อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลมีนโยบายที่เปิดเผยและโปร่งใสในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้รัฐมนตรีและภาคเอกชนช่วยกันแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย แล้วก็เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ก็คงจะใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงบางประเด็น นะครับ
ประเด็นแรกเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนชัดเจนแน่นอนก็คือว่า รัฐบาลนี้ไม่เคยมีนโยบาย และไม่มีแนวคิด ที่จะป่ดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เลย ที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะว่า ที่จริงแล้วต้องยอมรับว่า มีบางฝ์ายพยายามที่จะเสนอว่าการเสนอข่าวเรื่องนี้จะ กระทบกับการท่องเที่ยว ผมเองเปึนผู้ที่ให้นโยบายในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า สาธารณสุขไทยได้รับการยอมรับในการแก้ปัญหาหลายปัญหาตั้งแต่สมัยโรคเอดส์ มาจนถึงปัจจุบันก็คือเรื่องของการที่ใช้นโยบายที่เป่ดเผย โปร่งใส เพราะฉะนั้นก็ได้กําชับ กันตั้งแต่ต้นครับว่า เรื่องนี้ต้องเป่ดเผย ตัวอย่างที่ดีที่สุดเลยครับก็คือว่า เมื่อทางไต้หวัน มีคนเดินทางมาแล้วกลับไป แล้วก็พบว่าติดเชื้อ แล้วก็บอกว่า ๒ คนนั้นมาที่พัทยา เราก็ไม่ได้เพิกเฉยนะครับ ถ้าเราคิดป่ดบังเราก็อาจจะบอกว่าเราปฏิเสธ เขาอาจจะติดมา จากที่อื่นก็ได้ แล้วเราก็ปล่อยให้สถานการณ์ผ่านไป แต่ว่าสิ่งที่เราทําตรงกันข้ามเลย ก็คือว่าส่งทางเจ้าหน้าที่ไปพยายามตรวจให้ได้ ว่ามีคนของเราที่นั่นที่ติดเชื้ออยู่หรือไม่ ก็จึงไปพบ ถ้าผมจําไม่ผิดก็คือ ๑๗ ราย ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ตัวเลขก็พุ่งขึ้นมา ผมก็ บอกว่าอันนี้ก็เปึนเรื่องที่เราต้องดําเนินการและรายงานไปตามขั้นตอน เพราะว่าต้องการ ที่จะใช้นโยบายที่เป่ดเผยนะครับ ทีนี้ประเด็นว่าทําไมเราสกัดกั้นไม่ได้ ก็ต้องกราบเรียน นะครับว่า การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หลักจริง ๆ ก็คือมาจากการเดินทาง ซึ่งมาตรการที่ทุกประเทศใช้ก็คือการตรวจอุณหภูมิในขณะที่เข้าสนามบิน ซึ่งก็ทํากันเกือบ ทุกประเทศนะครับ ปัญหาก็มีอยู่ว่าคนที่ติดเชื้อนี้ไม่จําเปึนจะต้องมีไข้ อย่างน้อยก็คือ ในช่วงแรก เพราะฉะนั้นก็จะมีคนจํานวนหนึ่งซึ่งติดเชื้อเดินทางเข้ามา ไม่ใช่เฉพาะ ประเทศไทยครับ หลายประเทศ แล้วก็ไม่สามารถตรวจพบได้ ณ วันที่เข้าเมือง
ประการที่ ๒ ก็คือ มีผู้โดยสารบางคนซึ่งไม่สบายก็ใช้วิธีกินยาลดไข้ แล้วก็สามารถผ่านการตรวจได้ อันนี้ก็เกิดขึ้นในหลายประเทศ เพราะฉะนั้นก็ต้อง กราบเรียนอย่างตรงไปตรงมานะครับว่า มาตรการการสกัดกั้นที่ทุกประเทศใช้ก็คือ การใช้ เครื่องตัวนี้ไม่สามารถที่จะเปึนหลักประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามครับ ผมต้อง กราบเรียนย้ําว่า ผมไม่เคยพูดนะครับว่าโรคนี้เปึนแล้วไม่เสียชีวิต แต่ให้ข้อเท็จจริงเพื่อ ไม่ให้ตื่นตระหนกว่า อัตราการเสียชีวิตนี่ต่ํากว่าไข้หวัดใหญ่ปกติ ซึ่งอันนี้จะทําให้พี่น้อง ประชาชนได้เข้าใจถึงสภาพของปัญหาตรงไปตรงมา ไม่ตื่นตระหนก แต่ขณะเดียวกัน แน่นอนการประชาสัมพันธ์เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นสามารถปัองกันตัวได้ เปึนสิ่งที่ผมก็ได้ กําชับทางกระทรวงสาธารณสุขให้มีการเร่งรัด แต่ว่าที่ต้องย้ําก็คือว่า ไม่มีการป่ดบัง แน่นอน และผมเองก็พูดตรงไปตรงมาถึงขั้นที่ว่า เขามาสอบถามผมเมื่อวันสองวันก่อนว่า ตัวเลขจะหยุดเท่านี้ไหม ผมก็ตอบตรงไปตรงมาเลยว่า ผมคิดว่าไม่หยุด ผมคิดว่าในช่วง อีกหลายวันข้างหน้าจะมีเพิ่มขึ้น แล้วมาตรการก็คือต้องสกัดกั้นให้มากที่สุดเท่าที่ทําได้ เช่น กรณีการป่ดโรงเรียน หรือการป่ดชั้นเรียน แล้วแต่ความจําเปึน อันนี้คือเรื่องของ สาธารณสุขนะครับ
ถัดมาก็มีเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับการใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะดูว่า จะไม่ต้องใช้วิธีในการที่จะกู้เงินหรือว่าร่วมทุนในรูปแบบต่าง ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะที่มี การเสนอก็คือการค้าต่างตอบแทนที่เรียกว่า บาร์เตอร์ เทรด หรือ เคาน์เตอร์ เทรด (Counter trade : การค้าต่างตอบแทน) ก็กราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าความจริงมันก็มี แนวปฏิบัติมติ ครม. เดิมอยู่แล้วซึ่งยังยึดถืออยู่ แต่การที่จะไปดําเนินการในการเจรจา ลักษณะนี้ ขณะนี้กําลังส่งเรื่องให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความด้วยว่าจะเข้าข่าย มาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ซึ่งจะต้องมาเปึนกรอบในการเจรจาในการนําเสนอต่อสภา ด้วยนะครับ โดยเฉพาะการทําสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐหรือที่เรียกว่า จีทูจี
ประเด็นถัดมาคือเรื่องน้ํามันนะครับ ซึ่งพูดกันมาก ผมขอยืนยันอย่างนี้ ครับ และเมื่อสักครู่ก็ได้สอบถามกับทางกระทรวงพลังงานเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่า ภาษีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้น ๒ บาท คือ ๗ บาทนี่นะครับ เดิมนี่ ๕ บาท มายกเว้น ในช่วง ๖ มาตรการ ๖ เดือน ซึ่งเปึนเรื่องชั่วคราวในภาวะที่ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกสูง ผิดปกติ ๒ บาทนี้ นโยบายของรัฐบาลก็คือให้กองทุนน้ํามันดําเนินการไม่ให้ส่งต่อไปยัง ผู้บริโภค ซึ่งทางกระทรวงพลังงานก็เพิ่งยืนยันกับผมเมื่อสักครู่ว่าเปึนเช่นนั้น แต่ว่าราคา น้ํามันเพิ่มขึ้นในขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า การเคลื่อนไหวของราคาน้ํามันดิบในตลาดโลก ในวันที่รัฐบาล ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ วันที่รัฐบาลเพิ่มภาษีตัวนี้ ราคาน้ํามันดิบน่าจะอยู่ ประมาณ ๕๐ เหรียญต่อบาร์เรล วันนี้มันขึ้นไป ๗๐ นะครับ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นมานี่ มันเปึนไปตามภาวะในตลาดโลก ผมเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ ถึงขั้นให้เขารายงาน มาด้วยซ้ําว่า ณ ราคาน้ํามันดิบที่เท่ากันเมื่อครั้งสุดท้ายที่เปึนอย่างนี้ ราคาที่ ขายในประเทศเปรียบเทียบแล้วเปึนอย่างไร กระทรวงพลังงานก็ตอบผมมาเปึน ลายลักษณ์อักษรนะครับว่า ณ ราคาน้ํามันดิบเดียวกันขณะนี้ราคาที่ขายต่อประชาชนนี่ ถูกกว่า ความจริงเขาก็ไม่อยากให้เปรียบเทียบอันนี้เพราะมันมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ราคาน้ํามันดิบมาจนถึงราคาที่ขายให้กับพี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากว่ามักจะเปึน ความรู้สึกว่าควรจะเปรียบเทียบตรงนั้นก็ให้เขาไปทํามาดู เขาก็ยืนยันว่าขณะนี้ถูกกว่า ถ้าเทียบกับราคาน้ํามันดิบที่เคยขึ้นมาถึงระดับนี้อาจจะป้ สองป้ก่อนหน้านี้นะครับ อันนี้ก็ เปึนเครื่องยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้นโยบายในลักษณะที่จะไปเพิ่มภาระให้ประชาชนเพื่อ ประโยชน์ในการจัดเก็บรายได้เข้ามาสู่รัฐบาลในขณะนี้นะครับ
ประเด็นเรื่องท่องเที่ยว ความจริงผมไม่อยากจะพูดนะครับ เดี๋ยวจะ กลายเปึนเรื่องของการตอบโต้ แต่บังเอิญท่านบอกว่าทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังในช่วงที่แถลงนี่ไปพูดถึงเรื่องเหตุการณ์การชุมนุม ก็อยากจะกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า ที่จริงผมก็ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอยู่ ท่านก็เพียงพูดเปึน หนึ่งในปัจจัยเท่านั้นเองที่มีผลกระทบในทางเศรษฐกิจ ผมก็ต้องเรียนตรงไปตรงมาละครับ ว่า ใช่ครับ มันกระทบมาตั้งแต่ป้ที่แล้ว จากเหตุการณ์การชุมนุมป้ที่แล้วก็กระทบ แต่ว่า ตัวเลขหลายอย่างโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ทํามาช่วงมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม มันก็ ดีขึ้น มันก็มากระทบช่วงเหตุการณ์ในช่วงเดือนเมษายน และขณะนี้ก็ค่อย ๆ ปรับดีขึ้นมา หลังจากเหตุการณ์นะครับ ก็เปึนเพียงปัจจัยที่เข้ามากระทบก็เข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็พูดตรงไปตรงมา ส่วนผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนนี่ก็ต้อง กราบเรียนว่ามีจริง เพราะผมก็พบกับนักลงทุนจากต่างประเทศ และเวลาเดินทางไป ต่างประเทศก็มีโอกาสพบกับนักลงทุนที่ประเทศต่าง ๆ คําถามในเรื่องของปัญหาทาง การเมืองยังคงเปึนคําถามซึ่งพวกเราทุกคนถูกถามอยู่นะครับ รัฐมนตรีหลายท่านที่ เดินทางไปประชุมในต่างประเทศมีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีของประเทศอื่น ๆ หรือภาคเอกชนของประเทศอื่น ๆ ก็ยังมีคําถามนี้ ก็เปึนปัจจัยที่เราก็คงต้องช่วยกันแก้ไข
สุดท้ายครับ ก็มีประเด็นปัญหาซึ่งมีการทวงถามเรื่องของงบประมาณของ ท้องถิ่น กราบเรียนว่าครั้งสุดท้ายที่ผมมาตอบในสภาแห่งนี้ก็มาจากการที่ผมประชุม คณะกรรมการกระจายอํานาจ แล้วก็ปรากฏว่าสอบถามว่าจะเร่งรัดตัวนี้ให้เสร็จเมื่อไร คณะกรรมการก็ตอบผมว่าสิ้นเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นมามันก็จะมีงบ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งที่เปึนไปตามเกณฑ์ของคณะกรรมการที่เขาไปกําหนดมา กับส่วนหนึ่งที่ไม่เปึนไป ตามเกณฑ์ต้องได้รับการยกเว้น ยอดแรกนี่ผมกราบเรียนว่าผมจะติดตามให้ ส่วนยอดที่ไม่เปึนไปตามเกณฑ์ เสนอมาที่ผม ขณะนี้ ผมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไป เพราะว่าต้องการให้แน่ใจว่าเมื่อไม่เปึนไปตาม เกณฑ์แล้วยังเปึนสิ่งที่พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในพื้นที่ด้วยกันนี่เห็นพ้อง เพราะว่าไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาในเรื่องของการกระจุกตัว ฉะนั้นในส่วนหลังนี่ผมก็กําลังให้ทาง กระทรวงมหาดไทยทําข้อมูลเพิ่มเติมมาให้ผม ส่วนในส่วนแรกนี่ก็กราบเรียนท่านประธาน นะครับว่า ก็มีเพื่อนสมาชิกฝ์ายค้านมาร้องเรียนกับผมอยู่ ซึ่งผมก็ได้รับทราบ แล้วก็กําลัง ติดตามว่าข้อเท็จจริงปัญหาเปึนอย่างไร ก็ขออนุญาตไม่พูดนะครับ เพราะมีสมาชิก หลายท่านมาบอกกับผม ร้องเรียนเรื่องนี้แล้วผมก็กําลังติดตามให้อยู่ แล้วกระผมคิดว่า ในการพิจารณางบประมาณที่กําลังจะมีขึ้นในวันพุธ-วันพฤหัสบดีนี้ก็เปึนโอกาสดี ที่ท่าน จะได้ทวงถามจากผู้รับผิดชอบโดยตรงว่าเปึนอย่างไร สุดท้ายก็คงต้องกราบเรียนสั้น ๆ นะครับ ที่ท่านเปึนห่วงว่าใครจะมาขี่คอ ไม่มีหรอกครับ ถ้ามีนี่ก็คงจะไม่มีประเด็นที่ บางครั้งก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ทําไมคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไม่ตัดสินใจตามที่ เสนอมาทุกครั้ง ซึ่งผมก็กราบเรียนว่าเปึนเรื่องปกติ เพราะผมได้พูดชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรีและผมก็มีหน้าที่ในการกลั่นกรอง แล้วก็เข้าใจ จึงเปึนที่มาว่าทําไมท่านถึง ได้หยิบยกคําสัมภาษณ์ของแกนนําหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาลที่แสดงความ ไม่พอใจผม ซึ่งก็เปึนตัวสะท้อนว่าบางครั้งบางเรื่องก็อาจจะยังเห็นไม่ตรงกันอยู่ ซึ่งเราก็ พยายามที่จะหาคําตอบด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี แล้วก็ไม่ได้มี ปัญหาว่าทะเลาะกันหรือจะต้องขี่คอกัน ยกตัวอย่างว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมก็จะปรึกษาหารือกับผมอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีความเข้าใจกันดีในความคิดเห็นที่ แตกต่าง แล้วก็ยอมรับกระบวนการในการที่จะแก้ไขปัญหากันต่อไป เพราะฉะนั้นในที่สุด แล้วอย่างไรก็ตามผมก็ต้องยึดประโยชน์ของประเทศ แล้วผมมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีก็ต้อง ยึดประโยชน์ของประเทศเปึนตัวตั้งในการทํางานต่อไป ก็อยากจะกราบเรียนชี้แจงเพียง เท่านี้ครับ