สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

สถาพร มณีรัตน์ แนะนำการปรับลดลง 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะเรื่องผลไม้ เนื่องจากยุทธศาสตร์ผลไม้ในปีนี้ล้มเหลว และไม่มีการบริหารจัดการการตลาดอย่างเหมาะสม ทำให้ราคาลําไยตกต่ำ และขอปรับลดลง 3 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

นายสถาพร มณีรัตน์ ลําพูน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาต ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการปรับลดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลง ๓ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเปึนการปรับลดเล็กน้อย จากวงเงินงบประมาณประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมี ๒-๓ ประเด็น ที่จะประกอบเหตุผล ในการปรับลดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นยุทธศาสตร์ของผลไม้ ป้นี้ยุทธศาสตร์ของผลไม้ ล้มเหลว ท่านประธานครับ ป้ที่แล้วนั้นเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรภาคเหนือ เรื่องของ ลําไย ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดถึง ผมเองจําเปึนจะต้องตอกย้ํา เพราะเกษตรกร เหล่านี้นั้นป้หนึ่งผลไม้ลําไยมูลค่าถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทํากันจริง ๆ ทั้งแปรรูป ทั้งยกระดับขึ้นมานั้นจะมีวงเงินหมุนเวียนอยู่ในภาคเหนือประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ป้นี้ครับปรากฏว่าลําไยร่วงสด ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ วัน สต็อป เซอร์วิส คือไม่มีกระทรวงอื่นมาเกี่ยวข้องเลยครับ มีแต่กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์กระทรวงเดียว เพราะฉะนั้นทําให้การบริหารจัดการการตลาดก็ไม่มีครับ ปกติเราใช้กระทรวงพาณิชย์เปึนมิสเตอร์ลําไย พาเกษตรกรไปจับมือกับพ่อค้า ในต่างประเทศ โดยหลักก็คือประเทศจีน ป้นี้ไม่มีเลยครับ เมื่อกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ทํางานไม่เข้าเปัา ราคาลําไยก็ตกต่ํา แม้กระทั่งวันนี้ราคาลําไยอบแห้งซึ่งก็ ถือว่าเปึนความหวังของเกษตรกรก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น ก็ยังถือว่ายุทธศาสตร์ด้านผลไม้ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นยังจะต้องศึกษาอีกเยอะครับ ลําพังการใช้กลไกของ รัฐบาล กลไกส่วนราชการโดยไม่ร่วมมือกับภาคเอกชนนั้นเปึนไปไม่ได้เลยครับ เกษตรกร ก็มีเพียงแต่ว่าจะยากจน แล้วสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่เปึนสิ่งที่เจ็บปวด สําหรับพวกเราในฐานะลูกหลานเกษตรกร

ประเด็นที่ ๒ เรื่องแหล่งน้ํา ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับ ป้ ๒๕๕๓ ผมเอาคอเปึนประกันเลยว่าจะเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงกับพื้นที่เกษตรกร แต่ดูงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วนั้นไม่มียุทธศาสตร์เชิงรุกในเรื่อง แหล่งน้ํา ลําพังก็มีแต่จะสร้างเขื่อนก็สร้างไม่ได้ พี่น้อง เอ็นจีโอ (NGO) พี่น้องที่มี ผลกระทบก็คัดค้าน เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์น้ําที่เราจําเปึนที่จะต้องมานั่งถกนั่งเถียงกัน นั้นต้องใช้ยุทธศาสตร์ใหม่หมดครับ เพราะลําพังเราจะสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ยกตัวอย่าง เช่น เขื่อนแก่งเสือเต้น พี่น้องปลายน้ําก็อยากจะให้สร้างเหลือเกิน จังหวัดสุโขทัย จังหวัด ลําปางแต่พี่น้องเมืองแพร่ก็ไม่อยากให้สร้าง เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์น้ําถ้าเราบริหารจัดการลงแค่นี้นั้นไม่ประสบความสําเร็จครับ ท่านประธานครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการพัฒนาเรื่องแหล่งน้ําคือ สผ. ครับ คณะกรรมการเขาเรียกว่า อีไอเอ (EIA) นั่นละครับ คณะกรรมการผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการของรัฐขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น โครงการแม่งัด ชลประทานทางท่อผ่านมายัง เขื่อนแม่กวง ซึ่งวันนี้การพิจารณาออกแบบเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่ามีการยื่น สผ. ครับ หรือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินี้ละครับซึ่งมีนักวิชาการดอกเตอร์เยอะเหลือเกิน ครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผมก็เห็นใจนะครับ มีการตั้งงบประมาณส่งไป พอเปลี่ยนรัฐมนตรีก็เปลี่ยนกรรมการ สผ. ก็ขอเล่มใหม่อีก ผมจึงนําเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าทําอย่างไรที่เราจะยกเว้นโครงการของรัฐขนาดใหญ่ที่พี่น้อง เกษตรกรมีความหวัง รอมา ๔-๕ ป้แล้ว จะให้ยกเว้นเปึนกรณีพิเศษ เพราะผลกระทบ สิ่งแวดล้อมนั้น ผมเชื่อมั่นในวิศวกรของกรมชลประทาน เชื่อมั่นในเรื่องของการออกแบบ เชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านได้วิจัยมาหมดแล้ว แต่คณะกรรมาการ สผ. นี้ ต้องเรียกเล่ม ๑ เล่ม ๒ เล่ม ๓ มาพิจารณา โครงการก็ล่าช้า ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเหล็กกิโลกรัมละ ๒๐ บาทเปึนกิโลกรัมละ ๕๐ บาทงบประมาณที่จัดเตรียมไว้ก็ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เปึนการ เสียโอกาส พี่น้องเกษตรกรที่จะเข้าหาแหล่งน้ํา ท่านประธานที่เคารพ ส่วนหนึ่งผมจําเปึน ที่จะต้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เชิงรุก ตลาดชุมชนครับ หรือเรียกว่า ตลาดกลาง เพื่อการเกษตร ตรงนี้จะทําให้กระตุ้นผู้ประกอบการโดยตรงพบกับผู้ประกอบธุรกิจโดยตรง เขาเรียกว่า ตลาดกลาง ซึ่งทางภาคเหนือเขาเรียก ตลาดนัด ตรงนี้ละครับ กระทรวง เกษตรกรและสหกรณ์จะต้องหางบประมาณเข้ามาจัดการบริหารเรื่องระบบการตลาดของ เกษตรกร สิ่งที่น่าเปึนห่วงอีกเรื่องหนึ่งที่จําเปึนจะต้องปรับลดงบประมาณของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ลง ๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็คือเรื่องของระบบการประกันราคา วันนี้ท่านขึ้น ทะเบียนเกษตรกรเรื่องข้าวโพดครับที่จะออกอีกไม่กี่วันนี้ละครับ วันนี้ยังสับสนอยู่เลยว่า เกษตรกรจะขึ้นทะเบียนจะต้องมีการปลูกข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการ ลองไปสํารวจสิว่าพี่น้องเกษตรกรเราที่ปลูกข้าวโพดนั้นมีเอกสาร สิทธิหรือไม่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสานส่วนใหญ่ เขาจะปลูกตั้งแต่ เนินเชิงเขา เชิงเขาครับ เราจะเอาเกษตรกรที่ไหนมีเอกสารสิทธิ มันเปึนที่ป์าสงวนทั้งนั้น ละครับ แต่เขาทําประกอบอาชีพมาเปึน ๒๐-๓๐ ป้ แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ให้ขึ้นทะเบียนจะต้องมีโฉนด จะต้องมีเอกสารสิทธิไปประกอบ มิฉะนั้นไม่รับจดทะเบียนให้ วันนี้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ไม่ว่าจังหวัดพะเยา ไม่ว่าจังหวัดเชียงราย ไม่ว่าจังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่ว่าจังหวัดลําพูน และภาคเหนืออื่น ๆ ทั้งหมด ตกใจครับ ตกใจกับมาตรการ เพราะป้ที่แล้วนั้นรัฐบาลจํานํา ๘.๕๐ บาท เพียงแต่ ความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งขาย ข้าวโพด นายกรัฐมนตรีไม่ให้ขาย ข้าวโพดก็ออกไม่ได้ โกดังก็เต็มไปหมด ก็ไม่มีโกดังที่จะ เก็บ ตอนนี้จะเร่งระบาย จะเร่งระบายก็ยังไม่มีทิศทางว่าจะขายอย่างไร ก็มีแต่ประกาศ ในหนังสือพิมพ์ ในสื่อมวลชนว่าจะมีการประมูลข้าวโพดกี่ตัน ๆ อย่างนี้ก็ต้องเสร็จตัว ซี อีกละครับ บริษัทที่มีตัว ซี นั่นละครับเข้ามากดราคา แล้วก็รัฐบาลเหมือนสมรู้ร่วมคิดกัน ครับ ตรงนี้ละครับ ผมเปึนห่วงจริง ๆ กับมาตรการการประกันราคา ซึ่งกลไกของรัฐและ กลไกของภาคเกษตรกรยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นการประกันราคานี้จะทําให้เกษตรกร ยากจนอีก พ่อค้าคนกลางสมมุติว่าท่านประกันราคาข้าวโพดอีก ๗.๕๐ บาท พ่อค้ามัน มาซื้อ ๕ บาท ต้นทุนมันก็ ๗ บาทแล้ว แล้วชาวบ้านจะต้องมาเอาเงินจากรัฐบาลอีก ๒.๕๐ บาท ตรงนี้ละครับ แล้วเมื่อไรจะได้ ๒.๕๐ บาท ใครจะเปึนคนเอาหลักประกันให้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้อภิปรายมาด้วยเวลาอันจํากัดเหล่านี้ ผมจึง ขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าขอปรับลดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ