อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กล่าวถึงการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าเงินที่กู้มาไม่ควรใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือหาเสียง แต่ควรใช้เพื่อส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและช่วยเหลือประชาชน ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้ต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่ได้กรุณาให้เวลาผมได้มีโอกาสอภิปรายถึง ร่างพระราชบัญญัติที่จะให้อํานาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจครับ หลายท่านได้อภิปรายมาในวันนี้ก็เปึนสาระนะครับ แล้วผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรี หลายท่านในวันนี้ก็ได้ลุกขึ้นมาแล้วก็ตอบคําอภิปราย ตอบคําถามท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ที่ได้ถามไปก็หลายประการด้วยกัน ก็พูดกันหลากหลายนะครับ ฟังทั้ง ๒ ทางแล้วก็มีความน่าเชื่อถือทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ดีครับเรื่องของการกู้เงินนั้น เปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะว่าเมื่อมีการตัดสินใจ ในการกู้เงินขึ้นมาแล้ว การรับผิดชอบในเรื่องของเงินที่จะต้องใช้ ที่ยืมมาแล้ว และเราจะต้องใช้เขาต่อไปในอนาคตนั้นย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ วันนี้ในหลักการ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน ฟังมาแล้ว ๒ วัน ถ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด ก็จะมีความเชื่อมั่นว่าวันนี้ประเทศชาติความจําเปึนที่จะต้องกู้เงิน แต่จะกู้กันอย่างไร นะครับก็กู้กันไปเถอะครับ ประเด็นสําคัญมันอยู่ที่ว่าเมื่อท่านกู้เงินมาแล้ว ท่านได้ใช้ตาม วัตถุประสงค์ของการกู้ก็คือการมาสร้างประโยชน์สุขให้กับพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่ แล้วมันเปึนมาตรการที่กระตุ้นเศรษฐกิจทําให้พี่น้องประชาชนมีความสุขสบายขึ้น จริงหรือไม่นะครับ เพราะว่าครั้งที่แล้วผมจําได้ในสภาแห่งนี้แหละครับ ได้อนุมัติเงิน ๑.๑๖๗ แสนล้านบาทที่อภิปรายกันว่าจะนําไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปรากฏว่างบกระตุ้นในระยะที่ ๑ นะครับ ที่หลายท่านอภิปรายไปแล้วผมคงจะไม่กล่าว ในรายละเอียดอีก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเช็คช่วยชาติ เรื่องของโครงการต้นกล้าอาชีพ หรือแม้แต่เรื่องของการเรียนฟรี ๑๕ ป้ มีคนตั้งข้อสังเกตไว้มากมายครับว่าเปึนงบหาเสียง หรือว่างบช่วยเหลือประชาชน ซึ่งวันนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจนี่แหละครับ ดัชนีตัวเลขทาง เศรษฐกิจนั้นชี้ว่าการกระตุ้นที่ผ่านมาที่ท่านขออนุมัติจากสภาแห่งนี้ไปมันยังล้มเหลว ผมเตรียมตัวเลขมาเยอะแยะเลยครับ แต่เกรงว่าพูดไปแล้วพี่น้องประชาชนทางบ้านก็คง จะเข้าใจได้ยากนะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของ จีดีพี เรื่องของเงินเฟัอ เงินเฟัอตอนนี้สูงสุด เท่าที่เคยปรากฏนะครับ หรือแม้แต่เรื่องของการส่งออก แต่วันนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ทางบ้านจะเข้าใจได้ดีครับเรื่องของดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล้มเหลว แบบชาวบ้านนะครับ ผมมีดัชนีชี้วัดตัวนี้มาเล่าให้ฟังครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล้มเหลวนี่นะครับ นําพาไปสู่การก้าวกระโดดของอาชญากรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานครครับ ในฐานะผู้แทนของกรุงเทพมหานครวันนี้ผมมีความทุกข์ใจ มากครับ แล้วผมเชื่อว่าอีก ๖ เดือน ๑ ป้ จากนี้จะเกิดกลียุคขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร ฟังตัวเลขนะครับท่านประธานครับ ๔ เดือนจากมกราคมถึง เมษายนมีคดีทั้งสิ้นที่เกิดเปึนอาชญากรรมในกรุงเทพมหานคร ๔๑,๘๒๓ คดี ตัวเลขนี้คือ ทุก ๆ ๔ นาทีครับท่านประธาน จะมีคดีอาชญากรรมเกิดขึ้น คดีฆ่าคนตายใน ๔ เดือน ๓๑๖ คดี เท่ากับว่าตายวันหนึ่ง ๒-๓ คน แล้วสําหรับสุภาพสตรีคดีข่มขืนเฉลี่ย ๑๔ ราย ต่อวัน หรือว่าถ้าคิดง่าย ๆ ก็คือ ๑-๒ ชั่วโมง สุภาพสตรีในกรุงเทพมหานครโดนข่มขืน ๑ คน แล้วก็สิ่งที่สําคัญที่สุดมาจากระบบการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล้มเหลวนี่แหละครับ ที่ประชาชนนั้นมีความอดอยากยากแค้น คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือที่เราเรียกกันว่า ลักทรัพย์นี่แหละ วันละ๔๗ ครั้ง ๔๗ ครั้งนั้นก็คือชั่วโมงละ ๒ ครั้ง หรือจะดูอีกอันหนึ่ง ก็ได้ครับก็คือคดีที่มีรถมอเตอร์ไซค์ จักรยานยนต์นี่แหละครับหาย ๕,๐๓๔ คดี วันละ ๔๒ ครั้ง หรือว่าทุก ๆ ๑ ชั่วโมงจะมีจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานครหายไป ๒ คัน และที่ ตามมาครับ เมื่อไรก็ตามความจนมันมานี่นะครับยาเสพติดก็มาทัน ท่านประธานครับ เดือนละ ๗,๒๘๔ คดี ๖ นาทีมีอาชญากรรมเรื่องของยาเสพติด ๑ คดี เพราะฉะนั้น ถ้าตัวเลขยังไต่ไปแบบนี้ในป้นี้จะมีผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมอย่างน้อย ๑๒๐,๐๐๐ คน หรือว่าทุก ๆ ๔๐ คนที่เราเดินไปเราจะพบผู้ที่เสียหายจากอาชญากรรม ๑ คน จาก ๔๐ คน ผมต้องชี้ตรงนี้นะครับ เพราะว่าผมอยากจะบอกว่างบประมาณใด ก็แล้วแต่ที่นําไปกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นท่านต้องทําให้ได้เปึนไปตามวัตถุประสงค์ของเงินที่ ท่านกู้ครับ ก็อยากจะชี้ประเด็นไว้เท่านี้ละครับก่อนที่จะขออนุญาตได้แนะนําในเรื่องของ ประเด็นที่หลายคนที่อภิปรายมาแล้วยังไม่ได้พูดถึงเลย ผมเปึนอดีตนายทหารอากาศ ผมเติบโตมาจากกองทัพอากาศ มีความผูกพันกับกองทัพครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่น มาตลอดนะครับ ก็คือนโยบายความมั่นคงของรัฐสามารถไปได้ด้วยกันเลยนะครับ กับมาตรการที่เราจะมากระตุ้นเศรษฐกิจในวันนี้ ผมขออนุญาตอ่านนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ เสียใจผม ไม่ได้ไปฟังด้วยตัวเอง ในเรื่องนโยบายความมั่นคงของรัฐ ข้อ ๒.๒ ผมตัดเฉพาะข้อความ ที่สําคัญ บอกว่า จะสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมปัองกัน ประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้เอง ประเด็นนี้แหละครับที่ผมจะต้องเน้นให้กับ ท่านประธานฝากไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เพราะว่าวันนี้เรื่องของวิสัยทัศน์ ในการจะมองเรื่องของอาวุธนั้น คงจะต้องเปลี่ยนไปแล้วครับ ท่านดูแลความมั่นคงนี่ก็คง จะต้องพูดกับเหล่าทัพครับ จะเปึนกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศก็ดีว่าอาวุธวันนี้ ไม่ได้ขึ้นว่าท่านจะมีป๋นกี่กระบอก ท่านจะมีรถถังกี่คัน หรือท่านจะมีเครื่องบินกี่ลํา ก็แล้วแต่ เพราะว่าอาวุธวันนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกที่ท่านใช้ วันนี้อาวุธที่เรา ต้องการเปึนอาวุธที่เกิดจากการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าสมองกลครับ วันนี้อุตสาหกรรม ปัองกันประเทศของเราทั้งภาครัฐและเอกชนกําลังโดนทอดทิ้งครับ ผมไม่แน่ใจว่าผู้นํา เหล่าทัพเวลาจะพิจารณาจัดหาซื้อยุทโธปกรณ์ก็มองไปที่ต่างชาติต่างประเทศ เสียเงิน เปึนหมื่นเปึนแสนล้านบาท ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วขีดความสามารถของกองทัพ ผมขออนุญาตยืนยันผมชื่นชมกองทัพ กองทัพมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ จบจาก โรงเรียนเตรียมทหารเข้าไปต่อในโรงเรียนนายร้อยทั้ง ๓ เหล่าทัพ ได้ส่งบุคลากรของเราไป เรียนแล้วก็จบการศึกษาเปึนดอกเตอร์จบเฉพาะทาง มีขีดความสามารถมากมาย แต่เมื่อ กลับมาอยู่ในประเทศไทยสมองไหลหมด ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเปึนเช่นนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้อาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพของเรานั้นก็ยังต้องพึ่งการจัดหามาจาก ต่างประเทศ เปึนประเด็นสําคัญครับ เพราะว่าถ้าเกิดกู้เงินหรือว่าใช้เงินงบประมาณ จํานวนมากไปจัดหาจัดซื้อมาจากต่างประเทศอย่างเดียวโดยท่านไม่ส่งเสริมการพัฒนา อาวุธภายในประเทศ เงินทั้งหมดก็จะไหลไปสู่ประเทศอื่น ๆ ที่เราไปจัดหาอาวุธมาครับ และข้อสําคัญก็คือว่าท่านประธานลองฟังคํานี้นะครับ ท่านไม่สามารถซื้อความมั่นคงของ รัฐจากนานาชาติได้อีกต่อไปครับ หมดเวลาแล้วครับ ท่านต้องพัฒนาแล้วก็สร้างมันขึ้นมา เอง วันนี้ระบบการควบคุมบังคับบัญชา ซึ่งตรงนี้จะพาดพิงไปถึงการปฏิบัติการใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าท่านลองฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องข้าราชการทหารหรือตํารวจ ที่ปฏิบัติงานนั้น จะพบว่าเครื่องไม้เครื่องมือนั้นเขาเรียกว่าสื่อสารหรือพูดกันไม่ได้ เปึนเรื่องเดียวกับที่ผมจะพยายามอธิบายนี่ละครับว่า ระบบที่จะบูรณาการทั้ง ๓ เหล่าทัพ บวกตํารวจเข้าด้วยกันได้ จําเปึนจะต้องได้รับการพัฒนาแล้วก็จัดทําขึ้นภายในประเทศ ท่านจะไปซื้อจากประเทศมหาอํานาจอื่นไม่ได้อีกแล้วครับ วันนี้หลายประเทศที่เปึน ประเทศที่เจริญแล้วเขาแสดงตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ปกติเมื่อสมัยก่อนตอนสงครามเย็น ทุกคนก็พยายามจะทําตัวให้กล้ามใหญ่ แต่วันนี้เขาลดขนาดกองทัพ ลดบุคลากรลงหมด ครับ แต่เขาไปเพิ่มในส่วนที่เปึนมันสมอง เพราะฉะนั้นเขาจะหัวโตตัวเล็ก แต่ในขณะที่ เหล่าทัพของเราวันนี้ทําตรงกันข้ามครับ เราพยายามไปเพิ่มกล้ามเนื้อครับ เมื่อวันนี้หรือ เมื่อวานนี้ผมจําไม่ได้ชัดก็มีการจัดหาจัดซื้อกันอีกแล้ว พยายามทําตัวให้ใหญ่ แต่สมอง มันฝ์อ สมองเล็กลง ๆ เรื่อย ๆ นี่เปึนเรื่องส่วนหนึ่งที่การทํายุทธการหรือว่า โอเปอเรชัน (Operation) ในประเทศของเรานั้นมันไม่ประสบความสําเร็จครับ ฉะนั้นต้องฝากท่าน ประธานไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพที่ดูแลความมั่นคง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ท่านจะมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อย่างไรนะครับ ท่านจะมีความรู้เพียงพอหรือไม่นั้นผมไม่ทราบ แต่ผมเชื่อมั่นว่าฝ์ายอํานวยการที่อยู่กับท่าน ไม่ว่าจะเปึนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรง ก็คือรัฐมนตรีในส่วนของกระทรวงกลาโหม ท่านผู้นําเหล่าทัพ ท่านจะต้องเปลี่ยนมุมมอง และความเข้าใจครับ การจะไปจัดซื้อจัดหาอาวุธที่มีราคาแพงเปึนหมื่นเปึนแสนล้านบาท อันนั้นต้องเลิกครับ วันนี้เราควรจะต้องหันมาพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชนและภาครัฐจะต้องไปควบคู่กันครับ ฉะนั้นหลังจากที่ อภิปรายในวันนี้ไปแล้ว ผมหวังว่าจะได้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในกองทัพ อย่าให้พี่น้อง ประชาชน หรือแม้แต่พวกเราที่เปึนสมาชิกทรงเกียรติอยู่ในสภาแห่งนี้ต้องตั้งข้อสังเกตทุกครั้งเวลา ที่ท่านจัดซื้อจัดหาอาวุธกันเลยนะครับ เพราะว่าวันนี้อยากจะวิงวอนนะครับ ท่านผู้รับผิดชอบทุกท่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม รวมไปถึงผู้นําเหล่าทัพครับว่า ท่านต้องส่งเสริมของในประเทศครับ วันนี้ท่านกําลังตัดโครงการทั้งหลายที่เปึนการพัฒนาอยู่ในกรุงเทพฯ ในประเทศไทย ของเรานะครับ ท่านจะซื้อลูกเดียวไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทําอย่างที่ว่ามีการ พัฒนากันเองในประเทศนั้นมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามจะทําอยู่วันนี้ มันจะไปได้ด้วยกันครับกับความมั่นคงของรัฐ
สุดท้ายนะครับก่อนที่จะจบคําอภิปรายในวันนี้นะครับ ฝากเปึนความ ห่วงใยไปถึงรัฐบาลครับ การกู้เงินจํานวนมากก็มีการพูดจากันด้วยเหตุผลว่ามันมี ความจําเปึนผมไม่ว่าหรอกครับว่าท่านจะกู้อย่างไรเท่าไรแล้วกัน แต่อยากจะให้ท่าน นึกถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ทั่วโลกได้พูดถึง ซึ่งเปึนปรัชญาที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวนั้นได้ทรงพระราชทานให้แก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศความพอดี ความพอเพียง ความพอเหมาะ ใช้เท่าที่มีครับ ทําให้เกิดประโยชน์อย่างพอเพียงก็จะทําให้ เกิดความเพียงพอ แล้วก็เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณ ท่านประธานครับ