้ความช่วยเหลือชาวนามากที่สุดเท่ากับรัฐบาลชุดนี้ ถ้าท่านจะได้ดูถึง เรื่องของมาตรการในการแทรกแซงจํานําข้าวนาปรัง ฤดูการผลิตป้นี้ก็จะเห็นว่า เมื่อรัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศเพียงแค่เดือนเดียว ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีและ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติในการกําหนดที่จะรับจํานําเปึนปริมาณ ๒.๕ ล้านตัน โดยมีตัวเลขปริมาณคาดหมายผลผลิตสําหรับข้าวนาปรังฤดูกาลป้นี้อยู่ที่ ๗.๖ ล้านตัน แต่พอถึงเดือนพฤษภาคมปรากฏว่า การรับจํานําซึ่งรัฐบาลต้องการให้ชาวนามีรายได้ที่ดี จึงได้กําหนดราคาไว้สูง ด้วยเหตุนี้เองจึงปรากฏว่าโควตาของการรับจํานําที่กําหนดไว้ ๒.๕ ล้านตันจึงเต็ม ยังไม่ครบกําหนดของฤดูกาลในการรับจํานํา จึงได้มีมติเพิ่มจาก ๒.๕ ล้านตันอีก ๑.๕ ล้านตัน เปึน ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตันเมื่อเดือนพฤษภาคม และถือเปึน ตัวเลขประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีรัฐบาลใดในอดีตในการเพิ่มปริมาณการรับจํานําเท่ากับ รัฐบาลชุดนี้ ขณะป้ ๒๕๕๑ ที่มีท่านสมาชิกบางท่านได้พูดถึงนั้นก็คงจะตรงกันที่ว่า ป้ ๒๕๕๑ เปึนป้ที่ไม่ปกติ และทําให้ราคาพืชผลเกือบทุกตัวมีราคาสูง ถ้าท่านจําได้จะเห็น ว่าในป้ที่แล้วนั้นราคาน้ํามันได้พุ่งสูงไปจนเกือบถึง ๑๕๐ เหรียญต่อบาร์เรล และทําให้เกิด ปัญหาความหวาดวิตกเรื่องของวิกฤตการณ์พลังงาน และทําให้การผลิตพลังงานทดแทน ที่ใช้พืชอาหารขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีผลทําให้ราคาธัญพืชทั่วโลกนั้นมีราคาพุ่งสูงขึ้น ยกตัวอย่างราคาข้าวส่งออกซึ่งอยู่ประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ เหรียญโดยประมาณต่อตัน ราคา พุ่งขึ้นไปสูงสุดถึง ๑,๐๐๐ เหรียญต่อตัน เพราะฉะนั้นราคาดังกล่าวนั้นเปึนราคาที่ผิดปกติ เพราะเหตุเกิดวิกฤตการณ์พลังงานและวิกฤตการณ์อาหารโลก จึงเปึนแรงจูงใจให้มีการ เพิ่มปริมาณการเพาะปลูกทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามในการรับจํานําที่ได้กําหนดไว้เพิ่มเปึน ๔ ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าป้ ๒๕๕๑ ซึ่งถือว่าเปึนป้ที่เปึนป้ทองของเกษตรกร แต่ว่าการรับจํานํา ข้าวนาปรังในป้ ๒๕๕๑ นั้นก็มีปริมาณเพียง ๓.๙ ล้านตันเท่านั้น แต่เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน เมื่อมีรายงานว่า หลังจากเราได้เพิ่มปริมาณการรับจํานําข้าวนาปรังเปึน ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ตัวเลข ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมปรากฏว่า ปริมาณการรับจํานําที่ชาวนาที่ต้องการแสวงหา รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากราคารับจํานําที่รัฐบาลให้สูง ไม่ว่าจะเปึนข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวหอมจังหวัด ก็มาใช้บริการของรัฐอย่างมากมายจนกระทั่งเต็มโควตา รัฐบาล จึงได้กําหนดเพิ่มโควตาให้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน และให้ระยะเวลาการรับจํานําไปสิ้นสุด ๓๑ กรกฎาคม ยกเว้นของภาคใต้ ซึ่งจะเก็บเกี่ยวหลังจากในส่วนภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง เพราะฉะนั้นตัวเลขดังกล่าวเปึนการซ้อนให้เห็นว่ารัฐบาลได้สร้างประวัติศาสตร์ ของการช่วยเหลือชาวนามากที่สุด ทั้งที่อยู่ในช่วงวิกฤติและรัฐบาลเองก็มีปัญหาจาก ผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทําให้การจัดเก็บรายได้ไม่ได้ตามเปัา แต่ก็ต้องการเข้าไปซับน้ําตาให้กับชาวนาทั่วทั้งประเทศ มันสําปะหลัง มันสําปะหลังนั้น พี่น้องเกษตรกรคนยากคนจน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนกลาง ภาคกลาง และภาคตะวันตกนั้นจะมีการเพาะปลูกจํานวนมากคิดเปึนปริมาณ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ ตัน รัฐบาลนี้อีกเช่นกันที่ได้ทุ่มเทความพยายามในการช่วยเหลือชาวไร่มันสําปะหลัง ได้มีการ เพิ่มปริมาณของการรับจํานําถึง ๑๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และสูงที่สุดเปึนประวัติศาสตร์ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ช่วยเหลือชาวไร่มันสําปะหลังมากที่สุด เท่ากับรัฐบาลชุดนี้ และพยายามที่จะกําหนดกฎเกณฑ์ในการกระจายให้ได้มากที่สุด สําหรับเกษตรกรที่จะได้ผลประโยชน์จากโครงการรับจํานําไม่ว่าจะเปึนชาวนาหรือชาวไร่ มันสําปะหลัง โดยการลดเพดานให้เกษตรกรรายย่อยสามารถได้รับผลประโยชน์จาก โครงการรับจํานํา เช่น ลดปริมาณในการรับจํานําต่อรายจาก ๕๐๐,๐๐๐ ลงมาเหลือ ๓๕๐,๐๐๐ เพื่อให้เกษตรกรมีจํานวนที่เข้าร่วมโครงการได้มากขึ้นกว่าในอดีต เพราะฉะนั้นการรับจํานําดังกล่าวนั้นจึงเปึนการสะท้อนให้เห็นที่เปึนตัวเลขเปึนกายภาพ ให้เห็นว่า นี่คือข้อเท็จจริงที่รัฐบาลพยายามดูแลช่วยเหลือ และสุดท้ายก็คือเรื่องของ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ท่านสมาชิกได้มีการพูดถึงว่า รัฐบาลไม่ค่อยจะไปดูแลในส่วนนี้ เช่นกันครับ รัฐบาลที่ผ่านมาได้กําหนดมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ ในการ กําหนดให้มีการรับจํานําข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน แต่เพียงไม่ถึง ๑ เดือนปริมาณ ดังกล่าวนั้นก็เต็มโควตา เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศและเห็นถึงความ เดือดร้อนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น จึงได้เพิ่มปริมาณการรับ จํานําอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เปึน ๑.๕ ล้านตัน ๓ เท่าของปริมาณที่มีการรับจํานํา ในป้ที่แล้ว นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะใคร่ขอกราบเรียนว่ารัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางและต้อง เรียนตรงไปตรงมาว่างานที่นํามาใช้ในการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตรเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรนั้นเปึนเงินที่รัฐบาลต้องกู้มา ต้องกู้มาเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรคนยากคนจน ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง เช่นเดียวกันรวมไปถึง ปาล์มน้ํามันและยางพารารวมถึงผลไม้ ซึ่งใช้วงเงินไม่น้อยกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างที่ทราบครับว่าในระบบของการรับจํานํารัฐบาลทุกรัฐบาลมีเปัาหมายที่จะต้อง การให้เกษตรกรทุกรายได้ประโยชน์จากโครงการ แต่เนื่องจากข้อจํากัดของเรื่องของวงเงิน ข้อจํากัดในเรื่องของระบบในที่สุดแล้วเราก็ยังไม่สามารถที่จะดูแลได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่ารัฐบาลนี้จะเพิ่มปริมาณในการรับจํานํา โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก ๆ ดังที่ได้ กราบเรียนมานั้นมากที่สุดเปึนประวัติศาสตร์มากกว่าทุกรัฐบาล จึงได้มีการปรับ ระบบใหม่ในการบริหารจัดการ เช่น การตั้งคณะกรรมการระดับชาติของพืชเศรษฐกิจ แต่ละชนิด เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและการดูแลแบบครบวงจร เช่น คณะกรรมการข้าว แห่งชาติ คณะกรรมการมันสําปะหลัง คณะกรรมการข้าวโพด เปึนต้น ขณะเดียวกันก็ได้มี การเริ่มในเรื่องของระบบการประกันรายได้ของเกษตรกร ฤดูการผลิตของมันสําปะหลัง หน้านั้นรัฐบาลจะเปลี่ยนจากระบบการรับจํานํา ซึ่งแน่นอนเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ ทุกรายอย่างมากไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และมีภาระมากกมายต่อภาครัฐและขาดทุนกัน ในแต่ละป้ที่ผ่านมาเปึนเงินหลายหมื่นล้านบาท และมีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ในที่สุดแล้ว ก็ได้มีการปรับปรุงระบบการดูแลในเรื่องของพืชผลเกษตรกร นั่นก็คือเรื่องของระบบการ ประกันรายได้หรือการประกันกําไรให้กับเกษตรกรโดยเริ่มต้นจากมันสําปะหลัง ซึ่งได้กําหนดราคาประกันไว้ ๑.๗๐ บาท ซึ่งเปึนที่พอใจของเกษตรกร เพราะเกษตรกรที่ขึ้น ทะเบียนต่อทางรัฐบาลนั้นจะได้ประโยชน์ทุกคน ไม่มีใครจะขาดตกเหมือนในอดีต ๒. ก็คือกลไกตลาดจะเดินไปได้ และ ๓. ก็คือว่ารัฐจะต้องไม่เสียหายและมีผลกระทบต่อ การส่งออก ตรงนี้เองคือสิ่งที่อยากจะเรียนว่าปัญหาในอดีตที่ผ่านมาจะต้องมีการปฏิรูป ระบบ มีการสร้างระบบบริหารจัดการเพื่อเปึนหลักประกันว่าอนาคตของเกษตรกรนั้น จะต้องดีขึ้นและความร่วมมือดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็โดยการสนับสนุนงบประมาณของ บรรดาสมาชิกฝ์ายนิติบัญญัติ
สุดท้ายก็คือที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงในเรื่องของความร่วมมือในเรื่องข้าว เพื่อที่จะเปึนหลักประกันอีกประการหนึ่งว่าเราจะสามารถสร้างระดับราคาที่ดี สําหรับตลาดข้าวของไทย ต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าประเทศไทยผลิตข้าวสาร ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ตัน นี่ทอนจากข้าวเปลือกมาเปึนข้าวสารนะครับ เพื่อความเข้าใจ ง่าย ๆ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ตันข้าวสาร ใช้บริโภคใช้เปึนพันธุ์ภายในประเทศครึ่งหนึ่งคือ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ล้านตัน เปึนภาระที่เราจะต้องส่งออก ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ตัน แต่รัฐบาลนี้ มองเปึนโอกาส มองว่าถ้าชาวนาปลูกได้มากต้องร่ํารวยขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะ ขับเคลื่อนข้าวสาร ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ซึ่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เปึนข้าวนึ่งและมีผู้แข่งขัน ไม่ว่าจะเปึนอินเดียวหรือเวียดนาม รวมทั้งข้าวเจ้า จึงเปึนความพยายามของรัฐบาลตั้งแต่ เริ่มต้น ดังนั้นการจับมือกับเวียดนามจึงเกิดขึ้น แม้ว่ารัฐบาลในอดีตจะมีการทําความ ตกลง ๔ ประเทศนะครับ ในเรื่องความร่วมมือเรื่องข้าว นั่นก็คืออินเดีย ปากีสถาน จีน และไทย แต่ไม่ปรากฏว่าจะประสบความสําเร็จในทางปฏิบัติ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์ จึงได้เป่ดการเจรจากับรัฐบาลเวียดนามจนกระทั่งบรรลุถึงความตกลงในเรื่องของความ ร่วมมือเรื่องข้าวตั้งแต่การผลิต การตลาดและการสร้างอํานาจต่อรองในฐานะที่ไทย กับเวียดนามเปึนประเทศที่มีปริมาณการส่งออกในตลาดโลกมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ บัดนี้ความตกลงดังกล่าวนั้นได้บรรลุแล้วในระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ชะอํา เพชรบุรี เมื่อวันที่ ๑ มีนาคมที่ผ่านมาและได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมของ ๒ ประเทศ บัดนี้ก้าวแรกที่เราฝันไว้ว่าไทยกับเวียดนามและประเทศอาเซียนอื่น ๆ ในฐานะที่เปึนฐาน การผลิตข้าวและครองตลาดโลกมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์นั้น จะบรรลุผลสําเร็จในอนาคต อันใกล้ จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงสมาชิกเพื่อยืนยีนว่ารัฐบาลนี้เอาใจใส่ คนยากคนจนโดยเฉพาะเกษตรกรในทุกภาคนะครับ แล้วก็ได้ข้อแนะนําข้อสังเกตจากท่าน สมาชิกที่เปึนประโยชน์อย่างยิ่งสําหรับการสร้างระบบใหม่ในเรื่องโครงสร้างการตลาด การผลิต สําหรับพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเรามุ่งหวังว่าจะสร้างรายได้ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง ในอนาคตสําหรับเกษตรกรไทย ขอขอบคุณครับ