อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายเหตุผลเรื่องการไปเยือนฟิลิปปินส์ของตน และมอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพตอบแทน พร้อมอธิบายว่า ตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการรักษาราชการแทน และอธิบายถึงการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน และการแก้ไขปัญหาคดีความ โดยอ้างถึงหลักการบริหารของตนเองที่ไม่แทรกแซงในการดำเนินคดี และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก่อนที่จะตอบคําถามท่านสมาชิกนะครับ ขออนุญาตทําความเข้าใจนิดหนึ่งเพราะว่าท่านปรารภเอาไว้มากว่า ถ้าผมไม่ตอบก็จะไม่ถาม ที่จริงท่านน่าจะทราบนะครับว่า ตั้งแต่ผมมาเปึนนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ติดราชการ ต่างประเทศ ผมมาตอบทุกครั้ง แตกต่างจากป้ที่แล้วค่อนข้างมาก ผมมาตอบทุกครั้ง แล้วก็ยืนยันว่าจะให้ความสําคัญกับการตั้งกระทู้ถาม โดยเฉพาะกระทู้ถามสดของเพื่อน สมาชิก บังเอิญว่าสัปดาห์ที่แล้วท่านประธานนัดวันศุกร์ คือปกติเราจะตอบกระทู้สด วันพฤหัสบดี ผมไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการประชุมสภาวันศุกร์ ผมก็ได้กําหนดเดินทางไป เยือนฟ่ลิปป่นส์อย่างเปึนทางการก็จึงไม่ได้มา เมื่อผมมาวันนี้ผมก็ต้องตอบครับ แต่ปกติ แล้วผู้ที่จะทราบว่าตอบหรือไม่ตอบก็คือท่านประธานจะทราบนะครับ เพราะถ้าผมไม่ตอบ ผมจะต้องทําหนังสือมอบให้ผู้อื่นตอบ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลนะครับ เพียงแต่ว่า ที่มีชื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพร่วมตอบ เพราะว่าการบริหารงานในเรื่องของตํารวจ ผมได้มีคําสั่งมอบหมายท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพไปในส่วนที่มอบหมายได้ แต่ก็มี บางส่วนที่เราทราบดีว่าเปึนอํานาจที่ไม่สามารถมอบหมายได้ ผมก็ต้องรับผิดชอบ อันนี้ ง่าย ๆ อย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีข้อเท็จจริงบางอย่างซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพจําเปึนจะต้องชี้แจงก็เปึนเพราะว่าเปึนเรื่องที่เปึนงานที่ผมได้มอบหมายไปแล้ว
กรณีที่ท่านสมาชิกถามความจริงข้อแรกท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ จะต้องเปึนคนตอบ เพราะว่าเปึนเรื่องข้อเท็จจริงว่าเคยลาไปราชการต่างประเทศกี่ครั้ง เท่าที่ผมทราบ เดินทางไปจีนเปึนครั้งแรก ก่อนหน้านี้ไม่มีนะครับ ถ้ามี ท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพอาจจะทราบดีกว่าผม แต่ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ เมื่อท่าน เปึนนักกฎหมายท่านก็ต้องทราบว่าพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีบทบัญญัติในเรื่องของการรักษาราชการแทนเอาไว้ชัดเจนในมาตรา ๗๒ ซึ่งท่านก็บอก ว่าท่านจบปริญญาเอก ก็ไม่ได้ซับซ้อนนะครับ มาตรา ๗๒ วรรคแรกก็บอกว่า ในกรณีที่ ตําแหน่งข้าราชการตํารวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ว่างลงหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาต่อไปนี้สั่งให้ ข้าราชการตํารวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตําแหน่งได้ (๑) นายกรัฐมนตรี สําหรับตําแหน่งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ประเด็นก็อยู่ที่ว่า การจะมีการตั้งบุคคล รักษาราชการแทนหรือไม่ก็จะอยู่ที่ถ้อยคําในวรรคนี้ที่บอกว่า ผู้ดํารงตําแหน่งใด ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ซึ่งก็เปึนที่เข้าใจว่า ยกตัวอย่างเช่น การเดินทางไป ต่างประเทศ ในขณะที่การทํางานในสํานักงานหรือในคณะกรรมการต่าง ๆ จําเปึนจะต้อง เดินต่อ บุคคลนั้นไม่สามารถมาทํางานได้ ก็จะมีคําสั่งให้รักษาราชการแทน ก็ทํามาเช่นนี้ แต่ว่าไม่ได้จํากัดเฉพาะเดินทางต่างประเทศ ถ้าผู้ที่ดูแลเจ้าตัวเห็นว่าการไปปฏิบัติ ภารกิจใดมันส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการโดยทั่วไป ก็จะมีการแต่งตั้งให้มีการรักษา ราชการแทน ซึ่งกรณีนี้ก็เปึนอํานาจของผมในฐานะนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗๒ (๑)
คําถามถัดมาก็มีว่าการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนนั้นจะต้องแต่งตั้งบุคคล ที่มีอาวุโสสูงสุดตามที่เรียงลําดับไว้หรือไม่ วรรคสองก็ตอบชัดเจนนะครับว่าในกรณีที่ไม่มี การแต่งตั้งให้ข้าราชการตํารวจผู้ใดรักษาราชการแทน และมีผู้ดํารงตําแหน่งรองของ ตําแหน่งนั้น ให้ผู้ดํารงตําแหน่งรองเปึนผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีหลายคนผมไม่ต้องอ่าน ทั้งหมด ก็ให้เรียงลําดับตามอาวุโส สรุปก็คือกฎหมายบอกว่าถ้าแต่งตั้งก็เปึนไปตาม อํานาจในการแต่งตั้ง ถ้าไม่มีการแต่งตั้งก็เรียงตามลําดับอาวุโส ถามว่าถ้าต้องแต่งตั้งคน อาวุโสสูงสุด กฎหมายก็คงไม่เขียนอย่างนี้นะครับ เพราะว่าถ้าไม่แต่งตั้งก็เปึนไป ตามลําดับอาวุโสอยู่แล้ว ก็แสดงว่าการให้อํานาจไว้แต่งตั้งสามารถพิจารณาแต่งตั้ง โดยไม่จําเปึนจะต้องเรียงลําดับตามอาวุโส เพราะฉะนั้นการใช้อํานาจของผมก็เปึนไปตาม กฎหมายทุกประการ ไม่ได้ขัดหลักนิติรัฐ ไม่ได้ขัดหลักนิติธรรมนะครับ และเหตุผลที่ผมได้ ให้ในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมได้เชิญท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมาพบจริงครับ ไม่บ้าอํานาจ ไม่ลุแก่อํานาจหรอกครับ ที่จริงแล้วตลอดระยะเวลา ๘ เดือน เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคดีความ ต่าง ๆ ผมบอกมาตลอดครับ แล้วก็ยืนยันตรงนี้ผมไม่แทรกแซง ที่ผมไม่ตอบท่านเรื่องคดี ท่านรัฐมนตรีกษิตไม่ให้ความเห็นก็เพราะว่าเดี๋ยวจะหาว่าเปึนเรื่องชี้นําหรือไม่ในเรื่องของ คดีความ ผมมีประเด็นเดียวเท่านั้นเองว่าผมเปึนผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาล หน้าที่สําคัญ คือการรักษากฎหมาย เมื่อใดก็ตามที่การบังคับใช้กฎหมาย การดําเนินคดีความต่าง ๆ โดยเฉพาะคดีที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบ้านเมืองหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ของประเทศชาติ แล้วมันมีปัญหา ผมก็มีความรับผิดชอบในการแก้ไข ไม่ใช่เฉพาะคดีของ คุณสนธิละครับ มีอีกหลายคดีครับ เกี่ยวกับภาคใต้บ้าง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศบ้าง ผมก็ต้องติดตาม แต่ผมไม่ได้ไปให้เขาเอาสํานวนหรืออะไรมาดูครับ ผมเพียงแต่สอบถามคนทํางานว่ามันมีปัญหาอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปปรากฏ ข่าวสารต่อสาธารณะว่าคนทํางานเขามีปัญหา ผมก็ใช้หลักการบริหารง่าย ๆ อย่างนี้ครับ และผมคิดว่าเปึนหลักบริหารที่น่าจะถูกต้อง เปึนหลักบริหารที่ดีด้วย ผมก็เชิญมา แล้วก็ พูดคุยก็แลกเปลี่ยนฟังความเห็นจากทุกฝ์าย สุดท้ายทางท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่านก็เสนอว่า เพื่อให้เกิดความสบายใจให้งานต่าง ๆ มันเดินต่อไปได้ เพราะว่าข่าวสาร ต่าง ๆ สับสน ท่านก็บอกว่าท่านก็จะเดินทางไปต่างประเทศ เพราะมีภารกิจอยู่แล้ว ก็เปึน เรื่องที่ไม่มีอะไรซับซ้อน มีเพียงเท่านั้น แล้วก็หลังจากนั้นมาคดีก็เดินต่อ มันก็เปึนไปตาม วัตถุประสงค์ก็คือที่ผมพูดไว้ในวันนั้นนะครับว่า ๑. คดีเดินต่อได้ ๒. ผมให้ความเปึนธรรม ทุกฝ์าย เพราะผมก็บอกว่าไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่บ่งบอกว่าท่านผู้บัญชาการท่านเปึน ปัญหา แต่มันอาจจะเปึนความรู้สึก อาจจะเปึนอะไรก็สุดแล้วแต่ ท่านผู้บัญชาการท่านก็ เสนอว่าถ้าอย่างนั้นท่านก็ออกทางนี้ ผมก็เห็นว่ามันก็สมประโยชน์กันทุกฝ์าย งานของ ตํารวจก็เดินได้ งานของบ้านเมืองก็เดินได้ ผมก็ใช้แนวทางนี้ในการทํา ไม่ได้มีอะไรผิดไป จากกฎหมาย ไม่ได้ผิดจากระเบียบประเพณีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการลุแก่อํานาจ ไม่มีการบ้าอํานาจ เพราะสิ่งที่ผมต้องการให้เห็นเกิดขึ้นก็คือ การบังคับใช้กฎหมายและความเปึนธรรม
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ความจริงท่านก็พาดพิงมานะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้โดยตรง คือบอกว่าผมไปใช้เวลาเรื่องปาฐกถา ตัดริบบิ้น หรืออะไร ผมก็กราบเรียน สั้น ๆ นะครับ ผมทํางานการบริหารสั่งราชการประชุมนี่ ผมกล้ายืนยันว่าไม่น้อยกว่าคนที่ เคยนั่งตรงนี้มาในอดีต แล้วก็หลายเรื่องไม่ได้ประชุมมา ๒ ป้ ๓ ป้ ผมก็ต้องมานั่งทําตอนนี้ ก็ทําครบถ้วนครับ บังเอิญผมมีแรงเยอะหน่อย ผมประชุมเช้า ประชุมบ่าย ผมก็เติมงานไว้ อีก ๔–๕ งาน เพราะผมเห็นว่าการพบปะพี่น้องประชาชน การสื่อสารมีความสําคัญ ก็เท่านั้นเองครับ ต้องขออภัยว่าผมไม่ได้ใช้เวลาไปนั่งกินไวน์ (Wine) หรือไปเล่นกอล์ฟ (Golf) หรือไปนั่งคิดทําธุรกิจหาประโยชน์ให้ตัวเอง ผมก็เอางานเหล่านี้ไปพบปะประชาชน ก็เท่านั้นครับ แต่งานราชการอื่นไม่เสียครับ ก็ขอเรียนตอบคําถามที่ ๑ เพียงเท่านี้ครับ