อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แถลงว่าได้ปรับงบประมาณแผ่นดินปี 2553 ลดลง 22,000 ล้านบาท และขอเสนอตัดงบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ 10% ซึ่งสามารถลดได้ 190 ล้านบาท นอกจากนี้เขายังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ข้างนอก และการประเมินผลการประชาสัมพันธ์ที่ไม่เพียงพอ และฝากเรื่องการประชาสัมพันธ์งบประมาณของภาครัฐให้รายงานกับประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๓ ซึ่งเปึนตัวเลขภาพรวม ของงบประมาณแผ่นดินป้งบประมาณ ๒๕๕๓ จํานวน ๑.๗ ล้านล้านบาท กระผมต้อง ขอชื่นชมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ที่ได้ทําการปรับลดงบประมาณจากก้อนใหญ่ ก้อนนี้ได้ถึง ๒.๒ หมื่นล้านบาท เรียกว่าเปึนการรีดไขมันครั้งใหญ่ แล้วก็สามารถ นําไปเกลี่ยในงบประมาณในส่วนที่มีความจําเปึนที่จะต้องใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิด ประโยชน์อย่างแท้จริง ในมาตรา ๓ ผมได้เสนอตัดไว้ ๑๐เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ได้สงวนความเห็นไว้ เนื่องจากว่าได้พบความจริงว่าในการจัดทํางบประมาณ มีหน่วยงานระดับกรม แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ จํานวนมากที่มีการจัดทํางบประมาณที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความต้องการของหน่วยงานของตัวเองเท่านั้น โดยที่ไม่ได้คิดถึงภาพรวมของประเทศว่า ประเทศอยู่ในภาวะที่ต้องรัดเข็มขัด จําเปึนที่จะต้องใช้จ่ายงบประมาณ แต่ละบาท แต่ละสตางค์อย่างคุ้มค่าเพียงใด แล้วก็ไม่ได้มีแนวความคิดในเรื่องของ การช่วยกันประหยัด แล้วก็ใช้จ่ายทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด แล้วเราก็ยังพบความจริง อีกประการหนึ่งว่าแต่ละหน่วยงานก็ทําตัวเปึนเหมือนกับเปึนรัฐอิสระ ซึ่งไม่ต้องไปผูกพัน ไม่ต้องไปเชื่อมประสาน หรือบูรณาการกับใคร ก็จะทําให้แต่ละหน่วยงานมีงบประมาณ ที่เกินความจําเปึนที่จําเปึนต้องรีดไขมันออกดังที่ผมได้เรียนตั้งแต่ต้น ในส่วนของงบ ในส่วนนี้ผมอยากจะขอเน้นไปที่งบการประชาสัมพันธ์ซึ่งแทบทุกหน่วยงานมีงบประมาณ ส่วนนี้อยู่ แล้วก็ในโอกาสที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเปึนที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการฝ๊กอบรม อนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ แล้วก็อื่น ๆ นะครับ ก็ได้เห็นตัวเลขงบประมาณ ประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดของป้ ๒๕๕๓ มีมากถึง ๑,๙๔๑,๘๑๓,๓๔๐ บาท เพิ่มขึ้นจากป้ที่แล้วประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วน ๑,๙๔๑ ล้านบาทนี้ คณะอนุกรรมาธิการสามารถตัดไปได้ประมาณ ๑๙๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง หรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนตัวเลขที่ต้องถือว่ายังตัดได้น้อย แต่ว่างานประชาสัมพันธ์เปึนงาน ที่มีความจําเปึน เราได้พบความจริงว่าในงบประชาสัมพันธ์ของแต่ละหน่วยงาน มีข้อน่าสังเกตอยู่หลายประเด็น ๑. ก็คือพบว่าหน่วยงานจํานวนมากไม่กล้าที่จะ ตั้งงบประมาณประชาสัมพันธ์ แต่ไปตั้งไว้ ฝากไว้อยู่ในงบจ้างเหมาบริการ จะด้วยเหตุผล อะไรก็ตามนะครับ จะด้วยเหตุผลว่ากลัวจะถูกหาว่าการประชาสัมพันธ์คือการใช้งบ ที่ฟุ์มเฟ๋อย หรือการใช้งบประชาสัมพันธ์ไม่สามารถที่จะชี้แจงได้ และกลัวว่า คณะกรรมาธิการจะไปตัดงบก็แล้วแต่ หรือจะด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถชี้แจงความจําเปึนได้ ก็แล้วแต่นะครับ ทําให้งบประชาสัมพันธ์ของบางหน่วยงานไม่ถูกตั้งไว้ แล้วไปฝากไว้ อยู่ในงบจ้างเหมาบริการ ซึ่งในงบจ้างเหมาบริการนี้ก็เกือบครึ่งหนึ่งก็เปึน งบประชาสัมพันธ์ แม้แต่เรื่องของการจัดทําเอกสาร เรื่องของการจัดทําแผ่นปลิว เรื่องของการมีเอกสารประกอบอะไรต่าง ๆ ก็มาอยู่ในงบของจ้างเหมา ซึ่งล้วนแต่ เปึนงานประชาสัมพันธ์ทั้งสิ้น
ประการต่อมาพบว่ามีหลายหน่วยงานดึงงบประมาณประชาสัมพันธ์ ไปฝากรวมไว้กับสํานักงานปลัดกระทรวง ไปฝากรวมไว้กับสํานักงานปลัดกระทรวง แล้วก็ให้สํานักงานปลัดกระทรวงนี้เปึนตัวจ่ายงบประมาณประชาสัมพันธ์ไป ซึ่งก็ไม่ตรง ตามที่แต่ละหน่วยงาน หรือแต่ละกรมนี้ต้องการจะสื่อสารประชาสัมพันธ์
ประการต่อมาเปึนอีกประเภทหนึ่งพวกนี้ก็คือพวกที่ตั้งงบเอง กล้าที่จะ ตั้งงบประชาสัมพันธ์ แต่ว่าทุกรายการที่ตั้งเปึนงบประชาสัมพันธ์นี้ ล้วนแต่เปึนรายการ ที่จ้างเหมาบริษัทรับจ้างประชาสัมพันธ์ที่อยู่ภายนอกมาเปึนผู้ดําเนินการเองทั้งสิ้น ตัวเลขสูงมาก เรียกว่าการใช้บริการเอาท์ ซอส (Out Source) นี้เปึนที่นิยมในหมู่ หน่วยงานราชการอย่างมาก ซึ่งผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่าจะต้องทบทวน เพราะว่าอะไรครับ หน่วยงานเหล่านี้เมื่อได้จ้างบริษัทภายนอกแล้ว บริษัทภายนอกก็ไปทําแผนประชาสัมพันธ์ แผนประชาสัมพันธ์ที่ตรวจสอบในคณะอนุกรรมาธิการก็พบว่าล้วนแต่เปึนเรื่องของการซื้อสื่อ ซื้อสื่อคือการไปจ้างซื้อว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงพื้นที่โฆษณาจํานวนเท่านั้น ใช้เงินเท่าไร โทรทัศน์ช่องนั้นจะไปซื้อเพื่อจะไปออกอากาศใช้เงินเท่าไร ก็แพลน (Plan) แต่เรื่องของ การซื้อสื่อ แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือว่าการไม่มียุทธศาสตร์ในการประชาสัมพันธ์ ไม่รู้ว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานนั้นต้องการจะสื่อสารอะไรกับประชาชน ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร กับสังคม เพียงแต่ว่าได้มีงบอันนี้เข้ามาแล้วก็ทําเหมือนกับเปึนงบรูทีน (Routine) ประจําป้ ขอให้ได้มีการจ้างเหมา ได้มีการซื้อ แล้วก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์กัน ซึ่งเปึนเรื่องที่ น่าเปึนห่วงมาก เราจึงพบว่ามีหลายหน่วยงานนะครับ เมื่อไม่รู้ว่าจะสื่อสารอะไร กับกลุ่มเปัาหมาย ไม่รู้ว่าจะบอกอะไรกับประชาชนกับสังคม ก็มีลักษณะการทํา ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กรแต่เพียงกว้าง ๆ หรือประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของผู้นํา ผู้บริหารขององค์กรดังที่เราเห็น ไม่ว่าจะออก ทางโทรทัศน์ ไม่ว่าจะออกทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือรายการวิทยุ หรือแม้กระทั่ง ปัายบิลบอร์ด (Billboard) โฆษณาก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก และราคาก็มักจะแพงเกินความเปึนจริง
ประการต่อมาก็คือเราพบว่าหน่วยงานระดับกรมจํานวนมาก แม้ว่าจะมีอะไรที่จะต้องสื่อสารกับประชาชนจํานวนมาก แต่เมื่อติดเงื่อนไขว่า ไม่มีบุคลากร ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะไปทําประชาสัมพันธ์ด้วยตัวเองได้ก็ไปจ้างข้างนอก แล้วในทางกลับกันก็คือไม่มีแนวความคิดที่จะพัฒนาคนที่จะทํางานทางด้าน การประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานของตัวเองขึ้นมา เพื่ออย่างน้อยที่สุดรู้ว่าองค์กรของตัวเอง ต้องการสื่อสารอะไรที่ชัดเจน และสามารถที่จะประหยัดงบประมาณได้มากกว่า การไปจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ข้างนอก แต่หน่วยงานเหล่านี้กลับไม่คิด
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนต่อมาที่อยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือ การตั้งงบประชาสัมพันธ์มักจะไม่ค่อยมีรายละเอียด หรือว่ามีรายละเอียดที่ไม่สอดคล้อง กับความเปึนจริง อย่างเช่น ตัวเลขการจัดพิมพ์เอกสาร หรือหนังสือที่พิมพ์เปึนรายปักษ์ รายเดือน หรือราย ๖ เดือน อะไรก็แล้วแต่ พิมพ์จํานวน ๑๐ เล่ม ก็ราคา ๕๐๐ บาท พิมพ์ ๑๐๐ เล่ม ก็ ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ เล่ม ก็ ๕๐๐ บาท ในความเปึนจริงมันไม่ใช่ครับ ยิ่งพิมพ์จํานวนมากตัวเลขต่อหน่วยนี้มันก็ต้องถูกลง แต่ว่าเมื่อมาของบประมาณ ขอตัวเลขเต็ม ๆ แบบนี้ทั้งสิ้น ต้องกลับไปทบทวนนะครับ
สุดท้ายก็คือทุกหน่วยงานนี้ขาดการประเมินผล ไม่รู้ว่าการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ออกไปแล้วได้ผลอย่างที่ตัวเองต้องการหรือไม่ อาจจะเปึนเพราะเริ่มต้น ตั้งแต่ตอนแรกว่าไม่มียุทธศาสตร์ในการประชาสัมพันธ์ ไม่รู้จะบอกอะไรกับประชาชน ไม่รู้จะแจ้งอะไรให้กับสังคม ก็เลยไม่รู้จะประเมินผลอะไร ประเมินผลเพียงแค่ว่าได้สื่อสาร ไปแล้ว ได้มีการจัดซื้อ จัดจ้างไปแล้ว จบ แค่นั้นไม่พอครับ
สุดท้ายที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือว่างานประชาสัมพันธ์นี้เปึนความจําเปึนครับ แล้วก็ไม่อยากให้หน่วยงานต่าง ๆ นี้คิดว่าเปึนงบที่มีความฟุ์มเฟ๋อย ทุกหน่วยงาน ทุกกรม ทุกกระทรวง ได้รับเงินภาษีอากรของประชาชนไปแล้วจะต้องรายงาน กับประชาชนให้ประชาชนทราบว่าเขาได้ใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินนี้ไปอย่างไรบ้าง มีเนื้อหาสาระอะไรในหน่วยงานของตัวเองที่ประชาชนควรรู้ ประชาชนต้องรู้ เขาต้องใช้ การประชาสัมพันธ์เพื่อบอกกล่าวกับประชาชน ถ้าไม่ทําเช่นนี้แล้วนี่ครับ งบประมาณป้ละ กี่ล้านล้านบาท ประชาชนก็ไม่มีโอกาสรับรู้ แล้วพวกเราก็มีโอกาสมาพูดกันเพียงป้ละ ๑ ครั้งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ประชาชนซึ่งอยู่วงนอกไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบในเรื่องนี้ จึงขอฝากคณะกรรมาธิการ ขอฝากรัฐบาลไปในโอกาสนี้ด้วย กราบขอบพระคุณครับ