สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้าราชการ โดยเน้นย้ำว่าข้าราชการบางคนไม่ให้ความสำคัญในการพบปะกับคณะกรรมาธิการ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผมมีความรู้สึกเห็นในความจําเปึน เห็นด้วย แล้วก็อยากสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดมีความหนักใจในทางปฏิบัติในหลาย ๆ ประเด็น เหมือนที่ท่านสมาชิกก็ได้มีการอภิปรายไปแล้ว ส่วนที่ผมเห็นด้วยก็คือท่านประธานครับ ขณะนี้สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราในห้องนี้กับข้าราชการดูจะ เหินห่างขาดการโยงใยกันไปแทบจะโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะผล ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๖๖ แต่เดิมเรามีสมาชิกในห้องนี้ส่วนหนึ่ง ไปเปึนรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งอาจจะไปเปึนที่ปรึกษารัฐมนตรี เปึนเลขานุการรัฐมนตรี เปึนกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ส่วนใหญ่สมาชิกเรามีส่วนที่จะสัมผัสกับข้าราชการอยู่ ค่อนข้างจํานวนมาก แต่หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ เข้ามา วันนี้สมาชิก ในสภาเราที่มีสิทธิมีส่วนไปสัมผัสกับข้าราชการในทางบริหารก็มีเฉพาะท่านผู้ที่ไปเปึน รัฐมนตรีเท่านั้น แต่สําหรับผู้ที่ทําหน้าที่ในสภานิติบัญญัติอย่างพวกเรา ณ ขณะนี้ ด้วยข้อจํากัดของมาตรา ๒๖๖ ซึ่งไปใช้คําว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่ใช้สถานะ หรือตําแหน่งการเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง คําว่า ก้าวก่าย หรือแทรกแซง ยากเหลือเกินกับการตีความ แต่ก็มีต่อว่าเพื่อประโยชน์ของตนเองและของ ผู้อื่น คําว่า ของผู้อื่น ก็ทําให้เกิดการตีความว่าบางครั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราที่จะ ไปทําอะไรเพื่อประชาชนของเราเองแท้ ๆ กลับถูกตีความว่าประชาชนเหล่านั้นคือผู้อื่น ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ แล้วก็แถมต่อด้วยคําว่า ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดย ทางอ้อม เพราะฉะนั้นในฐานะสมาชิกฝ์ายนิติบัญญัติ ณ ขณะนี้ยากเหลือเกินที่เราจะไป ประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน หรือประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของเราที่เกี่ยวข้องอยู่กับเราโดยตรง บทบาทช่องทางเดียวที่เหลืออยู่ ณ ขณะนี้คือช่องทาง ของคณะกรรมาธิการเท่านั้นละครับ ช่องทางของคณะกรรมาธิการที่จะไม่ถูกตีความว่าไป ก้าวก่าย ไปแทรกแซง และไม่ถูกตีความในสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราเหลือ ช่องทางเดียวแท้ ๆ แต่การเรียกข้าราชการมาพบปะเพื่อขอข้อมูล เพื่อมาชี้แจง เพื่อมาศึกษา หรือฝากปัญหาของประชาชนเหล่านี้ ข้าราชการจํานวนหนึ่งก็ให้ ความสําคัญ แต่ต้องยอมรับว่ามีข้าราชการอีกจํานวนหนึ่งที่ไม่สู้ที่จะให้ความสําคัญกับ การที่จะต้องมาพบปะกับคณะกรรมาธิการ ดูเหมือนเปึนเรื่องน่าเบื่อหน่าย ดูเหมือน เปึนเรื่องเหนื่อยยาก และบางคนก็แทบจะไม่ให้ความสําคัญไปเลย มีเพียงคณะกรรมาธิการคณะเดียวเท่านั้นละครับที่ข้าราชการต้องให้ความสําคัญ อย่างเข้มงวดก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่าย ซึ่งจะเห็นว่า แม้ว่าคณะกรรมาธิการจะกําหนดเงื่อนไขว่าอย่างไรข้าราชการเขาก็ไม่เคยบิดพลิ้ว เขาก็ไม่เคยขาดประชุมเพราะเขามีประโยชน์ในการที่จะได้เม็ดเงินงบประมาณโดยตรง แต่สําหรับในคณะกรรมาธิการทั้งหลายนี่ล่ะครับ เราจะเห็นว่าระยะหลัง ๆ การเรียกอธิบดี มีตัวแทนเพียงแค่ข้าราชการระดับ ซี ๗ ซี ๘ ที่มาพบปะกับเรา ไม่ใช่หมายถึงว่า ข้าราชการระดับ ซี ๗ ซี ๘ ไม่มีความสําคัญ แต่บางเรื่องเราก็อยากที่จะให้ผู้ที่มีหน้าที่ ในเรื่องทางการนโยบาย แล้วก็ที่จะรับฟังบางอย่างไปปฏิบัติได้อย่างจริง ๆ ข้อนี้ เปึนข้อขัดข้องของคณะกรรมาธิการจริง ๆ ที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ รวมทั้งมีข้าราชการ อีกจํานวนหนึ่งที่ถือในสถานะของตนเอง เราเรียกเขากี่ครั้ง ๆ เขาจะไม่เคยมาเลย ในบางตําแหน่ง เช่น ตําแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมไม่เคยเห็น คณะกรรมาธิการคณะไหนที่สามารถเรียกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาพบกับ คณะกรรมาธิการได้เลย และอีกหลาย ๆ ตําแหน่งเช่นนี้ที่ไม่สู้จะให้ความสําคัญ ของฝ์ายนิติบัญญัติเท่าไร ท่านประธานครับ โยงใยทางเดียวที่สภานี้เหลืออยู่ โยงใย อันเดียวที่สมาชิกในห้องนิติบัญญัติที่ไม่ได้ไปเปึนฝ์ายบริหารเหลืออยู่คือช่องทาง คณะกรรมาธิการเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่ผมพูดว่า ผมหนักใจในทางปฏิบัติก็คือว่า วันนี้เรามีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๓๕ คณะ และเรายังมีของ วุฒิสภาอีกประมาณ ๒๐ กว่าคณะ รวม ๆ แล้วตกไปประมาณ ๖๐ คณะ บางครั้งที่มี กระแสประเด็นสําคัญเกิดขึ้นในสังคมในบางเรื่อง คณะกรรมาธิการเกือบทุกคณะต่างฝ์าย ต่างรุมเรียกเอามาศึกษา ยกประเด็นนี้มาศึกษา แล้วก็เรียกข้าราชการที่มาชี้แจง ข้าราชการบางตําแหน่งหน้าที่แทบจะต้องมาอยู่ที่สภาเปึนประจําเลย ออกจากห้องนี้ เข้าห้องโน้นเปึนประจํา สิ่งเหล่านี้ก็เปึนปัญหาสําคัญสําหรับข้าราชการดี ๆ ที่มีความตั้งใจจะมาชี้แจง จะมาพบปะฝ์ายนิติบัญญัติ แต่บางเรื่องก็เกินวิสัยที่เขาจะปฏิบัติได้จริง ๆ ผมก็เลยขอฝาก ข้อเปึนห่วงเหล่านี้ไว้แก่คณะกรรมาธิการที่จะไปศึกษาแปรญัตติเรื่องนี้ว่าเราจะทําอย่างไร ให้เกิดความพอดี เราจะทําอย่างไรให้เกิดความเหมาะสม จะทําอย่างไรให้การปฏิบัติ ระหว่างฝ์ายนิติบัญญัติ ผู้ที่ไม่ได้ไปมีตําแหน่งหน้าที่ทางการเมืองสามารถทําหน้าที่ ของตนเองอย่างเต็มที่ได้ในสภา จะทําอย่างไรกรณีที่คณะกรรมาธิการจะไม่ไปเรียกใครมา ชี้แจงพร้อม ๆ กัน ๓-๔ คณะทีเดียว โดยจําเพาะไปที่ตัวบุคคลเดียว ตามที่สมาชิก บางท่านได้มีการอภิปรายแสดงความกังวลไปแล้ว ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้แก้ได้ถ้าเราให้ ความสําคัญโดยไปพิจารณาในชั้นวิสามัญและแปรญัตติสิ่งเหล่านี้มา แต่อย่างไรก็ตาม ผมฝากเพียงว่าขณะนี้ ส.ส. แทบจะไม่มีความหมายแล้ว ขณะนี้ข้าราชการแทบจะไม่ให้ ความสําคัญกับ ส.ส. เสียแล้ว เพราะเอะอะนิดหน่อยก็หวั่นเกรงว่าเปึนเรื่องแทรกแซง หรือเปล่า เอะอะไปติดต่ออะไรนิดหน่อยก็เปึนเรื่องก้าวก่ายหรือเปล่า ประโยชน์ ที่เพื่อประชาชนบางครั้งที่ไปติดต่อก็ไปตีความคําว่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น ถึงแม้ไม่ใช่เรื่อง ของตนเอง แต่ประชาชนก็คือผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ละครับทําให้ฝ์ายนิติบัญญัติ ส.ส. ในสภาเรา ด้อยความหมายลงทุกวันด้วยข้าราชการจํานวนหนึ่ง ก็ยังเหลือช่องทางอย่างเดียว ที่จะต้องมีสภาพบังคับบ้าง ก็ฝากเพื่อนสมาชิกช่วยกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ แต่ว่าก็ขอฝากข้อสังเกตด้วยความระมัดระวังรอบคอบในการแปรญัตติด้วย ขอบพระคุณครับ