บรรพต ต้นธีรวงศ์ หารือประเด็นคานิยามในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติร่างคณะรัฐมนตรี โดยยืนยันว่านิยามเรื่องลูกจ้างครอบคลุมถึงลูกจ้างที่มีความเสี่ยงในงานอย่างทั่วถึง ถือเป็นประเด็นที่ดี
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเปึนกฎหมาย ที่มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ ความจริงน่าจะมีกฎหมายอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ทั้งนี้ เพราะว่าผู้ใช้แรงงานหรือคนงานมีความเสี่ยงในเรื่องของการปฏิบัติงาน ในเรื่องของ ความปลอดภัย ในเรื่องของสุขภาพอนามัยของเขาที่เรียกว่าอาชีวอนามัย รวมทั้งเรื่องของ สภาพแวดล้อมในการทํางานมาเปึนระยะเวลานับ ๑๐๐ ป้ก็ว่าได้ นับตั้งแต่มีการปฏิวัติ อุตสาหกรรมในประวัติศาสตร์ของโลก ตั้งแต่ทางคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเรา ก็มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เนื่องจากว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานได้กล่าวถึงในเรื่อง ของความปลอดภัย ในเรื่องของงาน สุขภาพอนามัยหรือว่าอาชีวอนามัย รวมทั้ง สภาพแวดล้อมในการทํางานไว้น้อยมาก ทําให้ไม่มีระบบที่จะคุ้มครองปัองกันหรือเปึน สวัสดิภาพของคนงานเท่าที่ควร เช่นนั้นยังไม่พอนะครับ เวลาเกิดเหตุอะไรขึ้นมา ระบบ การที่จะดูแลรักษาคนงานเหล่านั้นก็ยังไม่มีระบบที่ชัดเจนด้วย กระผมเองเคยมี ประสบการณ์ที่ต้องรับคนงานที่ประสบอุบัติเหตุ อุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมเปึน ประจําครับ แล้วคนงานเหล่านั้นก็ถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลตามยถากรรม ไม่มีระบบ ที่จะเชื่อมั่นได้ว่าเมื่อส่งไปยังโรงพยาบาลแล้วเขาจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที หรือเปล่า บางครั้งอาจจะต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ ๒ โรงพยาบาลที่ ๓ กว่าเขาจะได้รับ การรักษาพยาบาลก็ปรากฏว่าสายเกินไปเสียแล้วนะครับ อันนี้ยังไม่รวมทั้งในเรื่องของ สภาวะแวดล้อมในการทํางานของเขานะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเครื่องยนต์กลไก เรื่องของแสงที่ไม่เพียงพอ อากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ความร้อน ความเย็น สารพัดครับ ที่เปึน ลักษณะของจะทําให้เขาไม่เกิดความปลอดภัยเลย ผมจึงรู้สึกชื่นชมที่ไม่ว่าจะเปึนรัฐบาลก็ดี หรือว่าเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของสภา แล้วก็สภาได้หยิบยก พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณา ถือว่าเปึนการเร่งด่วน ซึ่งก็สมเหตุสมผลแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะขอใช้เวลาไม่มากนะครับ ในการที่ จะลงสู่บางจุดที่คิดว่าเปึนหลักการที่กระผมอยากจะแสดงความคิดเห็นดังต่อไปนี้นะครับ คือผมคิดว่าในเรื่องของการที่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมถือว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายเฉพาะที่จะทําให้เกิดกลไกและมาตรการ ความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทําให้เกิดมีระบบในการที่จะสนองกลไกเหล่านี้ ได้อย่างชัดเจน ทําให้เกิดการควบคุม กํากับ บริหารจัดการ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเขาเหล่านั้นควรได้รับการคุ้มครองปัองกัน ในเรื่องเหล่านี้มาช้านานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควร ปล่อยไปตาม ยถากรรมนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าในเรื่องของคํานิยามในมาตรา ๔ ผมก็รู้สึก เบาใจครับว่าคําว่า ลูกจ้าง ในความหมายของพระราชบัญญัติที่เปึนร่างของคณะรัฐมนตรีนั้น ได้ครอบคลุมเอาเรื่องของลูกจ้างซึ่งได้รับความยินยอมให้ทํางานหรือทําประโยชน์ให้แก่ นายจ้างในสถานประกอบการ ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม อันนี้ผมคิดว่าจะทําให้ ครอบคลุมลูกจ้างที่มีความเสี่ยงในงานของเขาได้อย่างทั่วถึง อันนี้เปึนเรื่องที่ดี
ประเด็นถัดมา เนื่องจากว่าเปึนแพทย์ก็สนใจในเรื่องของการยกระดับ เรื่องของงานอาชีวอนามัยซึ่งในระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีข้อถกเถียง ข้อขัดแย้งอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างจะมากว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขาปฏิบัติงานเปึนลูกจ้างในสถานที่ ของนายจ้างเปึนโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพหรือไม่ ในระยะเวลาที่ผ่านมาครับ แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้มีทั้งผู้ที่จบออกมาจากสถาบันที่ได้รับการรับรอง แล้วก็เปึนแพทย์ที่สร้างสมประสบการณ์ขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นก็ทําให้เกิดข้อถกเถียงว่า เขาเหล่านั้นเปึนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาชีวอนามัยหรือไม่ เพราะฉะนั้นในร่างของ ท่านรัชฎาภรณ์เกี่ยวกับเรื่องของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยและสภาพแวดล้อม การทํางานได้มีการพูดถึงเรื่องของการที่จะให้มีระบบในเรื่องของการที่จะมีการ ออกใบอนุญาตและมีการพัฒนาผู้ชํานาญการที่เกี่ยวกับเรื่องของงานแพทย์อาชีวอนามัย ให้อย่างเปึนระบบ อันนี้ก็เปึนส่วนที่ดีครับ เพราะว่าในระยะเวลาต่อไป เมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วปัญหาในเรื่องของความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คงจะทําในรูปของคณะกรรมการที่เปึนผู้ชํานาญการ ข้อโต้แย้งต่าง ๆ ก็คงจะลดน้อย ลงไป อันนี้ก็เพื่อประโยชน์กับลูกจ้างหรือคนงานที่ประสบโรคภัยไข้เจ็บที่เขาเกิดอยู่ในเรื่อง ของการทํางานของเขานะครับ อย่างไรก็ตามครับ อันนี้คือระบุไว้ในมาตรา ๓๓ ในร่างของ รัฐบาลด้วย อย่างไรก็ตามครับ ในมาตรา ๓๔ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยให้ความสําคัญ ในเรื่องของการส่งต่อผู้บาดเจ็บที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการของนายจ้าง ไปสู่โรงพยาบาลเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที มาตรา ๓๔ จะไปพูดถึงเรื่องของ จะต้องแจ้งกับพนักงานความปลอดภัยด้วยช่องทางโน้น ช่องทางนี้เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้ มีพูดถึงเลยว่าใครที่จะมีหน้าที่ในการที่จะส่งตัวคนงานที่ได้รับบาดเจ็บจากการประกอบ อาชีพของเขาไปสู่โรงพยาบาลอย่างทันท่วงที บางทีนิ้วขาด บางทีแขนขาด อันนี้จะทํา อย่างไรครับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นะครับ ควรจะจัดระบบตรงนี้ให้ชัดเจนว่าเปึนหน้าที่ ของใคร ไม่ใช่ว่าแค่รายงานพนักงานความปลอดภัยแล้วก็จบ และเรื่องการที่จะดูแลรักษาเขา อย่างทันท่วงทีจะทําอย่างไร อีกทั้งโรงงานต่าง ๆ หรือสถานประกอบการต่าง ๆ นั้น มีอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งในประเทศไทย ควรจะต้องมีการจัดระบบว่าโรงพยาบาลใดบ้าง มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะเยียวยารักษาเขาเหล่านั้นได้ ไม่ใช่ส่งไปตามยถากรรม ถึงโรงพยาบาลหนึ่งปรากฏว่าไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นต่อนิ้วไม่ได้ ต่อแขนไม่ได้ ก็ต้องส่งไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง อันนั้นเปึนการเสียเวลาและเสียโอกาสที่จะทําให้อวัยวะ เขากลับคืนมา เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้น่าจะต้องพูดถึงตรงนี้ด้วยครับว่าต้องมี การจัดระบบตรงนี้อย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของลูกจ้าง ที่ประสบอุบัติเหตุนะครับ
ผมเหลืออีกประเด็นเดียวท่านประธานครับ คือเรื่องเกี่ยวกับการบริหาร กองทุนก็ดี หรือการตั้งสถาบันขึ้นมารองรับก็ดี ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างในแนวคิด ในการเสนอของคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิก ผมมีความคิดเห็นว่าในเรื่องเหล่านี้ครับ ควรที่จะหาทางที่จะพูดคุยกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง รวมทั้ง ภาครัฐที่จะต้องเปึนหน้าที่ควบคุม กํากับ ดูแลในเรื่องเหล่านี้ด้วย จะทําอย่างไรที่จะให้ มีความอิสระพอสมควร ในขณะเดียวกันก็ไม่มีความเสี่ยงในการที่จะเอาเรื่องเหล่านี้ ไปเริ่มต้นในขณะที่ก็ไม่มีหลักประกันว่าถ้าทําอย่างอิสระเต็มที่แล้วมันจะเกิดประสิทธิภาพ สูงสุด อันนี้ก็เปึนจุดที่ว่าเปึนแนวคิดที่ดีทั้ง ๒ ฝ์าย แต่ว่าควรที่จะต้องมีการใช้แนวคิดของ ทั้ง ๒ ฝ์ายนี้มาทําให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความเปึนไปได้ในการที่จะบริหาร ต่อไป ผมก็คงจะเสนอร่างพระราชบัญญัติคล้ายคลึงกันฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการสาธารณสุข ก็มีความคิด เหมือนกันว่าน่าจะต้องแยกในเรื่องกองทุนที่จะเยียวยาผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากการ เข้าไปใช้บริการสาธารณสุขเอามาเปึนกองทุนชดเชย อย่างไรก็ตามก็คงจะต้องมีเรื่อง ของการพัฒนาความปลอดภัยให้คนไข้ด้วย และจะต้องมีระบบที่จะให้เขาเกิด ความสมานฉันท์คือเรื่องระบบของการที่จะมีการพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยกันเพื่อจะให้มี ข้อตกลงที่พึงพอใจทั้ง ๒ ฝ์าย ด้วยความเปึนธรรม ประเด็นเหล่านี้ผมก็คงมีความคิดเห็น กลาง ๆ และเปึนหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะรับเอาทุก ๆ ร่างนั้นไปทําให้เกิด ประโยชน์สูงสุดและมีความเปึนไปได้และมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดนะครับ ก็ขอกราบเรียน ความคิดเห็นผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ