วิรุฬ เตชะไพบูลย์ หารือเรื่องพระราชกําหนดที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมองว่าเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้พระราชกําหนด และเสนอแนะแนวทางที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการรักษาเงินบาทที่อ่อนและการส่งออกที่คล่องตัว นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้รัฐบาลลดภาษีน้ำมันสรรพสามิตและเพิ่มภาษี Sin tax เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขอบคุณมากครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย ผมขอขอบคุณมากที่ท่านให้โอกาสผมได้อภิปรายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับพระราชกําหนด ซึ่งได้ผ่านทางศาลเพื่อกําหนดค่าใช้จ่ายที่มีอยู่เพื่อไปกระตุ้น เศรษฐกิจในขณะนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ในส่วนตัวผม ผมรู้สึกว่าเหตุผล ที่ว่าฉุกเฉินนั้น เพราะว่าจะต้องไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ นั้น ผมเห็นว่ายังไม่บังควร ผมว่าพระราชกําหนดอันนี้เปึนเรื่องพิเศษก็จริง แต่ถ้ามาดูเศรษฐกิจโดยรอบแล้วก็ความ แข็งแรงแข็งแกร่งของรัฐบาลระบบการคลังในขณะนี้เอง ซึ่งมันมีหลายอย่างที่ยังสามารถ ที่ทําได้ เช่น เรื่องของการมีทุนสํารองระหว่างประเทศ ซึ่งมีถึง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ แล้วก็ระบบสภาพคล่องของเงินในธนาคารพาณิชย์ก็มีถึง ๑.๑ ล้านล้านบาท อีก ๒ สิ่งนี้ ผมเข้าใจว่าสามารถที่จะทําได้โดยไม่ต้องอาศัยพระราชกําหนดอันนี้
สิ่งที่ผมเปึนห่วงต่อไปก็คือว่า พระราชกําหนดอันนี้บอกว่าไปกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งผมเห็นว่าประเทศไทยในขณะนี้เองถ้าพูดโดยเท็จจริงแล้วเศรษฐกิจก็ยังมี ความแข็งแกร่งในตัวของเขาเอง เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเศรษฐกิจวิกฤติเปึนเศรษฐกิจวิกฤติ ของโลก ซึ่งโดยทางสหรัฐอเมริกาเองซึ่งเปึนประเทศที่ทําปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะการ บริหารจัดการการเงินที่ยอกย้อน ไม่โปร่งใสในอสังหาริมทรัพย์ หรือเปึน ซับไพรม ก็หมายถึงว่า ราคาของที่ดินของที่นั่นแพงเกินเหตุ แต่เมื่อมาเช็กเรียบร้อยแล้วปรากฏว่า ค่าที่ดินนั้นต่ํากว่าที่ได้ไปกู้มา ก็เกิดปัญหาขึ้นมา แต่เมืองไทยเรานี้เมื่อผ่านมาจากป้ที่แล้ว ตลอดทั้งป้ มีเพียงปลายป้เท่านั้นเองที่การส่งออกของเรากระทบเพราะว่าเกิดเรื่อง เศรษฐกิจโลกทําให้ตกไป แต่เมื่อมาต้นป้นี้ ๓ เดือนแล้วที่มีคนพูดว่าเศรษฐกิจไทยนั้น กระทบจากปัญหาของการเมืองและกระทบจากผู้ที่มาเดินขบวนต่าง ๆ ซึ่ง ๓ เดือนที่ผ่าน มานั้นสิ่งเหล่านี้ได้สงบลงแล้ว แต่ผลผลิตมวลรวมที่พิสูจน์ออกมาแล้วติดลบถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีคนคาดกันไว้ว่าถึงปลายป้แล้วอาจจะติดลบถึง ๔ หรือ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเปึนเรื่องจําเปึน ผมก็เห็นใจรัฐบาลว่าจะต้องกระตุ้น เศรษฐกิจให้ถูกทาง ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทํารู้สึกจะสวนทางใน หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มภาษีต่าง ๆ แล้วก็รายจ่ายที่มีสู่ระบบนั้นยังล่าช้า พร้อมกันนั้นผมยังเห็นว่าเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศของเรานั้น เพราะว่าประเทศไทย เรานี้เปึนประเทศที่พึ่งการส่งออก อย่างที่ท่าน ส.ส. ผู้มีเกียรติหลายคนกล่าวไว้ว่า รายได้ จีดีพี ทั้งหมดถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่ส่งออก แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาแล้วตกไปประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่สามารถที่จะทําให้เศรษฐกิจของไทยเราพยุงตัวได้ ก็คือเศรษฐกิจ ที่จะต้องมีเงินตราที่รักษาเงินตราที่ค่อนข้างจะอ่อน ในความคิดของผมต้องอยู่ที่ ๓๘ บาท การส่งออกของเราจะคล่องตัว และสิ่งเหล่านี้เปึนเรื่อง ไม่ใช่เปึนวินัยการคลังที่ประเทศอื่น ไม่ได้ทํา ในประเทศจีนเองก็ทํา ประเทศเกาหลีใต้ก็ทํา สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องควรทํา เพราะถ้า เราสามารถส่งออกได้เพิ่มจากที่ลดไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เพิ่มมาแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ช่วย ประเทศชาติได้อีกมากมาย ในเวลาเดียวกันนั้นภาษีอีกตัวหนึ่งที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องกระทบ ประชาชนมวลรวมทั้งประเทศก็คือ ภาษีน้ํามันสรรพสามิต ซึ่งผมคิดว่าเวลาอันนี้ผมว่า ท่านควรจะต้องพยุงราคาให้มันพอสมควร เพราะต้นทุนต่าง ๆ ผลผลิตต่าง ๆ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์เปึนค่าพลังงาน ค่าโลจิสติกส์ต่าง ๆ ถ้าเราสามารถรักษาระดับค่า พลังงานก็จะทําให้ทางอุตสาหกรรม คล่องตัวขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นน้ํามันนี่ไม่ใช่เฉพาะแต่ อุตสาหกรรมเท่านั้น ยังรวมไปถึงเกษตรกรต่าง ๆ ไม่ว่าปุิย น้ํามันที่จะต้องใช้ในเกษตร หรือค่าบรรทุกสินค้าต่าง ๆ ก็รวมอยู่ในนั้นเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าต้นทุนอันนี้เปึนเรื่อง สําคัญ และสิ่งสําคัญไปกว่านั้นอีก ผมเห็นด้วยกับขึ้นภาษี ซินแทกซ์ (Sin tax) หรือภาษีบาป อันนั้นผมคิดว่าเปึนเรื่องทํา แต่ผมก็ยังสงสัยว่า ซินแทกซ์ ที่เก็บเข้ามากับภาษีสรรพสามิต เข้ามา กับการที่รัฐบาลชุดนี้ได้ให้เงินสนับสนุนแก่ประชาชนที่ยากไร้ หรือประชาชนที่กินเงินเดือนต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ถึง ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็คนที่เปึนชรา อีก ๕๐๐ บาท ซึ่งผมก็ไม่ได้ติดขัดอะไร แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นปัญหามีอยู่ว่าผู้บริโภค จะต้องมีเงินอยู่ในมือให้มากไว้เพื่อจะมีกําลังซื้อ แต่ผมเห็นว่าการที่เอาเงินมาแจกแล้ว บอกว่าเปึนการแจกกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมันสวนทาง เพราะว่ารายได้ที่เปึน ภาษีสรรพสามิตทุกครัวเรือนต้องโดนกระทบ ฉะนั้นรายจ่ายที่รัฐบาลออกไปนั้นมีเพียง น้อยนิด ถ้าเปรียบเทียบกับเงินสรรพสามิตที่ได้มา ฉะนั้นเงินที่อยู่ในระบบเพื่อทําให้กําลังซื้อ มีมากขึ้นก็ไม่ได้เปึนดังนั้น ถึงบอกว่ามันสวนทาง
และอีกประการหนึ่ง ผมก็เปึนห่วง ห่วงเรื่องกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของพระราชกําหนด และ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของพระราชบัญญัติ ซึ่งเงินจํานวนนี้บอก ว่าไม่ไปกู้เงินจากต่างประเทศ แต่จะออกพันธบัตรรัฐบาล และผู้ที่จะซื้อเปัาหมายก็คือจาก ธนาคาร ที่เมื่อสักครู่นี้ผมได้กล่าวไว้แล้วว่ามีเงินถึง ๑.๑ ล้านล้านบาท มาซื้อธนบัตรของ รัฐบาล ดูเผิน ๆ ก็รู้สึกว่าภาระของจากต่างประเทศ ไม่ได้กู้จากต่างประเทศเปึนเรื่องดี แต่ผมกลับมองเห็นว่าเปึนการเอาเปรียบผู้ประกอบการในประเทศ เพราะว่า ผู้ประกอบการในประเทศนั้นก็ต้องพึ่งเงินจํานวนนี้เพื่อไปปรับปรุง ไปลงทุน เมื่อรัฐบาล เอาเงินจํานวนนี้ออกจากระบบไปแล้ว ก็เหลือน้อยเต็มทีที่ให้กับผู้ประกอบการได้ไป หมุนเวียนสภาพคล่องของการค้าของเขา และผมเห็นว่าสิ่งที่เสียเปรียบอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่า ในขณะนี้ผู้ประกอบการหรือผู้มีเงินฝากต่าง ๆ นั้น เงินฝากมีแค่เปอร์เซ็นต์เดียว แต่เงินกู้ ๕–๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้าธนาคารพาณิชย์ก็ได้โอกาสนี้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็กําไร เหนาะ ๆ เห็นชัดเจน สิ่งเหล่านี้ผมว่าสร้างความลักลั่นในสังคมเปึนอย่างมาก
อีกประการหนึ่ง การที่รัฐบาลจะดําเนินการอะไรก็ตาม ซึ่งหลาย ๆ คนผู้มี เกียรติทั้งหลายก็บอกว่าไม่มีเอกสาร หรือไม่มีอะไร ผมได้ไปอ่าน เวิลด์ อีโคโนมี เอาท์ลุค (World Economy Outlook) ซึ่งของ ไอเอ็มเอฟ ได้บอกไว้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นต้อง มี ทาร์เก็ตเท็ด (Targeted) หรือมีเปัาหมายที่ชัดเจนและแน่นอน อันที่ ๒ จะต้องบอกว่า มี ไทม์ลี่ (Timely) หรือต้องมีเวลาอันควร เวลาที่เหมาะสม และสุดท้ายต้อง เทมโพรารี่ (Temporary) นั่นก็หมายถึงว่า ไม่ใช่ทํากระตุ้นเศรษฐกิจตลอดไป แต่กระตุ้น เศรษฐกิจตามความเหมาะสม แต่ไม่ใช่ถาวร ๓ เรื่องนี้ผมเห็นว่าทางรัฐบาลที่บอกว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นผมว่ายังไม่เพียงพอ คุณสมบัติยังไม่ได้พอ ต้องให้มีความชัดเจน กว่านี้ เพราะว่าสิ่งที่ท่านทําอยู่นั้นเปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบระยะยาว แต่ระยะสั้นนั้น ท่านคิดว่ายังบกพร่อง เพราะว่าเศรษฐกิจในขณะนี้ต้องการความรวดเร็วอย่างที่ท่าน ส.ส. ผู้มีเกียรติหลายคนบอกว่าเบิกจ่ายยังล่าช้า ทั้ง ๆ ที่มีงบแล้วยังมีการจ่ายที่ล่าช้า ซึ่งนั่นก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ล่าช้าลงไป พร้อมกับท่านยังบอกว่าช่วยการศึกษา ๑๕ ป้ สิ่งเหล่านี้เปึนรัฐบาลสวัสดิภาพ ทําให้เปึนการลงทุนระยะยาว ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าต้องทํา แต่ว่าสิ่งสําคัญที่สุดตั้งแต่ต้นป้และถึงปลายป้นี้เปึนเรื่องที่ สําคัญที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผล ให้ได้เพียงพอ และให้ตรงเปัาหมาย หลาย รัฐบาลในเกาหลีเองเขาจะลดภาษีแล้วก็ทําให้เงินของเขาอ่อนตัว แล้วก็จะเพิ่มค่าใช้จ่าย ของรัฐบาลเปึนเรื่องสําคัญมาก ซึ่งผมคิดว่าเปัาหมายสําคัญที่สุดก็คือจะต้องให้มีเม็ดเงิน อยู่ในมือผู้บริโภคให้มาก เพราะผู้บริโภคมากก็จะมีกําลังซื้อ เมื่อกําลังซื้อมาก ผู้ที่ประกอบการก็สามารถที่จะกล้าลงทุน เพราะว่าการตลาดดีขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ถ้าสามารถที่จะให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงเงิน ซึ่งในขณะนี้ที่บอกว่าสภาพคล่องมีมากนั้น ก็เพราะว่าผู้ประกอบการทั้งหลายยังรอดูและไม่มั่นใจในเหตุการณ์ว่ารัฐจะทําอย่างไร และสิ่งสําคัญไปกว่านั้นที่ท่านบอกว่าต้องทําให้ไทยแข็งแรง ผมก็เชื่ออย่างนั้น แต่ผมคิดว่า ประชาชนแข็งแรงจะไม่ดีกว่าหรือครับ ที่จะให้ประชาชนแข็งแรงก็หมายถึงว่ารัฐอย่าเอา โครงการทั้งหลายมาทําเสียเองทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าเราสามารถเปึนพี่เลี้ยงทําให้ ผู้ประกอบการทั้งหลายมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินและมีความมั่นใจในอัตราเงินบาทที่ ผ่อนปรนที่ไม่แข็งจนเกินไปเหมือนในขณะนี้ ๓๔ บาท ถ้าสามารถทําได้ถึง ๓๘ บาท ผมคิดว่าปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่ในการกระตุ้นก็จะทันทีและรวดเร็ว
และอีกประการหนึ่ง ท่องเที่ยวก็เปึนเรื่องสําคัญ เพราะท่องเที่ยวมีถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้มวลรวมในประเทศ ถ้าเงินบาทอ่อนตัวก็จะทําให้ผู้ที่เดินทาง เข้ามามากขึ้น เพราะเขาสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น เรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ เพราะ เราจะต้องดูถึงต้นทุนของเรา ความเปึนศักยภาพของเราว่าประเทศเราเก่งเรื่องอะไรบ้าง ต้องส่งเสริม หลายอย่างที่มีปัญหาผมคิดว่าท่านต้องเข้าถึง อย่างอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม หรือแรงงานก็ตามในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีโครงการฝ๊กฝนต้นกล้า ซึ่งผมคิดว่าคนที่จะมา ฝ๊กฝนนั้นก็จะต้องเปึนผู้ที่ตกงาน แต่ว่าการตกงานนี้ก็เพราะว่าโรงงานทั้งหลายมีผลผลิต ที่ส่งออกไม่ได้ ฉะนั้นทางที่ดีไม่ดีกว่าหรือที่ทําให้โรงงานทั้งหลายยืนได้แล้วก็ไม่ต้องไปเสีย งบเพื่อที่จะไปฝ๊กฝนอาชีพใหม่ให้กับแรงงาน เพราะแรงงานนั้นส่วนมากเองถึงแม้ว่า เขาอยากจะเปลี่ยนเปึนแรงงานที่เปึนอาชีพอื่นนั้นก็ไม่ได้ทําง่าย อย่างที่พวกเราเอง ถ้าเรา จะเปลี่ยนอาชีพจากหนึ่งไปอีกหนึ่งต้องใช้เวลาแล้วก็ต้องสมัครใจด้วย สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องที่ อยากให้ข้อคิดว่าเราต้องช่วยตัวแม่ให้รอดเสียก่อนถึงจะไปช่วยตัวลูก ถ้าตัวแม่รอดตัวลูก รอดแน่นอนนะครับ ลูกจ้างเอย แรงงานเอย จะรอด แล้วเวลานี้เองผมก็เห็นว่าอุตสาหกรรม ของเรานั้นผลผลิตมีแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ คะแพซิตี้ (Capacity) หรือของความสามารถ ในการผลิต แต่ถ้าเราคิดโดยตรงกันข้ามแล้วถ้าเราให้โรงงานทั้งหลายสามารถผลิตได้ถึง ๗๐–๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ขายในราคาในลักษณะที่ว่าผลผลิตเรามีมากขึ้นต้นทุนก็ถูกลง แรงงานก็จะสามารถทํางานได้และโรงงานก็สามารถที่จะอยู่ได้แทนที่จะไปหดตัว ควรจะส่งเสริมและผ่อนปรนให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นมีโอกาสได้ใช้วัตถุเครื่องจักร ของเขาให้เต็มภาคภูมิได้ยิ่งดี สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่องเรียกว่า บูรณาการต่าง ๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้ เรียงลําดับ แต่ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็อยู่นี่ ท่านเปึนผู้ที่มี ความรู้แล้วก็มีความเฉลียวฉลาด ผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่ผมเตือนสติคงทําให้ท่านเกิด ปัญญาในการที่จะทําให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างหนักแน่น มั่นคง และถูกเปัาหมาย อันนี้ ก็เปึนเรื่องที่ผมฝากไว้ว่ารัฐบาลเมื่อต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างฉุกเฉินขอให้ทําได้ จริง ๆ อย่าไปเอาโปรเจคต์ (Project) ใหญ่ ๆ แล้วเปึนโปรเจคต์ระยะยาวอันนั้นไม่ว่ากัน แต่ต้องลงน้ําหนักอยู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๕ เดือน ๖ เดือนนี้เปึนเรื่องสําคัญ แล้วก็ สิ่งสําคัญที่สุดคือสร้างให้มีศรัทธานะครับ ทั้งชาวต่างประเทศแล้วก็คนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ต่าง ๆ ผมเข้าใจว่า เอสเอ็มอี ของเรานี้เวลานี้ หดตัวป่ดล้มหายตายจากไปเยอะ ทําให้ฐานภาษีของเรานี่เล็กลงนะครับ แทนที่จะทําให้ เก็บภาษี เอสเอ็มอี หรือว่าผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้มีความแข็งแรง กลับกลายเปึนว่า ไปทําในสิ่งที่ระยะยาว ผมคิดว่าทํางานระยะยาวอย่างนี้ถึงได้ผล แต่คนที่อยู่ตรงกลาง เอสเอ็มอี ทั้งหลายจะกลับบ้านเก่าเสียก่อนนะครับ ผมก็ฝากไว้แล้วก็หวังอย่างยิ่งว่า รัฐบาลสามารถแก้ไขเศรษฐกิจที่รุมเร้าไม่ว่าทั้งนอกประเทศ ในประเทศ แล้วก็ต้องสร้าง ศรัทธา และสิ่งสําคัญไปกว่านั้นคือต้องทําให้การเสี่ยง ซึ่งการค้าทุกชนิดกลัวความเสี่ยง มาก ขอให้มีความเสี่ยงผู้ประกอบการให้น้อยที่สุด ก็หมายถึงว่าต้องมีข้อมูลจากรัฐบาล ที่ไม่แกว่งซ้าย แกว่งขวา ให้ข้อเท็จจริงเขาจะได้เอาข้อมูลนั้นไปประกอบการพิจารณา การค้า ไม่ใช่ต้นป้บอกว่าจะมี จีดีพี เพิ่มขึ้น ๓ เปอร์เซ็นต์ และอีกค่ายหนึ่งก็บอกว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ติดลบ มีบางคนบอกถึง ๙ เปอร์เซ็นต์ ผมก็เลยไม่รู้จะเชื่อใคร ผมสงสาร ผู้ประกอบการที่ไม่มีความชัดเจนในสิ่งเหล่านี้ ก็ฝากท่านประธานช่วยเรียนกับผู้บริหาร ครม. ด้วย ขอบคุณมากครับ