สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒

ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายแสดงเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการยืนยันพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2552 โดยอ้างว่าไม่จริงและไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และยังวิจารณ์เรื่องการปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยไม่ควรโทษสภาหรือประธานสภา แต่ควรโทษผู้ที่ควบคุมเสียงข้างมากในสภา

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอภิปรายแสดงเหตุแสดงผลต่อกรณีที่รัฐบาลได้ส่งพระราชกําหนดแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๒ มาให้สภาแห่งนี้ให้คํารับรอง เพื่อเปึนการยืนยันที่จะออกพระราชกําหนดนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมไม่สามารถที่จะ ให้ความเห็นชอบเพื่อเปึนการยืนยันพระราชกําหนดฉบับนี้ได้ ผมมีเหตุผลท่านประธานครับ

ประการที่ ๑ เปึนข้อสงสัยที่ตัวกระผมเองมีและสมาชิกหลายท่านไม่ได้ ตั้งประเด็นตรงนี้ไว้ ท่านประธานครับพระราชกําหนดฉบับนี้รัฐบาลดําเนินการตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๖ และมาตรา ๑๘๔ ในวรรคท้ายของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟัง วรรคท้ายวรรคเจ็ดของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณียืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด กระผมขีดเส้นใต้ท่านประธานครับ ยืนยัน การอนุมัติพระราชกําหนดจะต้องกระทําในโอกาสแรกที่มีการประชุมสภานั้น ๆ ท่านประธานครับ ความหมายตรงนี้หมายความว่าอย่างไร นั่นหมายความว่ากรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบส่งไปให้วุฒิสภา วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบนี่คือเรื่องจริงครับ เหตุผลต่าง ๆ นานาที่ท่านอภิปรายไว้ในสภาของวุฒิสภา ท่านไม่ให้ความเห็นชอบท่าน ก็ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาให้สภาผู้แทนราษฎรยืนยัน แต่ท่านทําในโอกาสแรกที่มี การประชุมสภาแห่งนี้หรือไม่ เราประชุมมา ๒ สัปดาห์ ท่านประธานครับ จริงอยู่ เรามีพระราชกฤษฎีกาเป่ดสมัยตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคมเปึนต้นมา สัปดาห์แรกวันที่ ๒-๘ เราไม่ประชุมผมไม่ว่าครับ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุม ไฉนรัฐบาลถึงเพิกเฉยไม่ได้เห็นเรื่องนี้มีความจําเปึนจะต้องปฏิบัติให้เปึนไปตาม รัฐธรรมนูญ ท่านมีเจตนาอะไรหรือเปล่าครับ ท่านประธานครับ ผมก็มีความสงสัยเรื่องนี้ ผมก็มาพลิกดูรัฐธรรมนูญมาตราเดียวกันครับ ในวรรคสาม บรรทัดสุดท้ายท่านประธาน ครับ บรรทัดสุดท้ายของวรรคสามได้เขียนบอกว่า การที่ออกพระราชกําหนดไปแล้ว ให้ถือปฏิบัติได้ นั่นก็คือรัฐบาลสามารถไปขึ้นภาษีน้ํามัน พูดกันตรง ๆ ขณะนี้คือ ๒ บาท ครับ ขึ้นภาษีน้ํามันได้ ๒ บาทและก็จัดเก็บไป มีรายได้ต่อเดือนประมาณเดือนละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับท่านประธานครับ เก็บมาตลอด รัฐธรรมนูญให้อํานาจท่าน ไว้ครับบอกว่า ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เปึนไปในระหว่างที่ใช้พระราชกําหนดนั้น นั่นหมายความว่าอนุญาตให้เก็บได้จนกว่าพระราชกําหนดนั้นจะตกไปหรือไม่ได้รับ ถึงจะต้องหยุด ถ้าได้รับการยืนยันการอนุมัติก็เก็บต่อไป ท่านประธานครับ ความหมาย หมายความว่าอย่างไรครับ ท่านต้องการที่จะถ่วงเวลาเพื่อจะให้ได้เงินมา ๔,๐๐๐ ล้านบาท ต่อเดือนหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจครับ จะเอากันถึงขนาดนั้นเลยหรือท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมเองอยากจะฝากท่านประธาน ให้ฝ์ายกฎหมายของรัฐสภาเราและผู้รู้ ทางกฎหมายช่วยดูหน่อยครับ ไม่เช่นนั้นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนไว้ทําไมครับ ท่านประธานครับ เพราะท่านบอกกับสภาแห่งนี้เองว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องเร่งด่วนจําเปึน รัฐธรรมนูญก็บอกจําเปึนเร่งด่วน ท่านต้องพิจารณาในโอกาสแรก แต่ท่านหาได้กระทําไม่ ผมไม่ทราบเหตุผล ท่านประธานครับ ในเหตุผลกรณีที่ ๒ ผมมาดูเหตุผลท้าย พระราชกําหนดที่ท่านอธิบายให้กับสภาตั้งแต่วาระแรก ผมเข้าใจว่าอธิบายต่อ ท่านสมาชิกวุฒิสภาด้วย ผมสรุปเปึนประเด็นสั้น ๆ ๒ ประเด็นครับ เหตุผลที่ท่านต้องตรา พระราชกําหนดฉบับนี้และขออนุมัติให้สภาเปึนผู้อนุมัตินี่นะครับ เหตุผลความจําเปึน คือเนื่องจากว่ากฎหมายฉบับเดิมใช้บังคับมานานไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน จึงจําเปึนต้องตราพระราชกําหนด กําหนดอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นอีก ๕ บาท จากเพดานเดิม ๕ บาท ขึ้นไปอีกเปึน ๑๐ บาท ให้มันสอดคล้องกับสภาวะ เศรษฐกิจปัจจุบัน และมีเหตุผลบอกว่าจัดเก็บภาษีให้มีรายได้ของรัฐมากขึ้น นี่คือเหตุผล ๒ ข้อครับ ถ้ารัฐบาลอ้างเหตุผลอย่างนี้ในวาระที่เราให้ความเห็นชอบตั้งแต่แรก ฝ์ายค้านปฏิเสธมาตลอดครับ เพราะเหตุผล ๒ ข้อนี้มันไม่จริงครับ มันไม่เปึนอย่างนี้ ข้อที่ ๑ บังคับมานานไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เพดานท่าน ๕ บาทครับ พอออก พระราชกําหนดท่านก็เพิ่มขึ้น ๒ บาท ผมถามว่าสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผมไม่ใช่ นักเศรษฐศาสตร์ หลายท่านพูดมาหมดแล้ว สภาวะเศรษฐกิจตกต่ําเปึนขั้นวิกฤติครับ ท่านพูดเองครับ มาขอเงินจากสภาบอกวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เวลาจะขึ้นภาษีบอกว่าฟุ๋นแล้ว ไปรายงานผลงานรัฐบาลบอกฟุ๋นแล้ว แต่ขณะที่มาขอเงินกู้บอกวิกฤติเศรษฐกิจ จําเปึนต้องขอให้สภาอนุมัติ ภาวะที่เงินไม่มี ภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา แทนที่ท่านจะเอาเงิน ใส่ไปในระบบให้มากที่สุดถ้าเปึนไปได้ เหมือนท่านทํางบกลางป้นั่นก็คือเอาเงินใส่ ไปในระบบ แต่ท่านกลับขึ้นภาษี ผมว่าเปึนเรื่องแปลกมาก นักเศรษฐศาสตร์ที่ไหนเขาก็ คิดไม่ออกครับ วิธีการแบบนี้ แต่รัฐบาลชุดนี้ทําได้ครับ และก็บอกว่ารัฐบาลสนับสนุน พี่น้องประชาชนโดยการให้เงินกู้กลางป้ไป เปึนการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการต่าง ๆ ๒,๐๐๐ บาทต่อคน ท่านประธานครับ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ผู้สูงอายุ ให้ อสม. ท่านประธานครับ แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องลึกก็คือตั้งเครื่องสูบน้ําขนาดใหญ่ครับ สูบเงินขนาดใหญ่ นั่นคือภาษีน้ํามันที่จะดูดเดือนละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทกลับจากพี่น้องประชาชน โดยไม่รู้ตัว รัฐบาลน่าจะประเมินได้ท่านประธานครับว่าทําไมให้เงินไปแล้วเศรษฐกิจ มันถึงไม่กระตุ้น ถึงไม่ฟูเฟ๋ือง ถึงไม่มีเม็ดเงินหมุนอยู่ในระบบ เพราะอะไรครับ เพราะโอกาสที่เม็ดเงินมันจะหมุนอยู่ในระบบนี่มันยังไม่ทันหมุนครับท่านประธานครับ อย่างน้อยต้อง ๔ รอบครับ มันถึงเกิดมูลค่าเงินเพิ่มขึ้น แต่นี่ท่านใส่ไปปุ็บ ดูดกลับปุ็บ กระเปิาซ้ายใส่กระเปิาขวาครับ เหมือนที่ท่านพูด และเอาเงินไปจัดเก็บไว้ มีการเก็บเงิน ออกจากนอกระบบ ท่านบอกเปึนกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ผมก็งงครับ จัดเก็บภาษี น้ํามัน ผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้บอกว่าท่านน่าจะเอาไปชดใช้เงินคงคลังที่บอกเปึน รายได้ ท่านก็ปฏิเสธผมมาตลอด อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับเหตุผลที่ท่านใช้จัดเก็บให้มีรายได้เพื่อไปใช้จ่าย ในภาครัฐ ตรงนี้นั่นเปึนข้อวิตกกังวลมากกว่าครับ ท่านประธานครับ วิตกกังวลว่าท่านจะ จัดเก็บภาษีไม่ได้ง่ายที่สุดเห็นตัวเลขชัด ๆ ว่า ประชาชนคนไทย น้ํามัน ๒ ประเภท เฉพาะ ดีเซลกับเบนซินประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านลิตรต่อเดือน เห็นง่าย ๆ ครับ ขึ้น ๒ บาท ก็ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ง่ายเกินไปครับท่านประธาน ถ้าคิดอย่างนี้ ผมคิดว่าการบริหาร ลักษณะนี้ค่อนข้างจะสับสนและขัดแย้ง ที่สําคัญครับ บริหารสับสนและขัดแย้งอย่างนี้ มันส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชน ผมเคยฟังรายการต่าง ๆ ท่านบอกไม่กระทบกับ พี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่ท่านไม่มองก็คือว่า ความเปึนอยู่ของพี่น้องประชาชนครับ สินค้า อุปโภคบริโภค ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ มันขึ้นกับสิ่งที่รัฐบาลกําหนดออกมา โดยเฉพาะ สิ่งที่รัฐบาลเก็บจากพี่น้องประชาชน ตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธานครับ รัฐบาลกําลังจะมี โครงการประกันราคาข้าวโพดที่ ๗.๑๐ บาท ในผลการผลิตป้นี้นะครับ รัฐบาลคิดต้นทุน ให้เลยครับ ๕.๔๓ บาท ผมถามว่า ๗.๑๐ บาท พี่น้องประชาชนทุกจังหวัดจะได้ราคา อย่างนี้ไหม ไม่ได้หรอกครับเพราะท่านกําหนดความชื้น ๑๔.๕ ราคาต้นทุน ๕.๔๓ บาท ท่านบวกค่าขนส่งให้ร้อยละ ๒๕ ครับ บวกกําไรให้กับพี่น้องประชาชนอีกร้อยละ ๒๕ รวมแล้วเปึน ๗.๕๐ บาท ราคาน้ํามันของท่านเปึนอย่างนี้ คิดว่า ๗.๕๐ บาท ต้นทุน ๕.๔๓ บาท มันจะเปึนต้นทุนอย่างนี้อยู่ตลอดหรือครับ ผมบอกกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรี ได้เลยครับ ปลายป้ปัญหาเรื่องเกษตรกร เรื่องข้าวโพดมีอย่างแน่นอนครับ เบื้องต้นขณะนี้ ก็มีแล้วครับท่านประธาน ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้บอกว่าไม่มีเอกสารสิทธิ ห้ามขึ้นทะเบียน ตรงนี้ท่านประธานครับผมจะชี้ให้เห็นเลยว่ามันเกี่ยวเนื่องกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เหตุผลต่าง ๆ นานา ในเรื่อง โครงสร้างภาษีน้ํามันผมไม่พูด เพราะว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวไปหมดแล้ว ค่าการตลาดพูดไปแล้ว แต่มันเปึนเรื่องแปลกไหม ท่านประธานครับ ทุกคนพยายามเน้น ย้ําตรงนี้ ผมไปดูตัวเลขก็แปลกจริง ๆ ท่านประธานครับ จากป้ที่แล้ว ๒.๔๕ บาท ค่าการตลาดของน้ํามันเบนซิน เดี๋ยวนี้ ๕.๑๘ บาท สมาชิกบอกแล้วใครได้ใครเสียบอกไปแล้ว ทําไมล่ะครับ โครงสร้างภาษีน้ํามันเราขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเนื้อน้ํามันมันลดลง ๖–๗ บาท ถ้าราคาน้ํามันมันเพิ่มขึ้นมันไม่อยู่ที่ ๖๖ เหรียญต่อบาร์เรลแน่ ผมคิดว่ามันจะ ขึ้นเปึน ๑๐๐ เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าขึ้นเปึน ๑๐๐ ขึ้นไป ๘๐ เหรียญต่อบาร์เรลราคาน้ํามัน จะอยู่เท่าไร เราไม่ใช้น้ํามันลิตรละ ๘๐ บาทกันหรือครับ ท่านประธานครับ ขอโอกาส สุดท้าย ผมมีข้อเสนอแนะกับรัฐบาล ทางที่ดีที่สุดท่านประธานครับ ผมอยากให้รัฐบาล อย่าให้ได้มีการลงคะแนน อย่าให้ได้มีการยืนยันในสภาแห่งนี้เลย ถอนพระราชกําหนดนี้ ออกไปเถอะครับ ไม่ได้เสียหายอะไรเลยครับ แสดงสป่ริตแล้วก็ให้เหตุผลว่าขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจมันดีขึ้นบ้างแล้ว เงินจัดเก็บที่มีได้แล้ว

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือว่า ฝากท่านประธานไปดูในเจตนาที่จงใจจะละเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคท้ายด้วย เปึนความผิดของใครครับ อย่ามาโทษสภา อย่าโทษประธานครับ เพราะระบบรัฐสภาอาศัยเสียงข้างมาก เสียงข้างมากเปึนอย่างไรเปึนอย่างนั้น เสียงข้างมากจะยกมือเอาภาษีน้ํามันเข้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็เข้าได้ แต่ไฉนไม่ทําครับ อย่ามาโทษสภาครับ ต้องโทษผู้คุมเสียงข้างมาก คือรัฐบาล ผมไม่เห็นด้วยกับที่จะให้รับ การยืนยัน พ.ร.ก. ฉบับนี้ครับ