ฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ หารือเรื่องการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเสนอแนะวิธีการหาเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออภิปรายเรื่องความจําเปึนในการกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ เข้าใจถึงความจําเปึนในการ กู้เงินทั้งหมดภายในประเทศครั้งนี้ คนไทยกู้เงินไทยให้คนไทยใช้ ไทยเจริญครับ ก่อนอื่น ผมขออภิปรายหลักการง่าย ๆ ถึงความสัมพันธ์ของกฎต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงิน ดังนี้ กฎของดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) หรืออุปสงค์ อุปทาน อุปสงค์หรือ ดีมานด์คือความต้องการซื้อ อุปทานหรือซัพพลายคือความต้องการขาย เมื่อต้องการซื้อ ผู้ขายก็จะขายได้ เกิดการหมุนเวียน ซื้อมาขายไปเงินก็สะพัดหมุนไปมา ทําให้เกิด สภาพคล่องในการค้าขาย ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยคล่องมือ กฎนีด (Needs : ความ จําเปึน) กับ วอนท์ (Want : ต้องการ) หรือความจําเปึนขั้นพื้นฐานกับความต้องการ ที่มากกว่าความจําเปึน เช่น เสื้อผ้าราคา ๑๙๙ บาทก็ใส่ได้ แต่ต้องการใส่เสื้อผ้า แบรนด์ เนม (Brand name) ราคาเปึนพัน เปึนหมื่น ถ้าเศรษฐกิจดีมีเงินเหลือใช้ก็จะทําตามใจที่ ปรารถนาได้ กฎของเงินเฟัอ เงินฝ๋ด เงินเฟัอหมายถึง เงินในท้องตลาดที่มีมากเกินความ จําเปึนก็จะทําให้ของแพง เช่น ข้าวราดแกง ปกติราคาจานละ ๒๐ บาท เมื่อเกิดภาวะ เงินเฟัอมาก ๆ ราคาก็จะแพงขึ้นเปึน ๒๕-๓๐ บาท ทั้งที่ข้าวราดแกงเท่าเดิม ค่าแรงก็เท่าเดิม เพราะค่าเงินที่มีอยู่ลดลง เงินฝ๋ดหมายถึงเงิน ในท้องตลาดมีน้อยเกินไป เช่น เคยมีรายได้จากการทํามาค้าขายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็อาจจะลดลงเหลือ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เพราะการจับจ่ายใช้สอยทําให้ขาดสภาพ คล่องทางการเงิน เนื่องจากสภาพคล่องลดลง กฎของการเงินการคลัง การใช้นโยบาย การเงินการคลัง เช่น เมื่อเกิดภาวะเงินเฟัอก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ขายพันธบัตรรัฐบาล เพื่อกระตุ้นให้เกิดการออม เพราะได้ดอกเบี้ยสูง เงินในท้องตลาดก็จะลดลง ภาวะเงินเฟัอ ก็จะลดลง ทําให้เกิดเสถียรภาพทางการเงิน หรือเมื่อเกิดภาวะเงินฝ๋ดก็ต้องลดเงินสํารอง ธนาคาร ลดดอกเบี้ยเงินฝาก ซื้อพันธบัตรรัฐบาลคืน เพื่อจูงใจให้ถอนเงินมาลงทุนใน ท้องตลาด ทําให้เงินหมุนเวียนในตลาดที่มีความสมดุล รายรับรายจ่ายของประเทศก็มา จากการค้าขายกับต่างประเทศ และการค้าขายภายในประเทศ เมื่อรวมกันแล้วก็เกิด รายได้ต่อคนต่อครัวเรือน หรือรายได้ประชาชาติ หรือ จีดีพี เพราะฉะนั้นการกู้เงินจึงมีเหตุ จําเปึนดังนี้ สมมุติว่าประเทศไทยมีรายได้จากการค้าขายหมุนเวียนเดือนละ ๑๐ ล้านบาท โดยมีรายได้จากการค้าขายกับต่างประเทศ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากการค้าขาย ภายในประเทศ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท สมมุติว่ามีประชากรภายในประเทศ ๑,๐๐๐ คน เท่ากับว่าประชากรที่มีรายได้เฉลี่ยหมุนเวียนคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน และถ้า ประชากรแต่ละคนมีรายจ่ายจําเปึนขั้นพื้นฐานเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค การศึกษา เหลือเงินอีก ๒,๐๐๐ บาทเปึน เงินเก็บ เงินใช้จ่ายฟุ์มเฟ๋อย หรือ วอนท์ ประชาชนทั้งประเทศก็จะอยู่อย่างปกติสุข เพราะ เศรษฐกิจดีมีเงินจับจ่ายใช้สอยคล่องมือครับ แต่วันนี้ก็ไม่ได้เปึนเช่นนั้น อย่างที่ทุกคนก็รู้ ๆ ดี ประเทศของเราและทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว คู่ค้า จากต่างประเทศขาดสภาพคล่องไม่มีเงินซื้อสินค้าของไทย คู่ค้าจากต่างประเทศก็ขาด สภาพคล่องกันไปทั่วทุกมุมโลก เงินหมุนเวียนจากการค้าขายกับต่างประเทศก็ลดลง สมมุติเหลือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จาก ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ทําให้เงินหมุนเวียนในประเทศ ลดลงเหลือ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ประชากรก็จะมีรายได้ลดลงเหลือ ๖,๐๐๐ บาท ทั้งที่ รายจ่ายที่จําเปึนต้องใช้มีถึง ๘,๐๐๐ บาท ไม่ว่าจะหยุดฝาก หยุดใช้จ่ายฟุ์มเฟ๋อยแล้วก็ยัง ติดลบอีก ๒,๐๐๐ บาท ถ้าปล่อยไว้นานไม่รีบแก้ไขเงินที่ติดลบอยู่ทุกเดือนก็จะทวีคูณ สมทบมากขึ้น ๆ จนต้องล้มละลายหมดเนื้อหมดตัวกันไปทุกคน ในฐานะที่ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเปึนแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล และดูแลกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ หลักต้องแก้ปัญหานี้ให้กับประชาชนทั้งประเทศอย่างเต็มความสามารถ ให้สมกับที่ พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกเข้ามาเปึนฝ์ายบริหาร เพื่อบริหารประเทศชาติ และ ทางแก้ก็ต้องหาเงินมาเสริมสภาพคล่อง การหาเงินก็มีอยู่ ๓ วิธีหลัก ๆ วิธีที่ ๑ คือการขึ้น ภาษีมาก ๆ ก็เปรียบเสมือนเราขาดสภาพคล่อง รายได้ลดลง เงินไม่พอใช้ ต้องไปรบกวน เคี่ยวเข็ญ ขู่เข็ญ พ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงขอเงินมาใช้จ่ายทุก ๆ เดือน ทั้งที่ทุก ๆ คน ก็เจอปัญหาเหมือน ๆ กัน ขืนเลือกวิธีนี้มีหวังถูกตัดออกจากวงศ์ตระกูล ถูกตัดหางปล่อย วัด หรือถูกรุมประชาทัณฑ์แน่ ๆ วิธีที่ ๒ ก็คือการขายสมบัติของชาติ ก็เปรียบเสมือนเรา กําลังสร้างบ้านสร้างเรือน หรือมีบ้านมีเรือนอยู่แล้ว แต่ต้องขายบ้านขายเรือนอันเปึนสิ่งที่ รักและจําเปึนยิ่งออกไป ที่บ่งบอกถึงความเปึนคนมีหลักมีแหล่งมั่นคงเมื่อต้องขายไป และ เร่ร่อนเช่าหรืออาศัยผู้อื่นอยู่ หรืออาจต้องเช่าบ้านของตนเองอยู่อย่างไม่มีอนาคต เหมือน สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน บรรพบุรุษและลูกหลานต้องสาปแช่งเปึนแน่แท้ วิธีที่ ๓ ก็คือการกู้เงิน มาเสริมสภาพคล่อง แล้วประหยัด รู้จักเก็บออมผ่อนใช้ ก็เปรียบเสมือนการรีไฟแนนช์ (Refinance) ทรัพย์สินของเราเพื่อนํามาเสริมสภาพคล่องลงทุนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ยืดเวลาผ่อนส่ง ทรัพย์สิน บ้าน ที่ดินก็ยังคงเปึนของเราอยู่ ไม่เสียเอกราชให้ใคร แล้วก็ไม่ ต้องอายใคร เพราะเปึนเหมือน ๆ กันทุกคน และเปึนเหมือนกันทั้งโลก ควรพึงพอใจที่ได้ รักษาบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลานในอนาคตได้ สําหรับคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่เห็นว่าวิธีนี้เปึน วิธีแก้ปัญหา เปึนทางออกที่ดีกว่าก็อยากให้ร่วมด้วยช่วยกัน รักษาบ้านเรือนเอาไว้เพื่อ รักษาเอกราชและความเปึนเจ้าของทรัพย์สินของเราเอาไว้ร่วมกัน สรุปถ้าเลือกวิธีหาเงิน มากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขึ้นภาษีมาก ๆ ก็จะเปึนการซ้ําเติมประชาชน ต้องเดือดร้อน เพิ่มขึ้น ถ้าเลือกวิธีหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขายสมบัติของชาติ ประชาชน คนไทยทั้งประเทศก็จะสูญเสียเอกราชที่บรรพบุรุษของเราต้องสละชีวิตและเลือดเนื้อ ปกปัองไว้ให้เราได้อยู่อย่างมีเกียรติจนถึงปัจจุบันนี้ เพียงแค่การตัดสินใจผิดพลาดต้องตก ไปเปึนทาส และเปึนของนายทุนต่างชาติ แล้วเราจะบอกลูกหลานเราในอนาคตได้อย่างไร ครับ เพราะฉะนั้นการเลือกวิธีกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ ถึงแม้รัฐบาลจะมีหนี้ เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ทําให้ประชาชนคนทั้งประเทศต้องเดือดร้อนจากขึ้นภาษีมาก ๆ และไม่ทํา ให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องเสียเอกราชให้กับนายทุนต่างชาติ เราคนไทยจะได้ร้อง เพลงชาติไทยให้คนไทยได้ฟังอย่างภาคภูมิใจตลอดไป ขอบคุณครับ