สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยกล่าวถึงปัญหาวิกฤติของระบบสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก และเรียกร้องการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและเสริมสภาพคล่องของเงินคงคลัง

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้มีการตรา พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ และต่อมาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระมหากรุณาทรงลงปรมาภิไธยในพระราชกําหนด ดังกล่าว เพื่อประกาศใช้บังคับเปึนกฎหมายและภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

มาตรา ๑๘๔ ได้กําหนดให้การตราพระราชกําหนดให้กระทําได้ เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเปึนกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเปึนรีบด่วนอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอ พระราชกําหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ประกอบกับพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๓ ได้บัญญัติว่า ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอํานาจกู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนําไปใช้ในการดําเนินมาตรการ เพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอ กรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจึงขอชี้แจงเกี่ยวกับพระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังนี้

นับตั้งแต่ที่ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ําทั่วโลก อันเนื่องมาจากสาเหตุ สําคัญจากปัญหาวิกฤติของระบบสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งปรากฏว่า ประเทศคู่ค้าของไทยหลายประเทศได้รับผลกระทบเปึนอันมากจากกรณีดังกล่าว และได้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่งในเวลาต่อมา เนื่องจากโครงสร้างของเศรษฐกิจของไทย ในปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการในสัดส่วนที่สูงมาก คือมากกว่าร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของ ไทยได้หดตัวลงในช่วงประมาณปลายป้ ๒๕๕๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ์น และยุโรปตะวันตกจึงส่งผลให้มูลค่าส่งออกสินค้าไทยหดตัว อย่างรวดเร็วจากที่เคยขยายตัวในอัตราร้อยละ ๒๖.๑ ต่อป้ในไตรมาสที่ ๓ ของป้ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาเปึนหดตัวที่ร้อยละ ๑๐.๖ ในไตรมาสที่ ๔ ของป้ ๒๕๕๑ และหดตัวมาก ถึงร้อยละ ๒๐.๖ ในไตรมาสที่ ๑ ของป้ปัจจุบัน นอกจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โลกที่เกิดขึ้น แล้วเศรษฐกิจของไทยยังได้ถูกซ้ําเติมจากปัญหาวิกฤติทางการเมือง ในประเทศด้วย ซึ่งเปึนประเด็นปัญหาหลักที่สําคัญที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคและนักลงทุน เศรษฐกิจของไทยจึงประสบภาวะตกต่ําที่รุนแรงเมื่อเปรียบเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน สิ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของไทยประสบสภาวะตกต่ํา อย่างรุนแรงก็คือ การที่ภาคธุรกิจมีการป่ดยุบเลิกกิจการมากขึ้น โดยในไตรมาสที่ ๔ ของ ป้ ๒๕๕๑ และไตรมาสที่ ๑ ของป้ ๒๕๕๒ ผู้ประกอบการได้ทยอยป่ดกิจการไปรวมทั้งสิ้น เปึนจํานวน ๑๒,๑๘๓ ราย และคาดว่าจะมีจํานวนเพิ่มขึ้น และมีการว่างงานที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วเนื่องจากภาคการผลิตเลิกจ้างหรือลดการจ้างงาน จากเดิมที่มีจํานวน คนว่างงานประมาณ ๔๓๐,๐๐๐ คน ณ สิ้นไตรมาสที่ ๓ ของป้ ๒๕๕๑ มาอยู่ที่ ๕๔๐,๐๐๐ คน ณ สิ้นไตรมาสที่ ๔ ของป้ ๒๕๕๑ และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ ๗๑๐,๐๐๐ คน ณ สิ้นไตรมาสที่ ๑ ของป้ปัจจุบัน ซึ่งการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ได้ส่งผลให้การใช้จ่ายและการบริโภคในภาคเอกชนลดลงอย่างมากตามไปด้วย หากปล่อยให้เศรษฐกิจหดตัวและมีการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ยิ่งจะส่งผลให้กําลังซื้อ และการบริโภคของประชาชนภายในประเทศหดตัวมากขึ้น และในที่สุดหากไม่มี การดําเนินการมาตรการใด ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวอย่างทันท่วงทีย่อมอาจ ส่งผลต่อเนื่องในทุกภาคส่วน เช่น อาจทําให้หนี้เสียในระบบสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าอัตราหนี้เสียเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๕.๒๖ ของสินเชื่อรวมสุทธิ ณ สิ้นไตรมาสที่ ๔ ของป้ ๒๕๕๑ เปึนร้อยละ ๕.๔๘ ณ สิ้นไตรมาสที่ ๑ ของป้ปัจจุบัน ซึ่งอาจจะทําให้ประเทศไทยประสบวิกฤตการณ์ทางการเงินอีกครั้งหนึ่งก็ได้ นอกจากนี้ รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเปึนรายได้หลักอันหนึ่งในการนําเงินตรา ต่างประเทศเข้าประเทศได้ลดลงอย่างมาก สาเหตุเนื่องจากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ขาดความมั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัยในการเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งสะท้อนได้จากจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยลดลงถึงร้อยละ ๑๘.๐ และ ๑๕.๘ ในไตรมาสที่ ๔ และไตรมาสที่ ๑ ของป้ปัจจุบัน

ในขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยที่มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่ จีดีพี (GDP : Gross Domestic Product ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ) ในช่วง ๓ ไตรมาสแรกของป้ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเคยขยายตัวได้ร้อยละ ๖.๐ ๕.๓ และ ๓.๙ ต่อป้ ตามลําดับ เปึนหดตัวลงถึงร้อยละ ๔.๒ ในไตรมาสที่ ๔ ของป้ ๒๕๕๑ และหดตัวร้อยละ ๗.๑ ต่อป้ในไตรมาสที่ ๑ ของป้ปัจจุบัน ปัจจัยดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังส่งผลกระทบต่อ ฐานะการคลังของรัฐบาลด้วย เนื่องจากในป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ นี้ได้มีการ ประมาณการรายได้ไว้เปึนจํานวน ๑.๖ ล้านล้านบาท แต่ปรากฏว่ารายได้ที่จัดเก็บได้จริง น้อยกว่าประมาณการที่ตั้งเปัาหมายไว้ โดยในช่วง ๗ เดือนแรกของป้งบประมาณต่ํากว่า ประมาณการไว้แต่เดิมในขณะที่มีการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจํางบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ถึง ๑๒๘,๙๓๓ ล้านบาท และได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อสิ้นป้งบประมาณนี้ รายได้ที่จัดเก็บได้จะต่ํากว่าที่ประมาณการไว้เปึนจํานวนเงินประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท

ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากภาวะ เศรษฐกิจได้มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น จึงได้มีการดําเนินการออกมาตรการ ในด้านต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาตามลําดับ ทั้งนี้ มาตรการที่ได้มี การดําเนินการไปแล้วสรุปได้ ดังนี้

มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจ มาตรการเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก มาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ของประชาชน และมาตรการจัดทํางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ วงเงิน ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้มีการใช้มาตรการอื่น ๆ สนับสนุนมาตรการ หลักดังกล่าว เช่น ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ให้กับระบบเศรษฐกิจ การแทรกแซงและประกันราคาพืชผลผลิตทางการเกษตร การเสริม สภาพคล่องให้แก่ระบบการเงินของประเทศผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อกระตุ้น และรองรับการขยายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และผู้ส่งออก รวมถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะได้มีการดําเนินการมาตรการ ดังกล่าวข้างต้นเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปแล้วก็ตาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทําให้ เศรษฐกิจฟุ๋นตัวได้ ทั้งนี้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งยังเกิดปัจจัยปัญหาอื่น ๆ ในเวลาต่อมา เช่น การชุมนุมขัดขวางการประชุมผู้นําอาเซียนที่เมืองพัทยาต่อเนื่องไปถึงการชุมนุมในช่วง เทศกาลสงกรานต์ การแพร่ระบาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ ทําให้การบริโภคและการลงทุน ภาคเอกชนหยุดชะงักลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสหดตัว ถึง๔-๕ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ หรือทําให้รายได้ของประชาชาติลดลงประมาณป้ละ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ เมื่อเปึนเช่นนี้ประเทศไทยจําเปึนต้องรีบดําเนินการตาม มาตรการแก้ไขวิกฤติในการผลิตและการบริการโดยเร่งด่วน เพื่อปัองกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม กลายเปึนลูกโซ่และไปสู่การประกอบธุรกิจด้านอื่น ๆ มิฉะนั้นความร้ายแรงของปัญหา ความมั่นคงทางเศรษฐกิจย่อมลุกลามยายออกไป และต่อเนื่องไปถึงปัญหาฐานะทาง โดยให้ปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณลง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ตั้งไว้เดิม ๑.๙ ล้านล้านบาท คงเหลือเปึนงบประมาณรายจ่าย ๑.๗ ล้านล้านบาท เนื่องจากประมาณการรายได้ จะลดลงอย่างมาก แล้วถึงแม้ว่ารัฐบาลจะจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําป้ขาดดุล สําหรับป้งบประมาณถัดไปอีกอย่างน้อย ๓ ป้ รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดสรรเปึนงบลงทุน ในแผนงานและโครงการต่าง ๆ ได้มากนัก เนื่องจากโดยปกติรายได้ที่ประมาณการไว้ว่า จะจัดเก็บได้จําเปึนต้องนําไปจัดสรรสําหรับงบประมาณที่เปึนรายจ่ายประจําเสียก่อน

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ อํานาจการกู้เงิน ของรัฐบาลมีข้อจํากัดบางประการ กล่าวคือ รัฐบาลจะสามารถทําการกู้เงินเพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณได้ แต่ก็มีข้อจํากัดในส่วนของเพดานการกู้เงิน ซึ่งกําหนดไว้ว่าต้อง ไม่เกินวงเงินร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจําป้ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร้อยละ ๘๐ ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สําหรับ การชําระคืนเงินต้น ส่วนการกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรัฐบาลก็มีข้อจํากัด ในเรื่องเพดานเงินกู้ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยสาเหตุของปัญหาที่เปึนที่ประจักษ์โดยทั่วไป ประกอบกับข้อเท็จจริงดังกล่าวที่กล่าวมา แม้ว่ารัฐบาลจะได้พยายามผลักดันและกระตุ้น ให้รัฐวิสาหกิจและเอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่ก็ยัง ปรากฏว่าโครงการของรัฐบาลยังมีความจําเปึนต้องหาเงินลงทุนอีกประมาณ ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ปัญหาการจัดเก็บรายได้แผ่นดินที่ไม่เปึนไป ตามเปัาหมายทั้ง ๆ ที่ได้มีการเร่งรัดการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานของรัฐด้วยแล้วก็ตาม ทําให้รัฐบาลต้องเตรียมแผนการเงินการคลังรองรับเพิ่มขึ้น เพราะในขณะที่รายได้ของ แผ่นดินลดลงนั้นรายจ่ายของรัฐต่าง ๆ ก็จําเปึนต้องจ่ายออกไปตามกําหนดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายจ่ายประจําและรายจ่ายตามโครงการและแผนงานที่กําหนดไว้แล้ว ตามงบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งถูกกําหนดไว้ก่อนที่รัฐบาล ชุดนี้จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จึงมีความจําเปึนที่จะต้องมีเงินจํานวนหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสํารองในบัญชีเงินคงคลังเพื่อรองรับรายจ่ายดังกล่าวไว้ด้วยเหตุผล และความจําเปึนดังที่กล่าวมา รัฐบาลจึงเห็นว่าเพื่อดําเนินมาตรการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจและ เพื่อให้จัดเงินสํารองในบัญชีเงินคงคลังเพื่อรองรับรายจ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นก่อน สิ้นป้งบประมาณ รัฐบาลสมควรทําการกู้เงินเปึนจํานวน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ สภาวะการเงินในระบบสถาบันการเงินของประเทศมีสภาพคล่องสูง เพื่ออํานวยให้รัฐบาล สามารถหาแหล่งเงินกู้ได้คล่องตัวในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ําไม่เปึนภาระทางการคลังแก่รัฐมากนัก ดังนั้นจึงมีความจําเปึนจะต้องมีการตรากฎหมายพิเศษเพื่อให้มีการกู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่กฎหมายปัจจุบันได้กําหนดไว้ และเมื่อคํานึงถึงความฉุกเฉินและความ จําเปึนเร่งด่วนตามวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินเปึนสําคัญแล้ว รัฐบาลเห็นว่าสมควรแยก ดําเนินการโดยตราเปึนพระราชกําหนดเพื่อให้อํานาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินเปึน จํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเสนอเปึนร่างพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งต่อรัฐสภา เพื่อให้อํานาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

เมื่อรัฐบาลเห็นว่ามีความจําเปึนต้องทําการกู้เงินเปึนจํานวน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการตรากฎหมายพิเศษเพื่อให้มีการกู้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจาก ที่กฎหมายปัจจุบันกําหนดไว้ และเมื่อคํานึงถึงความฉุกเฉินและความจําเปึนเร่งด่วนตาม วัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินเปึนสําคัญดังที่ได้ชี้แจงแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงได้ดําเนินการ เพื่อให้มีการตราพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินเปึนเงินบาท ในนามของรัฐบาลเปึนจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๘๔ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้นํามาใช้จ่ายเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ที่ตกต่ําให้กลับคืนดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และเสริมสภาพคล่องของเงินคงคลังเพื่อมิให้การ จ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้หยุดชะงักลงหรือเกิดปัญหา จึงเปึนไปเพื่อ ประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และคณะรัฐมนตรี พิจารณาแล้วเห็นว่าเปึนกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเปึนรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จําเปึนต้องตราเปึนพระราชกําหนดขึ้นใช้บังคับดังปรากฏเหตุผล ดังต่อไปนี้

โดยที่เกิดวิกฤตการณ์ของระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศซึ่งส่งผลให้ เศรษฐกิจตกต่ําไปทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง แม้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ดําเนินการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลายประการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ยังไม่เพียงพอ ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ ของรัฐต่ํากว่าที่ประมาณการไว้อย่างมาก ทําให้การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทํา บริการสาธารณะของรัฐไม่อาจดําเนินการให้บรรลุผลได้ ดังนั้น เพื่อเปึนการฟุ๋นฟู เศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจําเปึนต้องใช้เงิน ตามมาตรการเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง แต่เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อจํากัด บางประการ ฉะนั้นเพื่อให้กระทรวงการคลังมีอํานาจกู้เงินในนามของรัฐบาลเพื่อนํามาใช้จ่าย หรือลงทุน หรือเพื่อดําเนินมาตรการที่สําคัญและจําเปึนต่อการฟุ๋นฟูและเสริมสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และโดยที่เปึนกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเปึนรีบด่วนอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจําเปึนต้องตราพระราชกําหนดนี้

ส่วนสาระสําคัญของกฎหมายผมขออนุญาตชี้แจงว่า

(๑) ให้กระทรวงการคลังโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอํานาจกู้เงิน ในนามรัฐบาลเพื่อนําไปใช้ดําเนินมาตรการฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ในวงเงินไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้กู้เปึนเงินบาทและกู้เงินได้ ภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ และคณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการด้วย

(๒) เงินที่ได้จากการกู้ให้นําไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้ โดยไม่ต้อง นําส่งคลัง เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้สมทบเปึนเงินคงคลัง โดยกระทรวงการคลังอาจ นําเงินกู้ไปให้กู้ต่อแก่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานในการกํากับดูแลของรัฐ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงินภาครัฐ เพื่อใช้จ่ายหรือลงทุนเพื่อฟุ๋นฟูหรือ เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้

(๓) กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินให้รัฐสภาทราบภายใน ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันสิ้นป้งบประมาณ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของ การกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายการกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับ หรือคาดว่าจะได้รับ

(๔) เมื่อหนี้เงินกู้ถึงกําหนดชําระ กระทรวงการคลังมีอํานาจกู้เงินเพื่อปรับ โครงสร้างหนี้ได้ และต้องไม่เกินจํานวนเงินกู้ที่ยังค้างชําระ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอาจ ทยอยกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะเปึนการล่วงหน้าได้แต่ไม่เกิน ๑๒ เดือน ก่อนวันที่หนี้ถึงกําหนดชําระ หากหนี้ที่จะปรับโครงสร้างหนี้มีจํานวนมากและไม่อาจกู้เงิน ภายในคราวเดียวกันได้

(๕) นอกจากกรณีที่ได้กําหนดไว้แล้วในพระราชกําหนด ให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ได้มีการนําหลักการที่ใช้ บังคับกับการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาเทียบเคียงโดยอนุโลม และเพิ่มหลักการเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ โดยกําหนดให้คณะรัฐมนตรีต้อง เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ก่อนเริ่มดําเนินการต่อรัฐสภา

ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของประโยชน์ที่จะได้รับเราคาดว่า พ.ร.ก. (พระราชกําหนด) ฉบับนี้จะทําให้รัฐบาลมีเงินทุนเพียงพอที่จะใช้จ่ายเพื่อการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจและจัดทําบริการสาธารณะของรัฐได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และทําให้ฐานะการคลังของประเทศมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในระยะยาว และการ ดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ภายใต้กรอบวงเงินกู้ตามกฎหมาย ดังกล่าวจะทําให้เศรษฐกิจของประเทศฟุ๋นตัวจากภาวะที่ถดถอยอย่างรุนแรงโดย คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มกลับมาเปึนบวกตั้งแต่ ป้ ๒๕๕๓ และจะเริ่มทยอยกลับสู่สภาวะปกติตั้งแต่ป้ ๒๕๕๗ เปึนต้นไป

อนึ่ง เพื่อให้การดําเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ เปึนไปด้วยความเรียบร้อยและได้ผลสมบูรณ์ กระทรวงการคลังจะจัดวางระบบ การเงินและการเบิกจ่ายให้เปึนไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายต่อไป ขอบคุณครับ