สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

พฤฒิชัย ดํารงรัตน์ ชี้แจงเรื่องที่ดินของกรมธนารักษ์ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการบริหารงบประมาณของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และเร่งรัดในการเบิกจ่ายเงินให้ประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแจกจ่ายที่ดินราชพัสดุให้กับเกษตรกรและผู้ว่างเว้นงาน และการปราบปรามการลักลอบนำเข้าภาษีน้ำมัน บุหรี่ และสุรา โดยมีเจตนารมณ์ที่จะควบคุมการบริโภคเหล่านี้ให้เหมาะสม

นายพฤฒิชัย ดํารงรัตน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายแพทย์พฤฒิชัย ดํารงรัตน์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนชี้แจงเรื่องของที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็คงจะพูดใน ๓ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ

ประเด็นแรก คือเรื่องของที่ดินของกรมธนารักษ์

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการเร่งรัดการเบิกจ่ายทั้งป้ ๒๕๕๒ ที่กําลังทํา อยู่แล้วในป้ ๒๕๕๓

ประเด็นสุดท้าย คงจะเปึนเรื่องของสถิติการจับกุมบุหรี่ แล้วก็เหล้าต่าง ๆ ตามที่มีท่านสมาชิกได้พูดมา

กราบเรียนว่าใน ๓ ประเด็น สําหรับกรมธนารักษ์นี้ จริง ๆ งบประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท กราบเรียนกับท่านสมาชิกว่าเปึนงบประมาณซึ่งไปชําระค่าเช่า ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช ประมาณ ๒,๓๐๐ ล้านบาท งบประมาณจริง ๆ ของกรมธนารักษ์ประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองนะครับ ไม่ได้ถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท

สําหรับเรื่องที่ดินนั้น ก็กราบเรียนว่าก็มีส่วนเปึนข้อเท็จจริงตามที่ ท่านสมาชิกได้อภิปรายไป แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเราทราบปัญหาดีนะครับว่า แนวเขตที่ดินที่ผ่านมาไม่ชัดเจน บางครั้งการรังวัดต้องใช้เวลาเยอะ ใช้คนมาก แล้วต้อง ประสานงานหลายหน่วยงานซึ่งเปึนเจ้าของที่ กรมธนารักษ์เองทั้งป้เราก็ทํางานกัน อย่างหนัก ในการที่พยายามประสานงานทุกหน่วยงาน เพื่อมาสอบเขตชี้แนวอะไรต่างๆ ซึ่งบางส่วนก็เปึนที่ซ้ําซ้อนกัน ซึ่งต้องมีการเคลียร์ (Clear) กันตามระบบ ระเบียบ บางส่วน ที่เคลียร์ได้เราก็จะพยายามประสานงานให้เพื่อที่จะจัดให้ผลประโยชน์เกิดขึ้นกับผู้เช่าหรือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็สมควรได้รับ

สําหรับโครงการหนึ่ง ซึ่งท่านพูดถึงแล้วก็อยากจะเรียนเพิ่มเติมคือ เรานํา ที่ดินราชพัสดุจาก ๑๒.๕ ล้านไร่นั้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มาจัดแบบให้กับเกษตรกรแล้วก็ ผู้ว่างเว้นจากงานกลับไปภูมิลําเนาเดิมปัจจุบันนี้เราทําไปได้ ๓๕,๐๐๐ ไร่ตั้งแต่ ๖ เดือน ที่ผ่านมาโดยให้เช่าในราคาเริ่มต้นที่ค่อนข้างถูก ๒๐ บาทต่อไร่ ต่อป้ ซึ่งขณะนี้ทําไปแล้ว ๕ จังหวัดมีที่จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกําแพงเพชร จังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ จะไปให้สัญญาเช่าเพิ่มเติมในต้นเดือนหน้าที่จังหวัดปทุมธานีอีก ๗,๙๑๓ ไร่ ซึ่งอันนี้รังวัด ถูกต้อง ชัดเจนนะครับ การประสานงานเรียบร้อยทุกหน่วยงาน ไม่มีการซ้ําซ้อน ไม่มีสิทธิ ซ้ําซ้อน ก็จะมีครอบครัวที่จะได้รับเพิ่มอีก ๑,๑๘๒ ครัวเรือน ที่จังหวัดปทุมธานีโดยจะมี ท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธานในการมอบสัญญาเช่าในครั้งนี้ เรามีความมุ่งหวังว่า ในสิ้นป้นี้ก็จะทําให้ได้ครบ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการเรียกที่คืนแล้ว โดยคณะกรรมการซึ่งตามมติ ครม. เมื่อเดือนที่แล้วก็ได้มอบให้กรมธนารักษ์เปึนแม่งาน ในการที่จะประสานทวงคืนที่ดิน ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้รับความร่วมมือที่ดีจากหลาย หน่วยงานราชการมีที่ดินนํามาคืนทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ แต่ใน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ที่นํามานั้นส่วนหนึ่งก็มีอะไรที่ติดมากับที่ดินด้วย ซึ่งเราจะต้องมานั่งเคลียร์พอสมควร แต่บางส่วนก็สามารถจับได้เลย ซึ่งคิดว่า ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ภายในสิ้นป้นี้น่าจะเปึนจริงได้ ก็กราบเรียนว่าเรื่องที่ดินไม่ได้นิ่งนอนนะครับ เพราะว่าตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีกรณ์ ที่ให้ไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในกระทรวงคือการสร้างมูลค่าเพิ่มกับทรัพย์สินของรัฐให้มาก ที่สุดเท่าที่จะทําได้

สําหรับโครงการที่ ๒ ที่อยากจะพูดกับท่านก็คือเรื่องของเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งผมเองก็ดูแลกรมบัญชีกลางอยู่นะครับ ก็กราบเรียนว่าเรามีการประชุมคณะกรรมการ เร่งรัดเบิกจ่าย โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์เปึนประธานทุกเดือนมา ๖ เดือน หรือ ๖ ครั้งแล้วนะครับ ก็พยายามเรียกเชิญหน่วยงานทั้งหมดที่ราชการทั้งหมด ๓๐๐ กว่าหน่วยงานมาพูดคุยกันแล้วมาทําอย่างไรจะทําให้เงินค้างท่อต่าง ๆ ออกมาได้เร็ว แล้วก็มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการซึ่งผมเองเปึนประธาน แล้วก็มาลงในรายละเอียดอีก ทีหนึ่ง เราก็จะนําหน่วยงานที่มีผลการทํางานหรือมีงบประมาณเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ ๑๐๐ กว่าหน่วยงานเชิญมาพบปะพูดคุยกันทุกเดือนเหมือนกันเพื่อที่จะจี้แล้วก็พยายาม ติดตาม มีปัญหาติดขัดตรงไหนให้เร่งรัดเบิกจ่าย ก็จะมีทั้งฝ์ายจัดการ ฝ์ายบริหาร ฝ์ายการเงินมาร่วมในการประชุม คณะอนุกรรมการเราก็ทําประชุมมา ๘ ครั้งแล้ว คิดว่า เราก็ทําเต็มที่แล้วก็จะมีงบประมาณที่เร่งรัดเบิกจ่าย สําหรับป้ ๒๕๕๒ ๑.๘ ล้านล้านบาท ปัจจุบันนี้ก็เบิกจ่ายไปทั้งหมด ๘๑.๖๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ได้ คือตามเปัาหมาย ส่วนงบลงทุนซึ่งเปึนงบที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ในป้ ๒๕๕๒ เบิกจ่ายไปแล้วทั้งหมด ๒๔๑,๐๐๐ ล้านบาท คิดเปึนร้อยละทั้งหมด ๖๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงกว่าเปัาหมาย ๖๖ เปอร์เซ็นต์อยู่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ อันนี้ก็เรียนว่า ด้วยความมุ่งมั่น แล้วก็เราพยายามจะแก้ไขปัญหา ซึ่งหลัก ๆ ก็กราบเรียนท่าน พี่น้องประชาชนว่าปัญหาหลัก ๆ เปึนปัญหาพื้น ๆ ซึ่งก็พยายามแก้ไขอยู่ ยกตัวอย่างเช่น บางหน่วยงานที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแก้ไขบ่อย ๆ ทําให้ขั้นตอนการประกวดราคา ล่าช้า

ประเด็นที่ ๒ ที่สําคัญนะครับ ปัจจุบันมีประเด็นใหม่ก็คือประสบปัญหา เรื่องการได้รับการต่อต้านจากมวลชนในบางจุด บางบริเวณอาจจะต้องย้ายทําเลที่ตั้ง ในการทําโครงการต่าง ๆ

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของโครงการที่ผูกพันข้ามป้งบประมาณ ซึ่งเมื่อสักครู่มีท่าน ส.ส. ได้อภิปราย ทางกรมบัญชีกลางเองเราได้ออกจดหมายเวียนว่า ให้รีบจัดซื้อจัดจ้างโดยเร็วไปทุกหน่วยงานเลย แล้วก็ถ้าเกิดไม่ทําก็จะพับงบประมาณนั้น ไปในป้หน้าก็จะไม่ให้ ส่วนงบกลางป้ที่เมื่อสักครู่มีท่าน ส.ส. อภิปรายเรื่องการกระตุ้น เศรษฐกิจนั้นก็มีการเร่งรัดเบิกจ่ายไปได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๘๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็กราบเรียนว่าทั้งหมดเราก็พยายามจะเร่งรัดเบิกจ่าย ซึ่งเราถือว่าเปึนหัวใจในการกระตุ้น เศรษฐกิจที่ทําให้เม็ดเงินของรัฐบาล ของราชการส่งผ่านหน่วยงานราชการไปยัง พี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่

สําหรับในป้ ๒๕๕๓ ก็จะมีเรื่องใหม่อยู่ ๒ เรื่องนะครับที่ได้คุยกัน ในคณะเร่งรัดเบิกจ่าย

เรื่องแรกคือ เราจะบริหารโดยให้ทุกหน่วยงานราชการจัดทําประมาณการ การใช้เงินรายเดือนของแต่ละหน่วยงานมาให้เราดู แล้วเราจะดูเดือนต่อเดือนที่ท่านเสนอ มาว่าจะใช้เท่าไร และตกลงจริง ๆ แล้วเบิกจ่ายไปเท่าไรจะได้เปึนการติดตามเดือน ต่อเดือน ซึ่งอันนี้เปึนเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยทํามาก่อน

เรื่องที่ ๒ คือเราจะมีโครงเรื่องของ พีเอฟเอ็มเอส (PFMS) นอกจากเรื่อง ของจีเอฟเอ็มไอเอส ที่ท่านชื่นชมและชื่นชอบ พีเอฟเอ็มเอสนั้นเปึนระบบใหม่ ซึ่งทาง กระทรวงการคลังนั้นเราได้วางระบบมาเพื่อติดตามบริหารโครงการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

๑. เราจะสามารถรู้ว่างวดงานแต่ละงวดงานนั้นผลการดําเนินการแต่ละ โครงการนั้นเปึนอย่างไร

๒. จะได้มาสอดคล้องกับระบบ จีเอฟเอ็มไอเอส เพื่อที่จะได้มาประเมินกัน และสามารถวางแผนการบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนี่เปึนระบบใหม่ นะครับ ซึ่งกําลังจะเชื่อมต่อกับระบบไทยเข้มแข็ง แล้วก็ตามมาด้วยงบป้ ๒๕๕๓ ซึ่งผม คิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเปึนประโยชน์ในการที่จะเร่งรัดเม็ดเงินต่าง ๆ ให้ลงสู่ พี่น้องประชาชนในระดับรากหญ้าต่อไป

เรื่องสุดท้าย ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของกรมสรรพสามิต ต้องกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วเจตนารมณ์ของการขึ้นภาษีนั้นคงมีหลายเรื่องนะครับ ภาษีซิน แทกซ์ (Sin Tax) ทั้งหมดที่เราขึ้นเรามีความมุ่งหวังอยากจะให้การควบคุมการบริโภคเหล้า บุหรี่ สุรา ในปริมาณที่พอเหมาะ ตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนะครับ ก็กราบเรียนว่า ฝ์ายปราบปรามของกรมสรรพสามิตเราทํางานอย่างหนัก ปราบปรามตั้งแต่ภาคเหนือ เชียงราย แม่ฮ่องสอน หนองคาย อีสาน อุบลราชธานี ช่องเม็กนี้บุหรี่เยอะเยอะมากมาย ตะวันออกที่สระแก้วก็มากเลยนะครับบุหรี่ ภาคกลางก็ที่ระนอง แล้วก็มีที่สงขลา สตูลเรื่อง ของน้ํามัน กราบเรียนว่าผมก็ให้นโยบายไป เราก็จับกุมได้เพิ่ม หลังจากการขึ้นภาษีเมื่อ วันที่ ๗ พฤษภาคม เดือนพฤษภาคมจับกุมได้เพิ่มขึ้นประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเดือน มิถุนายนยอดคดีต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น ๙๒ เปอร์เซ็นต์ จากก่อนขึ้นภาษี ก็แสดงให้เห็นว่ามีการลักลอบนําเข้ามาเยอะจริงตามที่ ท่าน ส.ส. ได้อภิปราย แต่ว่าทางกรมสรรพสามิตฝ์ายปราบปรามเราก็พยายามจับกุมกัน อย่างเต็มที่ รวมกับกรมศุลกากร ตม. แล้วก็ สตช. ต่าง ๆ ก็กราบเรียนว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ นะครับประเด็นนี้ แล้วก็ที่สําคัญที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องของบุคลากร ทั้งกรมสรรพสามิต ทั้งกรมธนารักษ์ ทั้งกรมบัญชีกลาง บุคลากรถือว่าต้องมาเกลี่ยเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะเราคิดว่าถ้ามีการใช้บุคลากรที่มีประสิทธิภาพหรือเพิ่มจํานวนแล้วก็สามารถจะ ทํางานได้มากกว่านี้ สรรพสามิตในแต่ละจังหวัด กรมบัญชีกลางแต่ละจังหวัดมีไม่กี่คนเอง นะครับ แต่ว่าภารกิจมากมาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่เราก็พยายามจะมุ่งมั่นแล้วก็ตั้งใจทําให้ เกิดผลงานสูงสุดในเวลาที่สั้นที่สุดด้วยความบริสุทธิ์ใจและความซื่อสัตย์สุจริต ต้องกราบ ชี้แจงแค่นี้ละครับ ขอบคุณครับ