สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช พูดถึงพระราชกําหนดที่มีความสําคัญเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินกู้ และหารือเกี่ยวกับกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ โดยเสนอรัฐบาลดำเนินการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และเสนอโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ โดยมีวงเงิน ๑.๔ ล้านล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนที่ ผมจะชี้แจงต่อคําถามของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓๓ ท่านที่ได้ให้เกียรติอภิปราย พระราชกําหนดที่มีความสําคัญอย่างยิ่งของเราในวันนี้ ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงถึงกรอบ การใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและ เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ อย่างเปึนทางการครับ กระผมขอ กราบเรียนว่าตามที่พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและ เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๓ ได้บัญญัติว่า ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจกู้เงินในนามรัฐบาลแห่ง ราชอาณาจักรไทย เพื่อนําไปใช้ในการดําเนินมาตรการเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความ มั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกําหนดต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ เพื่อให้การดําเนินการกู้เงินของ รัฐบาลเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนไปตามนัย มาตรา ๓ แห่งพระราชกําหนด ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ รัฐบาลจึงต้องเสนอกรอบการใช้ จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ โดยได้แบ่งเปึน ๒ กรณีดังต่อไปนี้

กรณีที่ ๑ กรณีจํานวนเงินที่ต้องกู้เพื่อนําไปสมทบเงินคงคลัง จากการ ที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ เปึนงบประมาณขาดดุล โดยมียอดขาดดุลจํานวน ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท และต่อมาใน เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ รัฐบาลปัจจุบันได้มีการจัดทํางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม กลางป้งบประมาณ ๒๕๕๒ โดยมีส่วนที่ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก จํานวน ๙๗,๕๖๐ ล้านบาท รวมเปึนยอดงบประมาณขาดดุลในป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ จํานวน ๓๔๗,๐๖๐ ล้านบาท และจากการที่การจัดเก็บรายได้จนถึง ไตรมาสที่ ๒ ของป้งบประมาณไม่เปึนไปตามจํานวนประมาณการไว้แต่เดิม ประกอบกับ การคาดการณ์ว่าตลอดป้งบประมาณ ๒๕๕๒ การจัดเก็บรายได้ของรัฐทั้งหมดอาจจะ ต่ํากว่าเปัาหมายที่เคยประมาณการไว้เปึนจํานวนถึง ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้ ยอดรวมการขาดดุลงบประมาณและยอดรวมของรายได้ที่ขาดหายไปที่ประมาณการไว้ว่า อาจจะเกิดขึ้นในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ มีจํานวนทั้งสิ้น ๖๒๗,๐๖๐ ล้านบาท แต่เมื่อปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ๒๕๐๒ ประกอบกับ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ๒๕๔๘ รัฐบาลมีอํานาจกู้เงินในกรณีดังกล่าว รวมกันคิดเปึนจํานวนเงินได้เพียง ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้ยังขาดเงินที่จะนํามารองรับ กับงบประมาณรายจ่ายในป้ ๒๕๕๒ อีกประมาณ ๑๘๖,๐๖๐ ล้านบาท กรณีจึงเปึนความ จําเปึนอย่างรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องดําเนินการกู้เงินภายในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ดังนั้นกรอบวงเงินของกระทรวงการคลังภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่จะนําเงินกู้ไปใช้จ่ายสําหรับกรณีจํานวนเงินที่ต้องกู้เพื่อนําไปสมทบเงินคงคลังวงเงิน ประมาณไม่เกินจํานวน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

กรณีที่ ๒ คือกรณีการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดําเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ที่มีความพร้อมที่จะดําเนินการได้ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓-๒๕๕๕ วงเงินลงทุนรวม ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท โดยมีโครงการที่มีความพร้อมที่จะสามารถเริ่มดําเนินการได้ ทันทีในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ ในวงเงิน ๓๗๗,๕๗๙ ล้านบาท และมี แหล่งเงินแล้วส่วนหนึ่ง โดยจะต้องเสนอขอใช้วงเงินกู้ภายใต้กรอบพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ๒๕๕๒ ทั้งนี้ โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในช่วงป้ ๒๕๕๒-๒๕๕๓ มีวงเงิน ที่จะต้องจัดหาเพิ่มเติมอีก ๒๓๕,๗๒๐ ล้านบาท ซึ่งจะเสนอขอใช้วงเงินกู้ภายใต้กรอบ พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินและเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในส่วนที่เหลือจากกรณีนําไปใช้สมทบเงินคงคลัง รัฐบาล ขอให้ความเชื่อมั่นต่อสภาผู้แทนราษฎรอันเปึนองค์ที่มีอํานาจหน้าที่ควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดินว่า จะดําเนินการกู้เงินและใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนด ให้อํานาจ กระทรวงการคลังเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเปึนที่ตั้งอย่างแท้จริงต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราก็ได้มีโอกาสที่จะได้อภิปรายแสดงความ คิดเห็นในเรื่องของการเสนอกรอบการใช้เงินกู้ตามพระราชกําหนดที่ให้อํานาจ กระทรวงการคลังตามที่ได้มีการชี้แจงไปแล้วโดยกระผมเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ผมคงจะไม่ขอใช้เวลาของทางสภาของเรามากเกินไป แต่ก็อยากที่จะชี้ถึง ที่มาของตัวพระราชกําหนด เพราะตัวพระราชกําหนดนี้ที่มาสืบเนื่องมาจากประเด็น ปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งเพื่อนสมาชิกล้วนแล้วแต่ได้มีโอกาสได้ชี้แจงและอภิปรายกัน ไปแล้ว ตัว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลจะสามารถกู้ยืมผ่านพระราชกําหนดนี้ได้ถือว่า เปึนแหล่งเงินสําคัญที่จะมารองรับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งเปึนการลงทุนครั้ง ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเปึนนโยบายที่จะนํามาซึ่งการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศ นํามาซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและเปึนการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนไปพร้อมกัน นอกจากนั้นการที่รัฐบาลนําเสนอ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในช่วงจังหวะนี้ถือว่าเปึนการนําเสนอบทบาทของทางรัฐบาล ในช่วงที่ภาคเอกชนมีความอ่อนแอ ความอ่อนแอของภาคเอกชนหมายถึงสภาพคล่อง ที่ล้นเหลือ พูดง่าย ๆ ก็คือมีเงินเหลืออยู่ในระบบที่ไม่มีผู้ใดมีความพร้อมที่จะหยิบยกไปใช้ เพื่อเปึนประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความเชื่อว่าบทบาทของ รัฐบาลยิ่งมีความจําเปึนที่จะต้องมีความสําคัญในการที่จะหยิบยกเม็ดเงินที่เหลืออยู่ใน ระบบนี้เพื่อมาลงทุนสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนโดยรวม มีเพื่อน สมาชิกท่านหนึ่งได้อภิปรายว่าความจริงรัฐบาลเข้ามาในสภาวะเช่นปัจจุบันเพียงแค่ สามารถประคองตัวก็ได้ แล้วก็โทษการทํางานอาจจะของรัฐบาลในอดีต โทษสภาวะ เศรษฐกิจของประเทศ ของต่างประเทศว่าทําให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีปัญหาไปด้วย แต่ผมและคณะรัฐมนตรีก็มีความเชื่อว่าเมื่อมีอํานาจก็ต้องมีความรับผิดชอบ ดังนั้นจึงมี ความจําเปึนที่รัฐบาลต้องตัดสินใจที่จะนําเสนอแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งครั้งนี้ ด้วยความเชื่อว่าแผนนี้จะช่วยให้พวกเราชาวไทยสามารถที่จะยืนหยัดและช่วยเหลือ ตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ อย่างเช่นในอดีต วันนี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายถึง ความต้องการของพี่น้องประชาชนที่หลากหลาย เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงความต้องการของ พี่น้องเกษตรกรที่รอความช่วยเหลือ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงความต้องการของ ลูกหลานในส่วนของคุณภาพการศึกษา ได้อภิปรายถึงคุณภาพการดูแลรักษาทาง สาธารณสุขของพี่น้องประชาชน ได้พูดถึงความต้องการของพี่น้องตามพื้นที่ชนบทที่จะ เข้าถึงเส้นทางถนนที่มีการลาดยาง ไร้ฝุ์น ได้พูดถึงความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าถึง แหล่งน้ํา พูดถึงความต้องการของเศรษฐกิจโดยรวมในโครงการลงทุนยกระดับมาตรฐาน สาธารณูปโภคของประเทศ ไม่ว่าจะเปึนระบบรถไฟรางคู่ ไม่ว่าจะเปึนระบบขนส่งมวลชน คือรถไฟฟัาในเมือง เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงความจําเปึนที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ เยียวยาผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อม เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหมดก็คือโครงการกว่า ๖,๐๐๐ โครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลปัจจุบันนําเสนอ และตามที่ผมได้เรียนเม็ดเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเรากําลังพิจารณาอยู่ ก็คือแหล่งทุนส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจะนําไปใช้ ในการลงทุนในโครงการ ๖,๐๐๐ โครงการทั่วประเทศ ในหมวดต่าง ๆ ตามความต้องการ ของพี่น้องประชาชน ดังเช่นที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อตักเตือนรัฐบาล วันนี้ก็ได้มี การวิเคราะห์ถึงตัวเลขข้อเสนอของทางรัฐบาลนะครับ แล้วก็ถึงขั้นบางช่วงที่มีการอ้างว่า ทางรัฐบาลได้นําข้อมูลเท็จมาชี้แจงต่อรัฐสภานะครับ ซึ่งผมมีความจําเปึนที่จะต้องชี้แจง เพื่อให้มีความชัดเจน มีความสับสนในส่วนของข้อมูลที่มีการอ้างว่ารัฐบาลมีความ ต้องการที่จะลงทุนในเม็ดเงิน ๒๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าหักจากเม็ดเงินรวม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท น่าจะหมายถึงตัวเลขเม็ดเงินที่จะมาชดเชยงบประมาณเพียงแค่ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเท็จจริงตามกรอบการลงทุนที่ทางรัฐบาลได้นําเสนอต่อรัฐสภาใน วันนี้ก็จะปรากฏตัวเลขที่ชัดเจนว่า ๒๘๙,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเปึนตัวเลขจริง แต่เปึน ตัวเลขที่รวมถึงหลาย ๆ โครงการที่รัฐบาลมองว่าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะมีการเริ่ม ดําเนินการในช่วงป้ ๒๕๕๒ หรือต้นป้ ๒๕๕๓ โครงการที่ยังไม่พร้อมก็จะถูกจับไปอยู่ใน ส่วนของพระราชบัญญัติซึ่งจะมีการพิจารณาโดยสภาในวันพรุ่งนี้ ส่วนโครงการที่คัดแล้วมีความพร้อมที่จะเริ่มดําเนินการได้ทันที ภายใต้สภาวะฉุกเฉินเช่น ปัจจุบัน มีมูลค่าโดยรวมก็คือ ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ตรงกับตัวเลขที่นําเสนอในกรอบ ณ ปัจจุบัน ซึ่งตัวเลขการลงทุนทั้งหมดในส่วนของป้ ๒๕๕๒ และป้ ๒๕๕๓ นั้น เปึน เม็ดเงินรวมเกือบ ๆ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งบางส่วนก็คือ รายได้หรือที่มาของแหล่งทุนที่เปึนแหล่งอื่นนอกเหนือจากการกู้ยืมภายใต้พระราชกําหนด นั่นก็คือโอกาสที่กระผมจะชี้แจงในแง่ของความถูกต้องของตัวเลขนะครับที่รัฐบาลได้ นําเสนอ นอกจากนั้นประเด็นที่เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านได้หยิบยกขึ้นมาอภิปราย ซึ่งผม คิดว่าเปึนประเด็นที่มีความสําคัญแล้วก็รัฐบาลได้ให้น้ําหนักในการพิจารณากระบวนการ ก็คือเรื่องของความโปร่งใสในการดําเนินการโครงการ ต้องยอมรับนะครับว่าโครงการ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้นตามที่ผมได้เรียน เปึนการลงทุนขั้นประวัติศาสตร์ของ ประเทศไทยเลยทีเดียว ไม่เคยมีการลงทุนพร้อมกันในเม็ดเงินรวมถึงขนาดนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาทนะครับ เปึนเม็ดเงินเทียบเท่ากับขนาดของเศรษฐกิจก็ประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี เพราะฉะนั้นเรื่องของความโปร่งใสเปึนเรื่องสําคัญ

ในอันดับแรกผมขอเรียนนะครับว่าพระราชกําหนดฉบับนี้มีความแตกต่าง จากพระราชกําหนดให้อํานาจรัฐบาลในลักษณะคล้ายเคียงกันในอดีตที่มีนัยสําคัญ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของการเสนอกรอบการลงทุนที่ผ่านการ พิจารณาของคณะรัฐมนตรีที่ผมได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่นี้ ก็เปึนครั้งแรกที่การออก พระราชกําหนดในลักษณะนี้มีบทบัญญัติว่าเปึนหน้าที่ของรัฐบาล ตรงนี้ก็คือเพื่อความ โปร่งใสเพิ่มเติมให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนมีโอกาสได้ติดตามการทํางานของ รัฐบาลภายใต้พระราชกําหนดฉบับนี้ได้ ได้เคยมีการออกพระราชกําหนดฉุกเฉิน ในลักษณะนี้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อป้ ๒๕๔๑ มา ๓ ฉบับ ในป้ ๒๕๔๕ ก็มีการออก พระราชกําหนดฉุกเฉินมาอีก ๑ ฉบับ ไม่มีฉบับใดที่มีการเสนอกรอบการลงทุนดังเช่น พระราชกําหนดฉบับปัจจุบัน นั่นก็คือมาตรา ๓ ส่วนในมาตรา ๗ ก็ยังบังคับให้ทางรัฐบาล ต้องกลับมาชี้แจงผลของการกู้ยืมและประเมินผลของการลงทุนของรัฐบาลภายใน ๖๐ วัน หลังจากที่ได้มีการดําเนินการแล้วเสร็จ นั่นก็คือในชั้นแรกในส่วนของการเพิ่มความมั่นใจ ในเรื่องของความโปร่งใสของการดําเนินโครงการ นอกจากนั้นที่มาของโครงการเอง โครงการทั้ง ๖,๐๐๐ โครงการล้วนแล้วแต่เปึนโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองของทาง สภาพัฒน์นําส่งมาที่คณะกรรมการกลั่นกรองของทางกระทรวงการคลัง ที่มีปลัดและ ข้าราชการ มีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และข้าราชการระดับสูงอื่น ๆ ปฏิบัติหน้าที่ ในการกลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการ นอกจากนั้นทางคณะรัฐมนตรีก็ได้มีการ แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลขึ้นมาอีก ๑ ชุด โดยผมขออนุญาตเอ่ยนาม มีท่านอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ท่านพนัส สิมะเสถียร ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรี ท่านโฆษิต ปัุนเป้ืยมรัษฎ์ และท่านอื่น ๆ ที่มี ประสบการณ์ มีความรู้ลึกซึ้งถึงระบบราชการการเบิกจ่ายและขั้นตอนการดําเนินการของ โครงการลักษณะนี้เปึนอย่างดี หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ตามนิยามก็คือติดตาม ประเมินผล และจะมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุก ๆ อาทิตย์ถึงความคืบหน้า การดําเนินการโครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง นอกจากนั้นในแง่ของความชอบธรรม ทางกฎหมาย พวกเราก็รับทราบแล้วถึงผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญยืนยัน ความชอบธรรมของพระราชกําหนดฉบับนี้ในแง่ของความฉุกเฉินและความสําคัญต่อการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ส่วนในรายละเอียดของโครงการก็จะมีการพิจารณาระดับชั้น กรรมาธิการ ซึ่งก็จะมีเพื่อนสมาชิกจากทุกพรรคมีส่วนร่วมอยู่ด้วยในส่วนของกรรมาธิการ พระราชบัญญัติที่จะพิจารณาวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็มีสิทธิและจะมีโอกาสในการที่จะพิจารณา รายละเอียดโครงการภายใต้พระราชกําหนดด้วย นอกจากนั้นทางรัฐบาลก็ได้จัดเตรียม ตรงกับข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะครับ ข้อมูลทั้งหมดจะหยิบยกขึ้นไปบรรจุ ในเว็บไซต์ของโครงการไทยเข้มแข็ง ท่านจะสามารถเข้าไปดูได้นะครับว่าในแต่ละจังหวัด มีโครงการอะไรบ้าง เม็ดเงินเท่าไร ดําเนินการลุล่วงไปแล้วอย่างไร พี่น้องประชาชน ในแต่ละจังหวัดพื้นที่ก็สมควรที่จะคอยติดตามเพื่อยืนยันความโปร่งใสของโครงการด้วย ก็มีข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกทั้ง ๓๓ ท่านที่ล้วนแล้วแต่เปึนประโยชน์กับการทํางานของ กระผมและทีมงาน ในเรื่องของความจําเปึนที่จะต้องขันน็อตขับเคลื่อนกลไกระบบ ราชการนั้น ผมถือว่าเปึนประเด็นที่จําเปึนและท้าทายอย่างยิ่ง ประเทศไทยเคยมีแผนการ ลงทุนมาเยอะครับ เม็กกะโปรเจ็กต์ (Megaproject) ต่าง ๆ นานา แต่สุดท้ายก็สะดุดในเรื่องของ การขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็เปึนประเด็นที่ผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก นะครับที่ให้ความสําคัญ และเช่นเดียวกันคณะทํางานของทางรัฐบาลนี้ก็จะติดตามอย่าง ใกล้ชิดเพื่อที่จะกําหนดให้โครงการเหล่านี้บรรลุล่วงตามเปัาหมายที่กําหนดไว้ในแง่ของ ระยะเวลา

ก็มีประเด็นที่ซักถามนะครับเกี่ยวกับเรื่องของนโยบาย อย่างเช่น นโยบาย ที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มทุนให้กับทางสถาบันการเงินของรัฐ เม็ดเงินรวมประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลถือว่าเปึน นโยบายสําคัญ เพราะสถาบันการเงินของรัฐมีบทบาทที่สําคัญในการที่จะอัดฉีดสินเชื่อ และสภาพคล่องเข้าไปในระบบตามปัญหาที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้วิเคราะห์เอาไว้ แต่ประเด็นที่ท่านหยิบยกขึ้นมาว่ารัฐบาลสมควรหรือไม่ที่จะช่วยผู้ประกอบการที่มีผู้ถือหุ้น เปึนต่างชาติ ผมขออนุญาตเรียนไว้เลยเพื่อความชัดเจน รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วย ผู้ประกอบการที่เปึนคนไทยอย่างเต็มร้อยอยู่แล้ว และจะให้โอกาสและให้สิทธิการเข้าถึง แหล่งเงินทุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการคนไทยก่อน แต่ผมขออนุญาตฝากข้อคิดไว้ นิดหนึ่งครับว่า การที่เราเลือกที่จะช่วยนายทุนคนไทยที่อาจจะมีบริษัท มีลูกจ้าง ล้วนแล้วแต่เปึนคนต่างชาติ ๕-๖ คนหรือมากกว่านั้น เปรียบเทียบกับบริษัทที่มีนายทุนเปึน ต่างชาติ แต่มีลูกจ้างเปึนประชาชนคนไทยนับพันนับหมื่น ถามว่ามีความยุติธรรมหรือไม่ที่เรา จะเลือกปฏิบัติในการที่จะช่วยเหลือกลุ่มนายทุนโดยไม่เห็นถึงความสําคัญของลูกจ้างของ บริษัทที่อาจจะมีนายทุนเปึนต่างประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราต้องมีความใจกว้าง และเราก็ต้องพร้อมที่จะพิจารณาในวงกว้างต่อผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยไม่ เพียงแต่พิจารณาถึงผลประโยชน์ของนายทุนที่อาจจะเปึนคนไทย นอกจากนั้นก็มีการ วิพากษ์กันค่อนข้างมากถึงผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใน ระยะสั้นที่รัฐบาลได้ผลักดันภายใต้มาตรการงบประมาณกลางป้ โดยเฉพาะ ผลต่อเศรษฐกิจของนโยบายที่มีความตั้งใจในการที่จะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ผมขออนุญาตเรียนนะครับ เพราะว่าตัวเลขที่นําเสนอก็มีความหลากหลาย หลาย ๆ กรณี ผมต้องขออนุญาตเรียนว่าไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง ผมเองกลับมองนะครับว่าอันดับแรก นโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นช่วงแรกของรัฐบาลที่ออกไป ในแง่ของการเบิกจ่าย ชถือว่าประสบความสําเร็จสูงมาก ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเปึนกรณีเช็คช่วย

า หรือจะเปึนกรณีเรื่องของการติ ไม่ว่าจะเปึนกรณีเบี้ยผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเปึนกรณีเบี้ย อสม. เรียนฟรีที่แท้จริงตามนโยบายของทางรัฐบาล ล้วนแล้วมีผลในแง่ของการเบิกจ่าย ที่รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ ส่วนผลในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตเรียน เปึนตัวเลขเลยนะครับ ที่จะวัดในแง่ของการบริโภคภายในประเทศ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ดูภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็คือวีเอที (VAT) ที่รัฐบาลเก็บได้ ในช่วงเดือนมีนาคมมูลค่าภาษี มูลค่าเพิ่มที่เก็บได้เทียบกับมีนาคมป้ก่อนหน้านั้น ติดลบ ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านอย่าลืม นะครับว่าการเบิกจ่ายตามงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเริ่มต้นปลายเดือนมีนาคม ต้นเดือนเมษายน ปรากฏว่าในช่วงเดือนเมษายน มูลค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้ปรับลด เทียบกับป้ที่แล้ว แต่ในอัตราที่ลดลง ก็คือลบ ๕ เปอร์เซ็นต์ และในเดือนพฤษภาคมที่เพิ่ง ผ่านไป ติดลบเพียงแค่ ๓.๙ เปอร์เซ็นต์ แนวโน้มชัดเจนครับว่า การบริโภคดีขึ้น และผม มั่นใจครับว่าส่วนหนึ่งที่ดีขึ้นก็เพราะว่าเม็ดเงินจากนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ระยะสั้นของทางรัฐบาล

สุดท้ายครับท่านประธาน มีเพื่อนสมาชิกได้ฝากคําถามไว้ว่าเม็ดเงิน โดยรวม พระราชกําหนดและพระราชบัญญัติรวมกัน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทางรัฐบาลคาดว่าจะถึงมือประชาชนสักเท่าไร ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่ารัฐบาล มีความตั้งใจว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ประชาชนจะได้รับภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง นั้นไม่ใช่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเปึนโครงการ การลงทุนที่สร้างคุณค่าให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และนอกจากนั้นผมขออนุญาต ยืนยันแทนรัฐบาลอีกชั้นหนึ่งด้วยว่า รัฐบาลจะดําเนินการการลงทุนโดยไม่มีการเลือก ปฏิบัติ มาตรฐานเดียวครับ และเม็ดเงินการลงทุนจะกระจายไปทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อ ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ขอบพระคุณครับ