ประเสริฐ จันทรรวงทอง หารือเรื่องร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังพูดถึงความผิดพลาดและความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและเรียกร้องให้รัฐบาลมีความชัดเจนและเอกภาพในการดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณโครงการต้นกล้าอาชีพที่ไม่ได้ผลและใช้จ่ายมากเกินไป และการเก็บภาษีที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสถานการณ์การเงินของประเทศและเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามเกี่ยวกับหนี้สินของประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างกฎหมายพระราชกําหนดฉบับนี้ จริง ๆ แล้วผมต้อง กราบเรียนว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นแท้จริงแล้วเปึนเรื่องสําคัญเรายอมรับนะครับ แต่เมื่อได้ดูสาระสําคัญของร่างพระราชกําหนดฉบับนี้แล้ว ต้องกราบเรียนว่าไม่สามารถ เปึนเรื่องที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ผมเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เปึนความผิดพลาด แล้วก็ความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตามรายงานของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยบอกว่า คาดว่าหลังจากที่รัฐบาล ได้ออกพระราชบัญญัติและพระราชกําหนด ๒ ฉบับนี้แล้วจะส่งผลให้พี่น้องคนไทยของเรา มีหนี้สินจาก ๖๐,๐๐๐ บาทต่อคน จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเปึน ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคน ในระยะเวลาไม่เกินป้ ๒๕๕๕ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุที่ทีมเศรษฐกิจของ รัฐบาลนั้นขาดซึ่งความเปึนเอกภาพ มาจากต่างพรรค มาจากต่างนโยบาย กระทรวง สําคัญ ๆ ซึ่งพรรคหลักในการจัดตั้งรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์นั้นน่าจะได้มาดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรมกลับปล่อยให้พรรคร่วม รัฐบาลได้มากําหนดทิศทางในการพัฒนาแทน ผมเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เปึนอุปสรรค อย่างยิ่งในการที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เปึนปัญหาในปัจจุบัน ตัวอย่างในการขาย ข้าวโพดในคลังสินค้าของ อคส. นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการก็ขัดกับ รองนายกรัฐมนตรีในเรื่องการขายข้าวโพดสต็อก (Stock) สุดท้ายท่านประธานที่เคารพ ครับ เอารองนายกรัฐมนตรีฝ์ายความมั่นคงมาช่วยดูแลซึ่งเปึนคนละเรื่องกันเลย ผมต้อง กราบเรียนเรื่องนี้ก็เนื่องจากว่าตลอดระยะเวลา ๕ เดือนที่ผ่านมาของการบริหารประเทศ นั้น ภาพของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นขาดความชัดเจนอย่างสิ้นเชิง นโยบายหลาย ๆ อย่างที่เรียกว่า เอสพี ๑ หรือมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ ๑ นั้นกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใด ไปดูที่โครงการเช็คช่วยชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าเช็คช่วยชาติจะช่วยกระตุ้น จีดีพี ๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่ามีการจ่ายเช็คช่วยชาติ จํานวน ๘,๔๘๐,๐๐๐ ฉบับ มีคนรับเช็คไปแล้ว ๔ รอบ มีพี่น้องประชาชนไม่มารับเช็ค ๖๔๒,๐๐๐ ราย คิดเปึนวงเงินทั้งสิ้น ๑,๒๘๕ ล้านบาท เงินจํานวนนี้ผมเคยอภิปรายเมื่อคราวไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าแทนที่ผลประโยชน์ของเงินจะ ตกอยู่ในธนาคารของรัฐกลับไปตกอยู่ที่ธนาคารเอกชนหรือธนาคารกรุงเทพแล้วก็เปึน เช่นนั้นจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ และการจ่ายเงินในเช็คช่วยชาตินั้น จ่ายแบบ อีลุ่ยฉุยแฉก คิดจะจ่ายใครก็จ่าย วันนี้ทหารเกณฑ์ก็ได้ เจ้าหน้าที่ที่ทํางานในรัฐวิสาหกิจ ก็ได้ คนยากคนจน พี่น้องเกษตรกร และคนอีกเปึนจํานวนมากกลับถูกละเลยในเรื่องของ การช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว
ไปดูโครงการต้นกล้าอาชีพ ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการต้นกล้า อาชีพนั้นตอนแรกใช้เงินงบประมาณทั้งสิ้น ๖,๙๐๐ ล้านบาท หวังที่จะช่วยแก้ไขในเรื่อง ปัญหาการว่างงาน ๕๐๐,๐๐๐ คน ปรากฏว่า ณ วันนี้ช่วยเหลือปัญหาการว่างงานไปได้ ไม่เกิน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน มีการเบิกจ่ายเงินในโครงการนี้เพียง ๑,๔๔๐ ล้านบาท ที่น่าแปลกใจท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการนี้ในระยะที่ ๒ อีก ด้วยการเตรียมเงินอีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะมาทําการต้นกล้าอาชีพ ทั้ง ๆ ที่ โครงการที่ ๑ ยังไม่มีการวัดผลแล้วก็ยังไม่มีการประสบความสําเร็จแต่อย่างใดเลย เตรียมที่จะมาใช้อีก ๗,๐๐๐ ล้านบาทในการดําเนินการดังกล่าว วันนี้หลายคน มีความรู้สึกครับ ว่ารัฐบาลนอกจากจะไม่มีความสามารถในการหารายได้ให้กับประเทศแล้ว ยังมีการใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
ไปดูเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้เขารายงานมาว่า เศรษฐกิจนั้นติดลบ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศมีแนวทิศทางที่แย่ลงเรื่อย ๆ ทั้งป้ คาดว่า จีดีพี นั้นจะติดลบประมาณ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ เปึนเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดในรอบสิบป้ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ การเก็บภาษีในป้ ๒๕๕๒ นั้นก็เปึนการเก็บภาษีที่ไม่เข้าเปัา แต่อย่างใด ตัวเลข ๗ เดือนแรกของการเก็บภาษี สิ้นสุดประมาณเดือนพฤษภาคม เก็บขาดกว่าเปัา ๑๒๘,๐๐๐ ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการค้าขายในประเทศและ ต่างประเทศของประเทศเรานั้นซบเซาแล้วก็แย่อย่างมาก
สถาบันการเงิน ผมเรียนว่าวันนี้สถาบันการเงินนั้นไม่ได้ปล่อยเงินกู้ให้ เอกชนแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่มีเงินอยู่ในระบบเงินฝากเปึนจํานวนมาก สาเหตุหนึ่งเพราะว่า รัฐบาลนั้นปล่อยให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้น ต่างกันถึง ๖๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าธนาคารพาณิชย์รับเงินฝาก ๑๐๐ ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อ ๒๐ ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถอยู่ได้ จึงไม่มีเหตุผลและแรงจูงใจให้ ธนาคารพาณิชย์นั้นไปปล่อยเงินกู้ให้กับเอกชนแต่อย่างใด ซ้ําร้ายท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลกําลังจะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์อีกหลายแสนล้านบาท วันนี้ธนาคารพาณิชย์ ต่าง ๆ เขาคอยไปเอาเงินเหล่านั้นไปให้ธนาคารพาณิชย์ ไปให้รัฐบาลกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ สูงกว่า ผมต้องเรียนว่าอย่างนี้เศรษฐกิจจะเดินหน้าอย่างไร ท่านรัฐมนตรีท่านนั่งอยู่ ข้างบนท่านส่ายหน้าอยู่ เดี๋ยวท่านต้องตอบคําถามนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลายเรื่องหลายอย่าง วันนี้สถานการณ์การเงินของประเทศนั้นเปึนอย่างไร วันนี้ท่านต้อง ตอบชี้แจงให้ชัดเจน เพราะท่านนายกรัฐมนตรีท่านชอบพูดอยู่เสมอ ประเทศนี้ต้องรักษา วินัยทางด้านการเงินและการคลัง แต่การออกกฎหมาย ๒ ฉบับที่กําลังจะเกิดขึ้นในวันนี้ นั้น มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า จีดีพี จะเกิดขึ้นจากร้อยละ ๔๐ เปึนร้อยละ ๖๐ ในป้ ๒๕๕๖ ในอนาคต เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ดี ต้องตอบคําถามนะครับว่าวันนี้ประเทศมีหนี้สินทั้งหมดอยู่เท่าไร ทั้งในและต่างประเทศ และหลังจากร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสภา และวุฒิสภาแล้ว จะส่งผลให้ประเทศของเรานั้นมีหนี้สินอยู่ ณ วันนี้เปึนจํานวนเงินเท่าไร ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นโดยรวมจะต้องมีการปรับ โครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจก่อน เพื่อให้เห็นทิศทางของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จากนั้นแล้ว จึงค่อย ๆ วางแผนในการกู้เงิน แต่สิ่งที่น่าแปลกครับ การวางแผนก็ไม่มี มีแต่เรื่อง การกู้เงินก่อน แล้วเอาเงินนั้นค่อยมาคิดทําประโยชน์ ผมเลยมีคําถามซึ่งอยากจะตั้งเปึน ข้อสังเกตว่า วันนี้นั้นรัฐบาลมีความจําเปึนมากน้อยขนาดไหนในการที่จะไปกู้เงินโดยการ ออกพระราชบัญญัติและพระราชกําหนด ๒ ฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่ยังมีวิธีอื่นอีกมากมายในการ แก้ไขปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีชอบพูดอยู่เสมอนะครับ บอกว่าร่างกายนั้น มีทั้งไขมันส่วนที่ดี มีทั้งไขมันส่วนที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นแล้วท่านกล้าไหมครับ ตัดไขมัน ส่วนที่ไม่ดีออก ผมได้นําเรียนในเบื้องต้นว่ามีวิธีอื่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูตรคาถาในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เรื่องการ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และการขยายโอกาส
ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะถามรัฐบาลว่าท่านกล้าตัดงบประมาณ ในส่วนเกินของกระทรวงกลาโหมในเรื่องของการจัดซื้ออาวุธหรือไม่
กองทัพบก ในป้ ๒๕๔๙ ยุคที่เกิดจากการยึดอํานาจจากรัฐบาลของ ประชาชน มีโครงการผูกพันตามสัญญา ๒๐ โครงการในการจัดซื้ออาวุธ เข้าใจว่าเปึนการ ซื้อรถหุ้มเกราะยูเครน แล้วก็ซื้อเฮลิคอปเตอร์จากรัสเซีย งบผูกพันงบประมาณป้ ๒๕๕๓ เปึนเงิน ๓,๔๖๒ ล้านบาท ผูกพันงบประมาณป้ ๒๕๕๔ เปึนเงิน ๑,๑๒๘ ล้านบาท โครงการเริ่มผูกพันป้ ๒๕๕๒ จํานวน ๑๒ โครงการ ผูกพันงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ๗,๕๒๒ ล้านบาท ผูกพันงบประมาณป้ ๒๕๕๔ ๗,๕๒๒ ล้านบาท
กองทัพเรือป้งบประมาณ ๒๕๔๙ ผูกพันตามสัญญา ๑๑ รายการ แล้วก็ ผูกพันในป้ ๒๕๕๒ อีกจํานวน ๖ โครงการ
กองทัพอากาศ ในป้งบประมาณ ๒๕๔๙ มีโครงการผูกพันตามสัญญา ๘ โครงการ ผูกพันป้ ๒๕๕๓ ๕,๖๐๘ ล้านบาท ผูกพันป้ ๒๕๕๔ ถึง ป้ ๒๕๕๕ ๔,๖๐๓ ล้านบาท เข้าใจว่าเอาไปซื้อเครื่องบินกริพเพน (Gripen) ๑๐ กว่าลํานะครับ รวมเงินผูกพันตามงบประมาณของ ๓ เหล่าทัพ ในป้ ๒๕๕๓ ที่จะถึงนี้ประมาณ ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผูกพันป้ ๒๕๕๔ เงินไม่น้อยกว่า ๑๒,๖๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่า รัฐบาลกล้าตัดไขมันส่วนเกินในส่วนนี้ออกหรือไม่ที่ไม่มีความจําเปึน แล้วก็ประเทศเรานั้น ไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามแต่อย่างใด
ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณที่ยังไม่เร่งด่วนก็สามารถลด รายจ่ายได้ นอกจากนั้นแล้วงบประชานิยมที่ไร้ขอบเขตที่ท่านกําลังทําอยู่นะครับ ไม่ว่าจะ เปึนการจ่ายเงินเช็คช่วยชาติ ขาดหลักเกณฑ์ อยากจ่ายใครนึกออกมายังไม่ได้จ่ายกลุ่มนี้ก็ เอามติ ครม. เข้า แล้วก็จ่าย ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ แล้วก็ไม่ได้มีหลักการในการที่จะทําให้เงิน เกิดประโยชน์สูงสุดแต่อย่างใด
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการเพิ่มรายได้ วันนี้รัฐบาลใช้เฉพาะ นโยบายการคลังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจคือการเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐ รัฐบาลนั้น ไม่ได้สนใจในเรื่องของนโยบายการเงินแต่อย่างใด ถ้าเอาทฤษฎีของเคนส์ มาเปึนตัวจับในเรื่องของรายได้ประชาชาติเทียบเท่ากับการบริโภคในประเทศบวก การลงทุน บวกด้วยค่าใช้จ่ายภาครัฐ บวกด้วยผลต่างระหว่างการส่งออกและลบด้วยการ นําเข้า จะเห็นได้ว่ารัฐบาลนั้นเพิ่มเฉพาะค่าใช้จ่ายภาครัฐแต่อย่างเดียว ไม่ได้สนใจใน เรื่องของการลงทุน ไม่ได้สนใจในเรื่องของการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ก่อให้เกิดการ กระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด ท่านประธานครับ รัฐบาลไม่สนใจนโยบายการเงินในเรื่อง ของการทําให้ค่าเงินบาทนั้นอ่อนตัวลงแต่อย่างใดเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก การช่วยเหลือ ผู้ส่งออกนั้นก็คือการเพิ่มราคาพืชผลทางด้านการเกษตร จากการที่อัตราค่าเงินบาทนั้นมี อัตราเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ได้สนใจตัวนี้นะครับ
ผมจึงกราบเรียนว่าวันนี้นั้นนอกจากท่านจะไม่ลดรายจ่ายแล้วท่านยัง ไม่เพิ่มรายได้แล้วก็ไม่ให้โอกาสกับพี่น้องประชาชน ผมต้องเรียนว่าวันนี้พระราชกําหนด เงินกู้ฉบับนี้จะพาประเทศของเรานั้นไปสู่ปากเหว ประชาชนในประเทศจะต้องเปึนหนี้สิน เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยนั้นจะต้องเกิดการห่างขึ้น เกษตรกรจะไม่ได้รับประโยชน์จากการกู้เงินแต่จะต้องมารับภาระหนี้สิน เพราะท่านไม่มี โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า จากการเป่ดดูโครงการเอสพี ๑ หรือแม้กระทั่งโครงการเอสพี ๒ ถามว่าทําไมท่านไม่ต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้านที่ ประชาชนนั้นกําลังได้รับความเข้มแข็งแล้วก็กําลังก้าวหน้า ทําไมท่านไม่ต่อยอดในเรื่อง ของโครงการ เอสเอ็มแอล ซึ่งพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้ามีอํานาจในการตัดสินใจ ทําไมท่านไม่ดูแลในเรื่องของโครงการ โอทอป หนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้นั้น ประชาชนกลุ่มสตรีแม่บ้านเขาพัฒนาถึงระดับที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เขากล่าวไว้ว่าทุกครั้งที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ออกมาบริหาร ประเทศ มีแต่อุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน แล้วก็ในอนาคต ผมมีความเชื่อว่าไม่อยากเห็น ประเทศนี้ได้ไปกู้เงิน ไอเอ็มเอฟ ในอนาคตอีกต่อไปและแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะพา ประเทศเข้าสู่วิกฤติอีกครั้งหนึ่ง จึงกราบเรียนว่ารัฐบาลนี้มีโอกาสแล้ว แต่ท่านทําไม่ได้ ขอกราบขอบคุณครับ