เจิมมาศ จึงเลิศศิริ หารือเรื่องการจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี 2553 โดยกล่าวถึงปัญหาการกระจุกตัว การซ้อน การซ่อน หรือการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านสภา ซึ่งจะทำให้ประหยัดเงินได้หลายแสนล้านบาท นอกจากนี้ยังหารือเรื่องหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน และเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมและตรวจสอบการใช้งบประมาณให้ถูกต้อง เพื่อประหยัดเงินได้ 340,000 ล้านบาท และนำไปใช้ประโยชน์ในโครงการอื่น ๆ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว เป็นต้น
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันขอพูดในมาตรา ๓ ยอดรวมนะคะ เปึนการจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ ซึ่งดิฉันคิดว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ลงไป ตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ นั้น ยังมีปัญหาของการกระจุกตัวของงบประมาณ การซ้ําซ้อนของงบประมาณ และการซ่อนงบ หรือว่าการเปลี่ยนแปลงงบประมาณหลังจาก ที่ได้ผ่านสภาไปแล้ว โดยการเปลี่ยนแปลงจากแผนงานเดิม เหล่านี้เปึนปัญหาที่ควรจะ มีการแก้ไขจากรัฐบาล ซึ่งจะทําให้งบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้นสามารถที่จะ ประหยัดงบประมาณได้อีกหลายแสนล้านบาท ดิฉันขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับความซ้ําซ้อน และการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ๒ ปัญหาหลักใหญ่ ๆ นะคะ การซ้ําซ้อนของ งบประมาณนั้นเกี่ยวกับภารกิจหลักและภารกิจรองของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งหลาย ๆ กระทรวง ทบวง กรมนั้นอาจจะลืมภารกิจหลักของตนเองไป แล้วก็ไปมุ่งเน้น ทําในภารกิจรองซึ่งทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุนะคะ
ตัวอย่างหน่วยงานหนึ่งก็คือ ก.พ.ร. ก.พ.ร. ก็คือ สํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ บทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของ ก.พ.ร. ก็มีหน้าที่ที่จะต้องจัด ระบบงานราชการให้มีประสิทธิภาพคุ้มค่า ลดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ลด ยุบ เลิก หน่วยงานที่ไม่จําเปึน กระจายภารกิจ กระจายทรัพยากร กระจายอํานาจ เพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน มีการตรวจสอบ การประเมินผลการปฏิบัติงานตามความเหมาะสมของแต่ละภารกิจ แต่ดิฉันคิดว่า ก.พ.ร. นั้นคงตรวจสอบหรือว่าประเมินผลหน่วยงานต่าง ๆ มากเกินไปจนสับสนในหน้าที่ ของตนเอง ขณะนี้ ก.พ.ร. นั้นแทนที่จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบหรือว่าประเมินผล หน่วยงานต่าง ๆ ให้ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่านะคะ แต่ตัว ก.พ.ร. เองไปแย่งงาน ของหน่วยงานอื่นค่ะ การทําบัตรประชาชนเปึนตัวอย่างที่เห็นได้ชัด การทําบัตรประชาชน เปึนหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ก.พ.ร. เองนั้นมีหน้าที่ที่จะไปจัดระบบโครงสร้าง ในการทํางานให้มีประสิทธิภาพ แต่ ก.พ.ร. เองได้ลงมือไปช่วยทําบัตรประชาชนเอง โดยมีการออกรถโมบาย (Mobile) ไปให้บริการประชาชนตามสถานที่ต่าง ๆ อันนี้เปึน ตัวอย่างความซ้ําซ้อนที่เห็นได้ชัด
อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ ก็คือภารกิจในการปราบปรามน้ํามันเถื่อนค่ะ ท่านประธานทราบไหมคะว่าหน่วยงานที่มีภารกิจในการปราบปรามน้ํามันเถื่อนในขณะนี้ ที่ทําอยู่ซ้ําซ้อนกันถึง ๖ หน่วยงานด้วยกัน ไม่ว่าจะเปึนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต ทหารเรือ กรมพัฒนาธุรกิจและกรมธุรกิจพลังงาน ทําไมจะต้องมีการทํางานแบบซ้ําซ้อนเหล่านี้นะคะ
อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ ก็คือกรมสุขภาพจิตค่ะ ภารกิจหลักก็คือดูแลผู้ป์วย ที่มีอาการป์วยทางจิต ทั่วประเทศขณะนี้มีประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ รายด้วยกัน และกรมสุขภาพจิตเองนั้นก็ยังขาดแคลนงบประมาณ ขาดแคลนในเรื่องของบุคลากร ทางการแพทย์และพยาบาล เตียงคนไข้เหล่านี้ แต่ว่ากรมสุขภาพจิตเองกลับไปสร้าง กิจกรรมเสริมโดยให้มีหน่วยอาสาการมีส่วนร่วมเฝัาระวัง ซึ่งทําให้งบประมาณมาก เกินความจําเปึนนะคะ แล้วก็การที่มีหน่วยอาสาเหล่านี้เพิ่มขึ้นมานั้นก็ไม่ทําให้จํานวน ผู้ป์วยทางจิตลดลงไปได้เลย ทําเพื่ออะไรคะ ในเมื่อภารกิจหลักของท่านเองท่านก็ยังทํา ไม่ได้ทั่วถึงเลยนะคะ
ตัวอย่างที่ ๔ ก็คือโครงการเศรษฐกิจพอเพียง หน่วยงานที่ทําโครงการ ซ้ําซ้อนก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาพัฒน์และกองทัพไทย
ทั้ง ๓-๔ ตัวอย่างเหล่านี้เปึนตัวอย่างที่ทําให้เราเห็นได้ชัดว่าถ้าเราสามารถ ที่จะบูรณาการการทํางานเข้าด้วยกัน มีการวางแผนงานที่ดี ก็ไม่จําเปึนจะต้องให้เกิด การใช้งบประมาณซ้ําซ้อนเหล่านี้ ไม่ใช่ว่ามองข้ามหน้าที่หลักของตัวเองไป แล้วก็ไปทําภารกิจ ที่เปึนภารกิจรองที่ไปซ้ําซ้อนกับภารกิจหลักของหน่วยงานอื่น เหมือนกับว่ารู้งานทุกเรื่อง ที่ไม่ใช่งานในหน้าที่ของตัวเองนะคะ อันนี้เปึนเรื่องหลักเรื่องแรกที่ดิฉันขอพูดถึง ความซ้ําซ้อนในการใช้จ่ายงบประมาณ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณจากแผนงานเดิม อันนี้ก็เปึนปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่งนะคะ หลังจากที่งบประมาณได้ผ่านสภาไปแล้ว ข้าราชการสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่คณะกรรมาธิการงบประมาณ อุตส่าห์ทํางานอย่างหนักมาช่วงเวลา ๒ เดือน แต่ว่าพอผ่านสภาไปแล้วนั้นทําไมเขาไปทํา การเปลี่ยนแปลงงบประมาณได้ จากงบลงทุนกลายเปึนงบรายจ่ายอื่น หรือว่าจากงบดําเนินการนั้นเอาไปซื้อรถยนต์ เอาไปต่างประเทศนะคะ เมื่อตอนแรกนั้นท่านกรรมาธิการท่านหนึ่ง คือท่านจุติ ไกรฤกษ์ ท่านได้อภิปรายไว้ ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อรถยนต์ของหน่วยงานราชการ ดิฉันฟังแล้วก็ตกใจ เพราะท่านบอกว่าถ้ารวมหน่วยงานทุกหน่วยในประเทศแล้วมีรถยนต์ ของราชการประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คัน แล้วภาระที่จะต้องใช้งบประมาณสําหรับรถยนต์ เหล่านี้จะต้องใช้อีกเท่าไร ดิฉันยกตัวอย่างแค่กรมชลประทานกรมเดียวค่ะ สถิติตัวเลข ของกรมชลประทานที่มีรถยนต์อยู่ในขณะนี้ รถยนต์ทุกประเภททั้งเกี่ยวกับเครื่องจักร เกี่ยวกับใช้ในงานก่อสร้าง หรือว่ารถยนต์ที่ใช้ในงานสํานักงาน ทั้งหมดปัจจุบันมีอยู่ ๑๐,๑๐๕ คัน ๑๐,๑๐๕ คันนี้ เอาตัวเลขกลม ๆ สัก ๑๐,๐๐๐ คัน ๑๐,๐๐๐ คันนี้ ถ้าเราจะต้องมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยจะต้องมีค่าเมนเทินเนินซ์ (Maintenance) หรือว่าค่าบํารุงรักษาค่าสึกหรอ ค่าภาษีรถ ค่าต่อทะเบียนรถ ค่าจ้างคนขับ ค่าน้ํามัน ตีเสียว่า ๑๐,๐๐๐ คัน ต่อคันต่อป้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท ป้หนึ่งจะต้องมีงบประมาณ ๔๐ ล้านบาท ที่จะต้องมาใช้จ่ายกับรถยนต์ที่มีอยู่ในขณะนี้ แล้วก็เวลาซ่อนงบ ก็ไม่ได้เขียนมาว่าจะซื้อรถยนต์ แต่ว่าเวลางบผ่านสภาไปแล้วท่านก็ไปซื้อได้ ตรงนี้อยากจะให้รัฐบาลกํากับดูแลให้ทั่วถึงมากกว่านี้ แล้วก็ถ้าสมมุติว่าเราประหยัด งบประมาณลงป้ละเพียงร้อยละ ๕ เท่านั้น ภายในเวลา ๔ ป้ เราก็สามารถที่จะประหยัด งบประมาณลงได้ถึงร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๒๐ ถ้าคิดจากงบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาทนี้ ก็ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราสามารถประหยัด งบประมาณโดยการที่ไม่ใช้แบบซ้ําซ้อนหรือใช้แบบฟุ์มเฟ๋อย แล้วสามารถที่จะมาใช้ ประโยชน์ในโครงการอื่น ๆ ที่น่าจะเปึนประโยชน์ อย่างเช่น เราเน้นด้านการศึกษา สร้างโรงเรียนให้กับนักเรียนทั่วประเทศนะคะ ขณะนี้โรงเรียนในทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่ง งบประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เราก็ยกตัวอย่างว่าแบ่งให้โรงเรียน ละแค่ ๑๐ ล้านบาท พอสร้างอาคารได้ ๑ หลัง แถมส้วมได้ด้วยนะคะ สามารถที่จะสร้าง โรงเรียนขนาดอาคารเรียน ๑๐ ล้านบาท ให้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศได้เลย หรือไม่เราก็ นําเงินส่วนนี้มาสนับสนุนทุน กยศ. หรือทุนกู้ยืมให้กับนักเรียนที่สนับสนุนทางด้าน การศึกษาได้มากขึ้น หรือว่าเราจะมาสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว
ดิฉันขอพูดถึงภาคใต้นะคะ ภาคใต้นั้นงบประมาณถูกละเลยมา ๗–๘ ป้ มาแล้ว ถ้างบประมาณเหล่านี้เราลงไปทุ่มให้กับภาคใต้ ซึ่งมีความจําเปึนค่ะ ด้านความมั่นคง เบี้ยเลี้ยงหรือค่ายานพาหนะเจ้าหน้าที่ก็มาจากต่างจังหวัด หรือว่าไม่ใช่คนภาคใต้ โดยเฉพาะ ก็จะสามารถทําให้การท่องเที่ยวของเรานั้นดีขึ้น ประเทศอินโดนีเซียนั้น เขามีดัชนีความเชื่อมั่นมากกว่าของประเทศไทย แต่ว่าเขาก็มีความเสี่ยงในด้านของ สงครามและศาสนา ทําให้คนไม่ค่อยอยากจะไปเที่ยวอินโดนีเซีย ถ้าเราทําให้ภาคใต้สงบได้ เงินงบประมาณที่เราเพิ่มลงไปให้กับภาคใต้นั้น เราจะได้กลับคืนมาจากการท่องเที่ยว อีกหลายแสนล้านบาท
อันนี้สุดท้ายดิฉันขออัญเชิญพระราชดํารัสของในหลวงท่าน ซึ่งคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้เข้าเฝัาเพื่อถวายสิทธิบัตรฝนหลวงไว้เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคมนี้ ท่านได้ตรัสไว้ว่า เมื่อระยะเวลาที่ผ่านมาบ้านเมืองของเรากําลังล่มจม เพราะต่างคนต่างทํา ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าจะทําอะไร แต่ถ้าทุกคน ร่วมมือกัน มีความรู้ มีความตั้งใจดี สามารถที่จะสร้างบ้านเมืองให้เจริญได้ ขอบคุณท่านประธานค่ะ