ชลนาน ศรีแกว เสนอให้แยกพิจารณา ร่างกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

ชลนาน ศรีแกว เสนอให้แยกพิจารณา ร่างกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทั้ง 3 ฉบับ (ร่างคณะรัฐมนตรี, ร่างสถาพร-รัชฎาภรณ์เชนกัน) แทนการรับรวมเป็นฉบับเดียว เพื่อให้องค์กรรองรับมีสถานะเป็นนิติบุคคลและบริหารจัดการอย่างอิสระ โดยไม่ผูกติดกับระบบราชการเหมือนเดิม

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน กราบขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาในชั้นรับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติที่ทางคณะรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกได้เสนอต่อสภาตามหลักการ และเหตุผลที่ได้นําเสนอต่อสภาไป ท่านประธานครับ ผมได้ตรวจสอบดูในหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติที่ทางคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกได้เสนอ ผมขออนุญาต ท่านประธานอย่างนี้ครับ มีหลักการที่ทํานองเดียวกัน ผมใช้คําว่า ทํานองเดียวกัน โดยความเห็นชอบของท่านประธานที่บรรจุระเบียบวาระ และสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่า เปึนลักษณะทํานองเดียวกัน เราก็เลยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ มาพิจารณารวมกันได้ แต่ประเด็นที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ ในหลักการทั้ง ๓ กลุ่ม ผมใช้คําว่า ๓ กลุ่ม เพราะกลุ่มที่ ๑ เปึนร่างของคณะรัฐมนตรี กลุ่มที่ ๒ เปึนร่างของเพื่อนสมาชิกที่มี หลักการ เหตุผลทํานองเดียว ผมใช้คําว่า เหมือน เลยครับ คณะรัฐมนตรี และมีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิกที่มีหลักการทํานองเดียวคล้ายกันกับร่างของ ๒ กลุ่มแรก ก่อนที่ ผมจะอภิปรายให้เหตุให้ผลว่า ผมจะเห็นชอบกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ว่าด้วย ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน กับร่างพระราชบัญญัติ ที่ให้มีกฎหมายว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ในการทํางานหรือไม่นั้น ท่านประธานครับ เบื้องต้นสุดผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า กรณีถ้าเราเห็นว่าทั้ง ๓ กลุ่มมีหลักการทํานองเดียวกัน แต่ผมไปตรวจสอบในรายละเอียดร่างของเพื่อนสมาชิกที่เสนอโดย ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ส.ส. สถาพร มณีรัตน์ จากจังหวัดลําพูน กับ ส.ส. รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. ระบบสัดส่วนจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอร่างที่มีลักษณะทํานองเดียวกัน แต่ว่า มีหลักการที่แตกต่างกันบ้างก็คือว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน มุ่งเน้นที่จะสร้างองค์กรขึ้นมารองรับ ในลักษณะที่เปึนสถาบัน แต่ร่างของคณะรัฐมนตรีกับร่างของเพื่อนสมาชิกที่เสนอโดย ท่านสุชาติกับท่านเจริญ จรรย์โกมล ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ มีเหตุผล มีหลักการว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดล้อมในการทํางาน มีเหตุผลคล้ายกัน ท่านประธานครับ โดยเนื้อหาสาระเข้าไปดูในตัวบทแล้วก็สารบัญญัติ ที่ทางเพื่อนสมาชิกและคณะรัฐมนตรีได้ทําสาระของร่างพระราชบัญญัติแนบท้ายมาให้ มีลักษณะคล้ายกัน ทํานองเดียวกัน ก็มีความแตกต่างกันที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าความแตกต่าง

ประการที่ ๑ เรื่องของตัวองค์กรเท่านั้นเอง ร่างของคณะรัฐมนตรี ตัวองค์กร เปึนคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน องค์ประกอบขององค์กรตรงนี้ก็มีส่วนที่เหมือนกับร่างของเพื่อนสมาชิกที่เสนอโดย ท่านสถาพรกับท่านรัชฎาภรณ์เช่นกัน ก็คือมีองค์ประกอบทํานองเดียวกันเปึนคณะกรรมการ แต่ว่าชื่ออาจจะแตกต่างกัน เปึนคณะกรรมการส่งเสริมสถาบัน คณะกรรมการสถาบัน ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน ซึ่งผมเองฟัง ๆ ดูแล้วชื่อคณะกรรมการก็อาจจะไม่เพราะเท่าไร เพราะว่าเปึนคณะกรรมการสถาบัน ตัวสถาบันมีอยู่แล้ว เปึนคณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยว่าไป แต่ว่าองค์ประกอบ คล้ายกันในประการนี้ ก็คือว่ามาจากภาครัฐส่วนหนึ่ง มาจากฝ์ายนายจ้างส่วนหนึ่ง ฝ์ายลูกจ้างส่วนหนึ่ง แล้วก็ฝ์ายของผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ คือผู้ทรงคุณวุฒิส่วนหนึ่ง ๔ องค์ประกอบคล้ายกันในส่วนนั้น แต่ส่วนที่มีข้อแตกต่างท่านประธานครับ เปึนประเด็น ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่ต้องช่วยกันพิจารณา ก็คือว่าหน่วยงานที่รองรับในการดําเนินกิจการของกฎหมายฉบับนี้ ร่างของคณะรัฐมนตรีกับเพื่อนสมาชิก ที่มีลักษณะเหมือนกันให้กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน โดยสถาบันความปลอดภัยเปึนผู้ดําเนินการ ซึ่งเปึนส่วนราชการ อยู่ในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนะครับ กรมนี้มีสถาบันความปลอดภัย เรื่องอาชีวอนามัย แล้วก็สภาพแวดล้อมความปลอดภัยในการทํางานอยู่แล้ว มีองค์กรนี้ อยู่แล้ว ร่างของรัฐมนตรีก็ใช้องค์กรนั้นดําเนินกิจกรรมไปเหมือนซึ่งเปึนหน่วยธุรการ กลไก การบริหารจัดการลักษณะเปึนส่วนราชการ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการขอรับการสนับสนุน งบประมาณ อํานาจหน้าที่ การดําเนินกิจการต่าง ๆ ก็ผ่านระบบราชการ แต่สิ่งที่มี ข้อแตกต่างตรงนี้ในส่วนร่างของท่านสถาพรกับท่านรัชฎาภรณ์มีสถาบันรองรับเสมือนเปึน หน่วยเข้าไปดําเนินการทั้งหมด มีคณะกรรมการเปึนองค์ประกอบในสถาบันนี้ แล้วก็มี หน่วยธุรการซึ่งสถาบันนี้เปึนนิติบุคคล เปึนหน่วยงานของรัฐภายใต้การกํากับ ของท่านรัฐมนตรีนะครับ ลักษณะเปึนนิติบุคคลไม่เปึนส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วย การบริหารราชการแผ่นดินและไม่เปึนรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และหน่วยงานอื่น ความหมายคืออะไรท่านประธานครับ ความหมายก็คือความต่างตรงนี้ ชัดเจน เขาต้องการมีองค์กรที่มีความเปึนอิสระในการบริหารจัดการที่ไม่ใช่เปึน ส่วนราชการแต่เปึนหน่วยงานของรัฐ เขาจะมีความอิสระ มีความคล่องตัวในการบริหาร จัดการ ไปดูรายละเอียดมาตราที่ประกอบนะครับ เขียนไว้ชัดเขาไม่เปึนส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ แต่เปึนหน่วยงานของรัฐที่เปึนไป ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่เขาไม่เปึนรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่นแน่นอนครับ ความตรงนี้ทําให้เขามีอิสระที่จะเปึนหน่วย ถ้าสภาแห่งนี้ รัฐสภาให้ความเห็นชอบเขาจะเปึนหน่วยงานที่สามารถขอรับการสนับสนุน งบประมาณโดยตรงจากสํานักงบประมาณได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ป้ ๒๕๐๒ ท่านประธานครับ นี่คือความเปึนอิสระที่แตกต่างไปจากหน่วยธุรการเดิมที่อยู่ ในกฎหมายของคณะรัฐมนตรีแล้วก็กฎหมายของเพื่อนสมาชิกที่มีลักษณะคล้ายกัน ท่านประธานครับ นี่เปึนข้อตัดสินใจว่า หน่วยธุรการ หรือหน่วยจัดการ หน่วยรองรับ ในการบริหารที่แตกต่างกันอย่างนี้ผมดูแล้วในความเห็นผมมีลักษณะหลักการทํานอง เดียวกัน แต่มีข้อแตกต่างในเรื่องของเชิงหน่วยจัดการเท่านั้นเอง ก็เปึนเรื่องที่สามารถที่จะ มารวมพิจารณากันได้เหมือนคําวินิจฉัยของท่านประธาน แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ ท่านประธานครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าสภาแห่งนี้มีมติที่จะรับหลักการ กรณีถ้ารับรวมร่าง ทั้งหมดทั้ง ๓ กลุ่ม รับรวมทั้งหมด ถ้าสภาแห่งนี้มีมติรับรวม แล้วมีมติไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ก็คือต้องใช้ร่างใดร่างหนึ่งเปึนหลักในการพิจารณาในวาระที่สองเชื่อว่าต้องมี คณะกรรมาธิการแน่นอนครับ เข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการแน่ก็คงเปึน วิสามัญด้วย แน่นอนครับร่างหลักก็คือร่างของคณะรัฐมนตรี ถ้ารับอย่างนั้นนะครับ ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะมีปัญหามาก ผมก็เลยกราบเรียน ท่านประธานเปึนหลักเบื้องต้นว่า ผมอยากให้สภาแห่งนี้ได้แยกรับ เพราะมีหลักการ ทํานองเดียวกัน ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ เขียนไว้ชัดเจนครับ จะเลือกรับเปึนฉบับก็ได้ จะแยก รับก็ได้ หรือจะรับรวมก็ได้ แต่การแยกรับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ถ้าเรา แยกรับคณะกรรมาธิการสามารถใช้ร่าง ๒ กลุ่มเข้ามาผนวกในการที่จะไปพิจารณา เปึนร่างคณะกรรมาธิการได้ ผมยกตัวอย่างครับ คณะกรรมาธิการไปพิจารณาถ้าสภา รับแยกอย่างนี้ถือว่าสภารับหลักการ แต่ถ้ารับรวมก็คือรับหลักการเช่นกันครับ แต่ว่า หลักการของร่างหลักคือให้มีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน แต่ร่างรองให้มีกฎหมายว่าด้วยสถาบัน ซึ่งมันจะมีความขัดและแย้งกันบ้างในการ ใช้ถ้อยคําและเจตนารมณ์ มันจะมารวมตัวกันยาก ผมก็เลยกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า ขอให้รับแยก แล้วการที่จะรวมหรือไม่ขึ้นกับสมาชิกครับ ถ้าสมาชิก เห็นว่าร่างคณะรัฐมนตรีก็ดี ร่างของเพื่อนสมาชิกก็ดี หรือร่างของเพื่อนสมาชิกที่เสนอให้มี กฎหมายว่าด้วยสถาบันก็ดี มีเนื้อหาสาระที่สามารถรวมกันได้และพิจารณาเปึนร่าง กรรมาธิการ ผมคิดว่าตรงนั้นสามารถกระทําได้ ท่านประธานที่เคารพครับ มาถาม ตัวกระผมว่ากระผมเห็นอย่างไร กระผมเห็นว่าถ้ารับแยกปุ็บ ผมฝากไว้เลยกรรมาธิการ สามารถเอาเนื้อหาสาระมาผสมรวมกันได้ โดยอาศัยข้อเด่น ข้อดีของแต่ละร่างมาผสม กลมกลืนกัน มีกฎหมายหลายฉบับที่มีลักษณะอย่างนี้ ความเปึนกฎหมายเปึนสถาบัน อาจจะไม่ใช้คําว่า เปึนกฎหมายสถาบัน ก็ได้ครับ เปึนกฎหมายที่ว่าด้วยปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทํางานก็ได้ แต่หน่วยจัดการ องค์กรจัดการขอให้มี ลักษณะคล้ายสถาบัน หรือจะเรียกสถาบันก็ได้ถ้าไม่เสียหาย จะเรียกสํานักงานก็ได้ ไม่เสียหาย แต่เจตนารมณ์ขอให้เปึนหน่วยงานภายใต้การกํากับของรัฐที่เปึนนิติบุคคล มีความอิสระในการบริหารจัดการ ขึ้นกับกํากับของท่านรัฐมนตรี ขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน ตรงนี้เองสามารถผสมได้ครับ แล้วก็ไปเขียนแทรกอยู่ในหมวดที่ว่าด้วย สถาบัน หรือหมวดที่ว่าด้วยสํานักงานก็ได้ ผมเห็นว่าอย่างนี้ร่างนี้ไปกันได้

ท่านประธานที่เคารพครับ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะฝากเปึน ข้อสังเกตกับกรรมาธิการ ถ้ากรรมาธิการไปพิจารณาในกรณีถ้าสภารับไปอย่างนี้ ประเด็น ที่ผมต้องฝากก็คือ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของความครอบคลุมของผู้ที่จะรับผลประโยชน์ จากกฎหมายฉบับนี้ หมายถึงตัวลูกจ้าง ตัวนายจ้าง ผู้ประกอบการ และที่สําคัญ ต้องคํานึงถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมจากการทํางาน ถึงแม้จะมีกฎหมาย ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมขึ้นมารองรับอีกฉบับหนึ่ง ทําอย่างไรที่สามารถที่จะขยายให้แรงงาน นอกระบบ เพราะผมพิจารณาแล้วร่างของคณะรัฐมนตรีมุ่งเน้นแรงงานในระบบที่เปึนไป ตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างที่เปึนไปตามกฎหมายที่ว่าด้วยการคุ้มครอง แรงงาน แล้วก็มีบทที่เพิ่มเติมมาที่สามารถขยายเพิ่มเติมได้ แต่ว่าจะครอบคลุมถึงลูกจ้าง นอกระบบหรือไม่ผมไม่แน่ใจ ต้องฝากคณะกรรมาธิการไปดูนะครับ เพราะเขาใช้คําว่า ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และให้หมายความรวมถึง ผู้ซึ่งได้รับ ความยินยอมให้ทํางานหรือทําผลประโยชน์ให้แก่หรือในสถานประกอบกิจการ ของนายจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม ก็คือเปึนลูกจ้างทําสถานประกอบการ ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็ฝากด้วยว่าความครอบคลุมตรงนี้ ผลประโยชน์ที่จะได้รับตรงนี้ มันกว้างขวางพอหรือไม่นะครับ พี่น้องที่เขาเดินทางด้วยเท้าเปล่ามาจากจังหวัดระยอง ที่นําโดยลุงน้อย ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เพราะผมชื่นชม เดินเท้าเปล่ามา ๒๐๐ กิโลเมตร จากปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุด มีช่องทางไหนที่เราจะใช้ กฎหมายเรื่องความปลอดภัย เรื่องของอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมจากการทํางาน ไปช่วยเขา กรณีที่เขาได้รับผลกระทบ เชื่อแน่ครับถ้าสมมุติว่าเขาไม่ใช่เปึนลูกจ้าง กฎหมายไม่คุ้มครองเขา กฎหมายฉบับนี้มันไม่คุ้มครองเขา แต่ทําอย่างไรที่เราจะแปร เอาร่างของท่านสถาพรกับท่านรัชฎาภรณ์เอาประเด็นเหล่านั้นมาเปึนการส่งเสริมให้สิ่งที่ กําลังเปึนปัญหาอยู่ให้มันสามารถคลี่คลายและแก้ไขได้จากกฎหมายฉบับนี้ได้ด้วย นั่นประการที่ ๑ ที่ผมขอตั้งข้อสังเกต

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตก็คือ ตัวองค์กรหรือคณะกรรมการที่รับผิดชอบ ผมได้อภิปรายไปเบื้องต้นเรื่องของสถาบัน และสํานักงานไปแล้วนะครับ ตัวคณะกรรมการท่านให้ความสําคัญว่าจะให้พี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะลูกจ้างและนายจ้างมามีส่วนร่วม ท่านกําหนดไว้ในมาตรา ในรายละเอียดว่าให้มีองค์ประกอบเปึนเช่นนั้นจากภาครัฐ จากนายจ้าง ลูกจ้าง ฝ์ายละ ๗ คน หรือ ๕ คน ผมจําไม่ได้ต้องขออภัย และผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๕ คน ท่านประธานครับ ในตรงนี้ผมก็ฝากว่าจะมีมาตรการอะไรที่รองรับความเปึนอิสระในการที่จะสรรหา หรือคัดเลือกผู้แทนที่จะเปึนลูกจ้างหรือนายจ้างเข้าสู่กระบวนการขอมาเปึนคณะกรรมการ เพราะว่าในร่างของคณะรัฐมนตรีเขียนไว้ให้เปึนไปตามข้อกําหนดในกฎกระทรวงตามที่ คณะรัฐมนตรีเปึนผู้ประกาศกําหนด ตรงนี้เองก็ต้องฝากไว้ในเรื่องของการมีส่วนร่วม

ท่านประธานที่เคารพ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมฝากคณะกรรมาธิการนะครับ จากตัวบทบัญญัติความเปึนอิสระในการบริหารจัดการ ความเปึนอิสระในการบริหาร จัดการ ถ้าสมมุติเห็นว่าร่างของท่านสถาพร มณีรัตน์ กับท่าน ส.ส. รัชฎาภรณ์ เปึนร่าง ที่สามารถจะให้ความเปึนอิสระในการบริหารจัดการได้และไม่กระทบอย่างอื่นนี่นะครับ มีหลักประกันก็ควรจะส่งเสริมตรงนั้น แล้วสิ่งที่เขาเขียนไว้ในกฎหมายเขาสามารถเปึน หน่วยรับงบประมาณได้โดยตรง ก็ควรจะเปึนอย่างนั้น เพราะการรับงบประมาณโดยตรง ก็สามารถใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปบริหารอย่างเปึนอิสระภายใต้กรอบกําหนดของระเบียบ และวิธีการต่าง ๆ ตามข้อบังคับ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แน่นอนครับ คําว่า เปึนอิสระ ตรงนี้ ไม่ใช่ปราศจากการควบคุมกํากับ เพราะท่านรัฐมนตรีเปึนผู้กํากับ เขาต้องมีภาระ ที่จะต้องมีข้อผูกพันกับท่านผู้ที่กํากับเขาอยู่ และความรับผิดชอบของผู้กํากับในนาม รัฐมนตรี เขาต้องโยงใยมาที่คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาตามลําดับ อันนั้นเปึนสิ่งหนึ่งที่ ผมขอฝากไว้ว่ากระบวนการเหล่านั้นต้องเชื่อมโยงและสอดประสานกัน ท่านประธานครับ สิ่งที่เขาเขียนไว้ในกฎหมายเขาบอกว่าให้รัฐบาลจัดเงินอุดหนุนให้เขาได้โดยตรง ผมก็ฝาก คณะกรรมาธิการก็แล้วกันครับว่าเขียนอย่างนี้อาจจะเปึนไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ถ้าท่านต้องการเม็ดเงินที่เปึนก้อน เปึนอิสระอย่างแท้จริง เขียนให้ชัด ๆ ไปครับ มีกฎหมายหลายฉบับที่เขียนชัดเจนไปว่าให้จัดเปึนลักษณะเปึนเงินอุดหนุนทั่วไปลงไป เปึนก้อนไป การให้อุดหนุนธรรมดาอาจจะโดยตรงได้ แต่ว่าอาจจะมีการลักลั่น หรือมีวิธีการที่พลิกแพลงต่าง ๆ นานา โดยองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของกองทุน ผมตรวจดู ร่างทั้ง ๒ กลุ่ม มีข้อแตกต่างกันที่มาของรายได้ ร่างของรัฐบาลมีเงินประเดิม และมีเงิน รายรับรายป้จากกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนเงินทดแทน นั่นหมายความว่าส่วนหนึ่งท่านจะเอารายรับเปึนรายป้มาจากกฎหมายที่คุ้มครอง เงินกองทุนเงินทดแทนอยู่เอามาใส่ในกองทุนนี้ แต่ว่าร่างของท่านสถาพรกับท่านรัชฎาภรณ์ เขียนขาดครับ เงินจากกองทุนเงินทดแทน ตรงนี้เปึนสิ่งที่คณะกรรมาธิการคงต้องไปดู รายละเอียดว่าจุดที่เหมาะสม จุดที่สมดุลอยู่ตรงไหน เมื่อเอาเงินมาจากกองทุน เงินทดแทนแล้ว ซึ่งเปึนหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องใส่เข้าไปในกองทุนเพื่อความสะดวก ความคล่องตัวในการที่ดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ต้องไปใช้เงิน จากกองทุนทดแทน โดยเฉพาะการบาดเจ็บจากการทํางาน การบาดเจ็บจากการทํางาน ดูสถิติแล้วป้หนึ่งเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ รายท่านประธานครับ ปัญหาข้อขัดข้องที่พี่น้อง ผู้ใช้แรงงานได้เรียกร้องอยู่ตลอดเวลาก็คือความล่าช้า การได้รับค่าชดเชยต่าง ๆ ตามกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างจะเปึนอุปสรรคมาก ถ้ามันเปึนอุปสรรคอย่างนั้น เรามีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาจะช่วยแก้ไขเขาได้อย่างไร ควรจะเขียนไว้ในบทมาตราหรือไม่ อย่างไร นั่นเปึนประเด็นที่ผมต้องกราบเรียน

ท่านประธานครับ โดยความเห็นผมแล้วถ้าสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นที่จะ รับร่างทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อปรับแก้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับ ความต้องการของทุกภาคส่วน ทางฝ์ายบริหารรับได้ ฝ์ายสภารับได้ ฝ์ายผู้ใช้แรงงานรับได้ ผมก็ยินดีที่จะรับหลักการในร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วคิดว่าน่าจะเปึนประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชน แต่ก็มีข้อห่วงใยพอสมควรท่านประธานครับว่าถ้าสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ก็ต้องฝากท่านประธานไปยังฝ์ายบริหาร ท่านเองต้องแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ อย่างเต็มที่ เพราะท่านบอกว่าท่านอาศัยเสียงข้างมากตามระบบรัฐสภาเข้ามา เปึนผู้บริหาร เปึนสิ่งที่ถูกต้องตามระบบรัฐสภาท่านต้องแสดงออกให้จริงใจและจริงจัง ที่จะนํากฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้ภายใต้ที่เปึนประโยชน์แท้จริงกับทุกภาคส่วน เปึนประโยชน์ที่แท้จริงกับทุกภาคส่วน ไม่ใช่ผมไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนะครับ แต่ผมก็ลําบากใจ ที่จะไว้ใจท่าน บางครั้งกฎหมายดี ๆ หลายฉบับที่ผ่านเข้าสู่สภาแห่งนี้ ฝ์ายเสียงข้างน้อย ไม่อาจให้ความไว้วางใจที่จะให้ท่านไปทําได้ เพราะไม่ไว้ใจครับ ไม่สนิทใจ ถึงแม้ สารบัญญัติเนื้อหาสาระทุกอย่างดีหมด แต่ว่าโดยภาพรวมแล้วผู้ที่นํากฎหมายนําไปสู่ การปฏิบัติไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ก็ป์วยการครับ สภาเราก็เหนื่อยที่จะให้ การพิจารณาการรับหลักการไป แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าใครจะเปึนรัฐบาลล้วนจะได้ประโยชน์ ท่านอาจจะเปึนรัฐบาลไปอีก ๔ ป้ไม่เปึนอะไรครับ ก็ฝากอาณัติสัญญาไว้ หรือท่านอาจจะเปึนไปอีกสักป้ก็ไม่เปึนอะไร ชุดใหม่เข้ามาทํา พวกเรามาช่วยกันทําให้เกิดประโยชน์แท้จริงกับพี่น้องประชาชน ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับ ถ้าสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบตามที่ผมได้เสนอไปแล้ว ผมยินดีที่จะรับหลักการ ของกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธาน