สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัตินี้ โดยเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องเอกสารสิทธิ และขอเวลาพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับเกษตรกร โดยตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรทั่วประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากอภิปรายในประเด็นถึงร่างพระราชบัญญัตินี้เปึนกลไกกฎหมายฉบับที่ ๔ ที่มุ่งแก้ไขให้แก่เกษตรกร หากย้อนรอยการต่อสู้ของเกษตรกรหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ พวกเขาเดินขบวนกันแล้วก็เสนอร่างพระราชบัญญัติที่ปลดเปลื้อง ราคาการเกษตร หนี้สินและที่ดิน ๓ หลัก ที่เรียกว่าสหพันธ์ชาวนา ชาวไร่แห่งประเทศไทย
กฎหมายแรกที่เขาต่อสู้กันก็คือพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ ตอนนั้นกระบวนการเช่านารุนแรงมาก มีการสังหารโหดผู้นําชาวนาซึ่งผมได้ สดุดีพวกเขาไปหลายโอกาส
กฎหมายฉบับที่ ๒ ที่จะมาเยียวยาชาวนาก็คือกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ป้ ๒๕๑๘ กฎหมายนี้ได้ทําให้กฎหมายควบคุมค่าเช่านาเสมือนเปึนหมัน ไปเลย เพราะว่าขณะนี้ ส.ป.ก. ได้ออกเอกสารสิทธิไปแล้ว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ตามรายงานที่ผมฟังคณะอนุกรรมาธิการที่ผมเปึนอยู่เมื่อเช้านี้ ระบุว่าเอาที่ดินของรัฐ มาแล้วถึง ๓๐ ล้านไร่ ซื้อเอกชนได้เพียง ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ดินคลี่คลายไปแล้ว แต่ยังอยู่ที่เอกสารสิทธิที่ทุกคนเรียกร้อง
กฎหมายฉบับที่ ๓ ผมต้องขอขอบคุณพรรคความหวังใหม่ ในตอนนั้น ผมคนหนึ่งในฐานะที่เปึนที่ปรึกษาสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ขออนุญาตเอ่ยนาม เพื่อน ส.ส. ต่างพรรค คุณนิรมิต สุจารี เราก็ได้ต่อสู้ร่วมกัน เอารายชื่อเกษตรกรนับแสนคน มาเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟุ๋นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเปึนกฎหมายกลไก ฉบับที่ ๓ ท่านประธานเชื่อไหมว่ากฎหมายนี้ออกมา ป้ ๒๕๔๒ และเกษตรกรไปขึ้น ทะเบียนไว้ ๖,๓๐๐,๐๐๐ คน ไปจดทะเบียนหนี้ไว้มากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้ในระบบ ขณะนี้ ๑๐ ป้ให้หลังจนป้ ๒๕๕๒ รายงานของกองทุนฟุ๋นฟูและพัฒนา เกษตรกรเพิ่งแก้ไปได้ ๙,๖๐๐ ครอบครัว ใช้เงิน ๑,๒๐๐ ล้านบาท แค่นั้นเองครับ เพราะฉะนั้นกลไกอันที่ ๓ ในเรื่องหนี้ต้องรอเปึนชาติ ๆ เลย ไม่รู้ชาติไหน แต่ว่าพอดี มีกฎหมายฉบับที่ ๔ มาก็คือร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเปึนความหวัง ของเกษตรกรอย่างมาก แต่ประเด็นพิเศษของมัน ผมขออนุญาตพูดเพียง ๓ ข้อก็พอ เพื่อตราไว้ในรัฐสภาที่ผมมีโอกาสเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไปถึงผู้แทนรัฐบาล โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีว่า
ประเด็นที่ ๑ สภาเกษตรกรแห่งชาติจะไม่มีความหมายใด ๆ เลยถ้าไม่เปึน องค์กรอิสระ มันจะถูกครอบงําจากระบบราชการโดยสิ้นเชิง เหตุผลก็คือทําไมท่าน ออกกฎหมายยินยอมให้สภาอุตสาหกรรมและหอการค้าไทยเปึนองค์กรอิสระได้ ทําไมเกษตรกรท่านต้องการครอบงําเขาอีกทําไม ทําไมไม่ให้อิสระเขา ทําไมต้องเอามาสังกัด อย่างนี้แสดงว่าเกษตรกรไม่รู้จักโตในสายตาของอํานาจรัฐใช่ไหม ทําไมหอการค้าถึงอิสระ ในเมื่อมีกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมจึงย้ําเตือนว่าถ้าไม่มีความเปึนอิสระในองค์กรนี้ ก็เปล่าประโยชน์เลย เพราะว่าองค์กรนี้จะทํา ๓ หน้าที่ครับ มาตรา ๘๔ ของรัฐธรรมนูญ บอกว่า ๑. คุ้มครอง ๒. รักษาผลประโยชน์ ใน ๒ เรื่องก็คือการผลิตและการตลาด ถามว่าในอํานาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติมีคุ้มครองการผลิตไหม มีคุ้มครอง การตลาดไหม ปรากฏว่าแทบไม่มีเลย มีแต่เสนอแนะนโยบาย นี่แสดงว่าถ้ามีปัูบ เขาจะบีบรัฐมนตรีแล้วรัฐมนตรีก็สั่งกระทรวงการคลังไม่ได้ สั่งกระทรวงอื่นไม่ได้ ก็เลยป์วยการที่จะมาอยู่กับรัฐมนตรี ต้องอยู่กับนายกรัฐมนตรีและเปึนองค์กรอิสระ
ประเด็นที่ ๒ ส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกร ประเด็นนี้เปึนประเด็นพิเศษ ถ้าเกษตรกรแข็งแรงอย่างอื่นเรียกร้องได้หมด ผมจึงห่วงว่าในกฎหมายนี้ส่งเสริมจริงไหม มีกองทุนพัฒนาเกษตรกรจริงไหม ผมจึงย้ําเสมอว่าเกษตรกรจะแข็งแรง ไม่ต้องพูด เรื่องลืมตาอ้าปาก จะแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อส่งเสริมการรวมตัวให้เขาแข็งแรง พรรคการเมือง ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เสนอด้วยความหวังดีต่อเกษตรกร แต่เกษตรกรอาจจะโชคไม่ดีครับ ถ้าองค์กรนี้ยังอยู่ภายใต้แอกของรัฐบาล เกษตรกร อาจจะโชคร้ายสําหรับกฎหมายฉบับนี้ ถ้าไม่นําพาของข้อเรียกร้อง
สุดท้ายครับท่านประธาน ขอเวลานิดเดียวว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้ กรุณาตั้งคณะอนุกรรมาธิการ อย่าไปพิจารณาเฉพาะวงแคบ ส.ส. เอง รับฟังความเห็น ต่อเกษตรกร เมื่อ ๔ อาทิตย์ก่อน เขามายื่นให้ท่านประธานชัย ชิดชอบ แล้ว เขาค้านกฎหมายฉบับนี้เพราะว่ามันมีอิสระ ผมจึงบอกว่ามันจะต้องมีคณะอนุกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นของผู้แทนเกษตรกรทั่วประเทศ ผมขอให้กําลังใจทุกท่าน ทุกพรรคการเมือง ที่จะส่งเสริมความเปึนอิสระและการประกาศพ้นความทุกข์ยากของภาคเกษตรกร ทุกคนครับ ขอบคุณครับ