สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่พิจารณาถึงปัญหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเสนอแนะว่าควรที่จะวิเคราะห์ปัญหาและหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสม

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานเปึนอย่างยิ่งที่ให้โอกาสผมได้นําเสนอ ต้องขออนุญาต ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเปึนเพื่อนในกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงินด้วยกัน ผมเองก็ต้องบอกว่าดีใจกับท่าน ตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ท่านได้เปึนรัฐมนตรีว่าการในครั้งก่อนแล้ว แต่สิ่งที่อยากจะนํากราบเรียน และก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีเพื่อให้การทํางานนั้นบรรลุ เปัาหมาย บรรลุจุดประสงค์ตามที่พวกเรานั้นมุ่งหวังและก็เจตนารมณ์ของการที่พวกเรา ทั้งหลายอาสาพี่น้องประชาชนมาเปึนตัวแทนทําหน้าที่ในฐานะสภานิติบัญญัติและก็ ในฝ์ายของบริหาร ผมเองนั้นต้องขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า ก่อนที่จะนําเสนอนั้นผมเองไม่ได้เปึนรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นบางข้อมูลนั้นอาจจะเรียกว่ายัง ไม่ถึงขนาดเรียกว่าใกล้ชิดมากนัก ในฐานะท่านเปึนรัฐมนตรีก็คงจะต้องนําเรียนชี้แจงว่า เหตุใดถึงได้ตัดสินใจในทํานองนั้นหรือในลักษณะอย่างนั้น อยากจะกราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นถ้าเปึนผมนี่ถามคําถามว่า ประเทศไทยเราต้องกระตุ้นไหม ก็คือประเทศไทยเรามีปัญหาเราต้องกระตุ้น เราต้องทํา เพื่อแก้ไขปัญหา พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเมื่อเราได้รับผลกระทบแล้วก็มีปัญหาต่อร่างกาย เมื่อร่างกายของเรานั้นอ่อนล้าได้รับการบาดเจ็บ เราก็ต้องเยียวยาแล้วก็ต้องฟุ๋นฟูแก้ไข ผมอุปมาอุปไมยอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องแน่นอนที่สุดก็ต้องทํา แต่ว่าการกระทํานั้น อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่าผมเองอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่าจุดที่จะทําคือจุดใดบ้าง แน่นอนที่สุดคือการฟุ๋นฟูทั้งหมดถ้าทําได้ มันจะดี แต่คําถามก็คือเรามีเม็ดเงินเพียงพอหรือไม่ แล้วก็เม็ดเงินที่เราจะใช้มันจะเปึน ปัญหาเปึนภาระต่อพี่น้องประชาชนหรือประเทศชาติของเราหรือไม่อย่างไร ตรงนั้นคือ สิ่งที่สําคัญมากเลยครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับว่า วันนี้ถ้าผมเปรียบอุปมาอุปไมยไปเพื่อให้เห็นภาพนะท่านประธาน เมื่อฝนมันแล้งเราคง ต้องรู้ก่อนว่าภาคไหนมันแล้ง แล้วภาคไหนมันมีน้ําอยู่แล้ว ภาคที่มันมีน้ํานะครับ มันไม่เหมือนสตางค์นะครับ ไม่เหมือนเงิน ถ้าเปึนน้ํานะครับท่านประธาน ถ้ามีอยู่แล้วเอา ไปเติมอีกมันท่วมเขาไม่เอาแน่ อันนี้พอเงินเมื่อมันมีอยู่แล้วเอาไปเติมอีกเขาเอาครับ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ผมที่เปรียบอย่างนั้นเพราะว่าถ้าเกิดว่าพื้นที่ใด ก็ตามแต่ที่มันขาดเม็ดเงิน ขาดความแห้งแล้งของน้ํา ไม่มีน้ําก็แน่นอนที่สุดเราต้องใส่ไป ตรงนั้นครับ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเราต้องเอาเม็ดเงินใส่ไปตรงนั้นหรือเอาน้ําเข้าไปเติมเต็ม ตรงนั้น เช่น ทําฝนเทียม อย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับว่า ตรงนี้ต้องวิเคราะห์ครับ ต้องวิเคราะห์ว่าจุดใดบ้างในส่วนของปัญหาที่เราเกิดมันปัญหาอยู่ในภาคใดของ อุตสาหกรรม อยู่ในภาคใดของพี่น้องประชาชน อยู่ในภาคใดของสังคม ไม่ใช่ใส่ไปทั้งหมด อย่างนี้ครับ ถ้าใส่ไปหมดอย่างนี้บอกได้เลยครับว่าเม็ดเงินเท่าไรก็ไม่พอครับท่านประธาน แล้วคนที่อยากได้ก็อยากได้อีกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าท้ายที่สุด มันจะเปึนผลเสียมากกว่าผลดีที่เราไปกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ แต่ว่าถามบอกว่าไม่เหลือ ผลดีเลยคงไม่ใช่ครับ มันต้องมีบ้างในผลดี ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ มันมีบางเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า เช่น ในเรื่องของการที่หลายท่านได้พูดถึง เรื่องการที่จะไปกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว อย่างนี้เปึนต้น การกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยวิธีการลดแลกแจกแถมเปึนวิธีการที่ผิด ถ้าพูดถึงตามศาสตร์ตามหลักวิชาศึกษามานี่ บอกได้เลยว่าใช้ไม่ได้ แบบนี้เปึนวิธีการที่แก้ปัญหาโดยตีฆ้องร้องป์าว คําถามถ้าอุปมา อุปไมยอยากจะเปรียบเปรยให้ท่านประธานฟังก็อย่างนี้ครับว่า เหมือนครอบครัวครับ ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างครอบครัวให้เห็นนะครับ เราพ่อแม่หรือพี่น้องก็ตามแต่ เมื่อวันหนึ่งไม่สามารถขายขนมออกไปนอกบ้านได้ ทําขนมแล้วไม่สามารถขายขนม ออกไปนอกบ้านได้ ก็ขายกันพี่น้องกันเองขายในครอบครัวกันเอง ท้ายที่สุดคําถามที่ถาม กลับก็คือ พูดง่าย ๆ คนกิน กินจนเรียกว่าท้องนี่เรียกว่าอย่างไร จนเบื่อ แต่คนทํา ทําจน เหนื่อย คือพูดง่าย ๆ เรามาเล่นกันเองแล้วถามคําถามกลับว่า ในครอบครัวเราเหลืออะไร คนกินก็กินจนเรียกว่าจนเอียน เผลอ ๆ ไม่สบายด้วยซ้ํา เพราะว่ากินไม่รู้จะกินอย่างไร เพราะโดนแค่นกิน เพราะซื้อกินอะไรก็ทําแต่จากญาติพี่น้องจากอะไรก็ตามแต่ใน ครอบครัวเดียวกัน แต่ส่วนคนทํานั้นทําจนเหนื่อย เพราะท้ายที่สุดมันก็คือไม่เหลืออะไร เลย นี่คือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในครอบครัวของเรากันเอง นี่ในขณะนี้ก็คือบ้านของเรากันเอง แล้วท้ายที่สุดเราบอกว่า เรากําลังจะทําแบบนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าเราจะทําอย่างนั้นต้องมีแผนงาน โครงการที่ดีไปกว่านั้น ผมยกตัวอย่างเช่น คนที่ไม่ได้เที่ยว ไม่ได้ไปไหนมาไหน ไม่ได้เป่ดหูเป่ดตา ไม่ว่าจะเปึนผู้สูงอายุก็ดี เด็กเล็กก็ตามแต่อยู่ในชั้นการศึกษาใด ก็ตามแต่ ภาคใดก็ตามแต่ ตรงนี้มันต้องมีเม็ดเงินส่งเข้าไปให้เขาได้มีโอกาสไปท่องเที่ยว ด้วยการเป่ดหูเป่ดตาหรือศึกษาสิ่งอื่น ๆ ขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุ่มเม็ดเงินไปแล้ว ใครจะตักตวงเม็ดเงินได้อย่างไรก็ตามแต่แล้วจะเอาไปท่องเที่ยวกันอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นผิด ครับท่านประธาน อย่างนี้ไม่ใช่วิธีการที่ถูกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานครับว่า การใช้เม็ดเงินนั้นเปึนเรื่องของความสําคัญอย่างใหญ่ยิ่งว่า จะใช้ไปตรงไหนอย่างไรให้มีความเหมาะสม เรียนกับท่านประธานว่าผมเองนั้นค่อนข้างจะ ไม่เห็นด้วย และก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานครับในเรื่องของภาคการเกษตร เมื่อสักครู่นี้ยกตัวอย่างไปนั้นภาคการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างให้เห็นว่าเราควรจะใช้เม็ดเงิน ไปอย่างไร โดยเฉพาะภาคการเกษตรครับท่านประธาน ซึ่งถือว่าเปึนภาคที่มี พี่น้องประชาชนมากที่สุดในสังคมในประเทศไทยของเรา ถ้าเมื่อใดก็ตามแต่ ภาคการเกษตรของเราได้รับผลกระทบ พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ ภาคอื่นจะต้อง ได้รับผลกระทบด้วย ภาคอุตสาหกรรมอื่นไม่ว่าเรื่องใดก็ตามแต่จะต้องได้รับผลกระทบด้วย แม้แต่คนที่รับราชการอยู่ก็ยังได้รับผลกระทบเลยท่านประธาน เพราะอะไร เพราะเขาเปึน ปู์ย่าตายาย เปึนพี่เปึนน้อง เมื่อขาดเม็ดเงินก็ต้องไปขอหยิบขอยืมกัน หรือต้องให้พึ่งพากัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เปึนปัญหา เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับว่า ภาคการเกษตรถือว่าเปึนหัวใจ เพราะฉะนั้นประเทศไทยของเรานี่เราต้องเอา ภาคการเกษตรไว้ก่อน เมื่อภาคการเกษตรดีทุกอย่างมันจะดีหมดท่านประธาน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า ผมเองนั้นเสียดายว่าเม็ดเงิน เมื่อคราวที่แล้วแสนกว่าล้านบาททุ่มไปตรงนั้นน้อยมาก แล้วก็เอาไปทําในภาคของการ ที่เรียกว่า ไปทํารถไฟบ้าง ไปทําอะไรต่ออะไรบ้าง หรือทําถนนหนทางที่ใหญ่โตมโหฬาร กราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมเองถ้าให้คะแนนก็คือ ผิดเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเปึนผมผมไม่ทําครับ ผมจะให้ความสําคัญต่อภาคการเกษตร และเม็ดเงิน อยากจะให้ลงไปตรงนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า การที่จะทําให้ราคา พืชผลการเกษตรดี ไม่ใช่ว่าเรา ๑ เปึน ๑ ๒ เปึน ๒ แต่ภาคจิตวิทยาต้องทําด้วย เราต้อง ทําในเรื่องของภาคจิตวิทยาด้วยท่านประธานครับ การกระตุ้นหรือการจํานําการเกษตร เมื่อคราวที่แล้วที่ผ่านมาต้องบอกครับท่านประธานว่ารัฐบาลให้ความสําคัญในเรื่องของ การที่อาจจะเรียกว่าไม่แน่ใจว่าทําดีหรือไม่ดี อาจจะเปลี่ยนโครงการ ไม่เปลี่ยนโครงการ เลยเหมือนกับจะเปลี่ยนม้ากลางศึก อย่างนั้นเปึนต้น เพราะฉะนั้นสองจิตสองใจ ผมพูด อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องท่านประธานครับ ก็อยากจะฟังคําชี้แจงเหมือนกันว่าจริง หรือไม่อย่างไร ทีนี้เมื่อจําเปึนต้องทําก็เลยต้องทําต่อไปอีก ผมอยากจะกราบเรียนที่ผมชี้ อย่างนั้นเพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะว่าตัวเลขของการที่จะมารับจํานําพืชผล การเกษตรคราวที่แล้วนี่น้อยเกินไป จํานวนมันไม่เปึนจิตวิทยา ไม่เปึนจิตวิทยาในการที่จะ ผลักดันให้พืชผลการเกษตรให้ราคาตรึงราคาอยู่ได้ ในท้องตลาดของพืชผลการเกษตร การจํานําขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า เราจํานําประมาณไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ท่านประธาน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ส่วนของการจํานํา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันเปึนส่วนหนึ่งที่เปึนทางจิตวิทยาที่ทําให้ราคามันตรึง หรือดึงขึ้นไป แต่ถามว่าถ้าเราไม่สามารถทําราคาตรึงขึ้นไป หรือดึงขึ้นไปได้นั้น แน่นอน ที่สุดครับ ข้าวของที่มีอยู่ทั้งตลาด อีกประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน มันจะหลั่งไหลเข้ามาในระบบ ถามคําถามวันนี้ถามว่าเวลาเราจํานําข้าว หรือจํานํา ข้าวโพดก็ดี จํานํามันสําปะหลังก็ตามแต่ โดยเฉพาะข้าวกับข้าวโพด คําถามบอก เอ๊ะ แล้วทําไมหลั่งไหลกันมาเยอะมากมายมหาศาล ท้ายที่สุดรัฐบาลต้องมาเปึนผู้ที่แบก รับภาระทั้งหมดเลยเพราะอะไร ก็เพราะว่าราคาตรงนั้นในตลาดด้านนอกกับตลาดใน ราคาตรึงมันไม่เปึนไปด้วยกัน ถ้าเราผลักราคาเดินในการรับจํานําหรือราคาที่เราตรึง เอาไว้ให้ได้หรือให้มันนําหน้าไปได้เรื่อย ๆ ราคาข้างนอกมันก็จะจูงใจไปเรื่อย ๆ ราคาข้างนอกมันก็จะจูงใจไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็จะไม่ทําให้ราคาพืชผลการเกษตร ตลาดด้านนอกที่มีอยู่ไม่เข้ามาจํานํา ซึ่งเปึนตลาดในประเทศเราเอง ไม่ใช่นอกประเทศ แล้วไม่หลั่งไหลเข้ามาในระบบของการจํานํา ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ตรงนี้มันก็จะเปึนส่วนหนึ่งที่ทําให้ราคามันดีขึ้น แล้วก็ไม่มีพืชผลการเกษตรนอกการ จํานําเข้ามาอีกเพิ่มเติม ทําให้รัฐนี้ไม่สามารถแบกรับภาระได้ ที่เปึนอย่างนั้น เพราะอย่างไรครับท่านประธานครับ อย่างดูเรื่องของข้าวอย่างนี้เปึนต้น ท่านประธานครับ ท้ายที่สุดรัฐต้องเป่ดเพิ่มรับการจํานําอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ข้าวโพดก็เหมือนกันจํานําเพิ่ม เปึน ๕๐๐,๐๐๐ ตัน เปึนล้านตัน อย่างนี้ขอกราบเรียนท่านประธานครับ เปึนเรื่องที่ ไม่น่าจะเหมาะสม ไม่น่าจะถูกต้อง ถามว่าต้องรับจํานําเพิ่มไหม ต้อง เพราะอะไร แต่ว่า ตอนแรกเราประกาศน้อยไป เราประกาศน้อยไป เรามีเม็ดเงินน้อยไป เขาเห็นหน้าตักครับ ท่านประธาน เขาเห็นหน้าตักเรา เมื่อเขาเห็นหน้าตักเรา เขารู้แล้วว่าเราสู้ได้แค่ไหน ถ้าเปึนระบบการแลกเงินในต่างประเทศที่เขาไปซื้อระบบเงิน มันเหมือนกันครับ ท่านประธาน อัตราแลกเปลี่ยนเขารู้ แน่นอนที่สุด ท้ายที่สุดเราถูกกินแน่นอน อันนี้ ก็เหมือนกันท่านประธาน เราถูกรุมกินท่านประธาน เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ แก้ใหม่ครับ วิธีจํานําเปึนวิธีที่ไม่ผิดละครับ ผมได้ศึกษาครับ บางท่านอาจจะใช้วิธีที่เรียกว่า ประกันสินค้า ยกภาระไปให้ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งป้หน้าไม่แน่ใจว่าจะใช้ไหม แต่เห็นบอกว่าศึกษากันอีกประมาณ ๒-๓ ป้ข้างหน้าจะใช้ ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ ถ้าจะทําให้ทําร่วมกัน ให้ดูก่อนว่า แบบใดแบบหนึ่งมันจะดีกว่ากัน แต่ถ้าถอนวิธีที่จะจํานําเลย ไปใช้วิธีประกันเลย ผมบอก ได้เลยครับท่านประธานว่า แน่นอนที่สุดปัญหาเกิดแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามแต่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าหากเปึนไปได้ ถ้าเปึนไปได้ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่าวิธีจํานํานั้นยังมีความเหมาะสมกับสังคมเรา กับประเทศ ของเรา แต่ว่าท้ายที่สุดต้องเข้าควบคุม เข้าดูแล แล้วก็ทําด้านจิตวิทยาให้มันดี โดยเฉพาะ เม็ดเงินในการที่เราจะดําเนินการ แต่อย่างไรก็ตามแต่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าผมเองนั้นมีเวลาไม่มากนัก ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าในส่วนของปัญหาในเรื่องของ การขาย ผมเห็นว่ามีบริษัททั้งหมด ๑๗ บริษัทเข้ามาซื้อ แล้วซื้อจํานวนทั้งหมด ๒,๖๐๐,๐๐๐ ตัน อะไรก็ตามแต่ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า ผมไม่อยากเห็นการ ฟัองร้องครับท่านประธาน ผู้ส่งออกมีทั้งหมดไม่กี่รายท่านประธาน เราเปึนรัฐบาล ถ้าเกิด มีปัญหาต่อผู้ประกอบการมาก ๆ ผมไม่แน่ใจนะครับว่าถ้าเกิดว่าเขาไม่ให้ความร่วมมือ สักระยะหนึ่ง รัฐบาลจะทําอย่างไร เขาไม่ให้ความร่วมมือในการส่งออก สัก ๓ เดือน ๕ เดือน หรือ ๒ เดือนอย่างนี้ ถามว่าแล้วรัฐบาลจะทําอย่างไร ราคายิ่งตกใหญ่ พี่น้องประชาชนจะเปึนปัญหามากขึ้น เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนครับท่านประธานครับ ในส่วนที่พอจะไปกันได้ขอให้ดําเนินการ แล้วอะไรที่จะแก้ไขก็ขอให้แก้ไขต่อไป แต่อย่างไร ที่สุดครับท่านประธานครับ ขอให้คํานึงถึงผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเปึนที่ตั้งนะครับ ผมเองต้องขอกราบเรียนต่อท่านประธานดังนี้ครับ มิเช่นนั้นผมอยากจะกราบเรียนครับว่า ป้ ๒๕๕๓ ที่จะเกิดขึ้น อีกไม่กี่วันข้างหน้า อีกประมาณ ๕–๖ เดือน นี่ครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าปัญหาใหญ่หลวงจะตามมา ถ้าหากว่าการประมูลข้าวครั้งนี้แล้วเกิดความ ผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ส่งมอบให้เขา เขาก็ได้รับความเสียหาย รัฐบาลก็ต้องถูกฟัองร้อง กลับคืนมา นี่คือปัญหาของเราทั้งนั้น ขออนุญาตกราบเรียนครับ อย่าเอาพี่น้องประชาชน เปึนตัวประกันเลยครับ ขอบคุณครับ