จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการเอาเงินจากนายราเกซ สักเสนา มาใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นของบุคคลไม่มีสัญชาติไทย และเรียกร้องให้นายสุเทพดำเนินคดีตามกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายโดยมีถ้อยคําตอนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเอาเงินจากนายราเกซ สักเสนา มาใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๘ โดยมีถ้อยคําดังนี้ นายสุเทพบอกว่า คําชี้แจงของนายบรรหารทั้งหมดนั้นโกหกทั้งสิ้น เพราะว่าได้มีการ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างคนในพรรคชาติไทยของนายบรรหารกับนายราเกซ สักเสนา มาโดยตลอด เกี่ยวข้องก่อนที่ผมจะอภิปรายในสภานี้ เมื่อผมอภิปรายแล้วก็ยังไป เกี่ยวข้องอีก และขณะนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกันอยู่ ผมจะนําหลักฐานชี้แจงทีละประเด็นที่บอกว่า เกี่ยวข้องก่อนที่จะมาอภิปรายนั้น เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อไร เกี่ยวตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป คือผมต้องการอ่านให้ข้อความครบถ้วนนะครับ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ป้ ๒๕๓๘ ระดับ แกนนํา ๔-๕ คน เขามีการประชุมก่อนการเลือกตั้งประมาณ ๑๔-๑๕ วัน แล้วสรุปผลว่า สงสัยแพ้พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้มีข้อสรุปว่าต้องเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ให้ได้ ไม่ต้อง สนใจต้นทุน เสียเท่าไรเท่ากัน ไม่ต้องสนใจวิธีการ เอาชนะมาให้ได้ แล้วก็ตั้งเปัาว่า จังหวัดที่แน่นอนนั้นมีเท่าไร จังหวัดที่ควรจะเอาให้ได้เพิ่มเพื่อเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ ตรงไหนบ้าง เล็งไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ เล็งไปที่จังหวัดศรีสะเกษ เล็งไปที่จังหวัดชลบุรี ชลบุรี ๖ คน บุรีรัมย์ ๘ คน ศรีสะเกษ ๔ คน แล้วก็มีสุรินทร์ มีเพชรบุรี นั่นคือจังหวัด ในเปัาหมาย ในกลุ่มนั้นยกสุดท้ายต้องต่อสู้ตรงนี้ ประเมินค่าใช้จ่ายว่าต้องใช้เงิน ประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ ล้านบาท เอามาจากไหน นายสุเทพบอกนะครับ ไปเอามาจาก นายราเกซ สักเสนา คนเหล่านี้ใช้นายราเกซ สักเสนา เปึนเครื่องมือในการหาเงิน ใช้ธนาคาร บีบีซี เปึนแหล่ง เปึนฐานในการหมุนเงินเข้ามาใช้ในกิจกรรมทางการเมือง ทําไมนายราเกซ สักเสนา เขาทําให้ หวังแลกเปลี่ยนครับ หวังที่จะได้ใบอนุญาตแล้วไปตั้ง แบงก์ต่างประเทศ สาขาต่างประเทศเพื่อที่จะได้หมุนต่อ นายราเกซนั้นเปึนพ่อมด ทางการเงินอยู่แล้ว ก็สนุกนะสิ เขาทํากันอย่างนี้ เงินจํานวนนี้ เขาเอาหุ้นของ ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การซึ่งถืออยู่ในชื่อบริษัท แม่ฮ่องสอน เวนเจอร์ ในชื่อบริษัท สเปเชียล เอซเซท เสียงผมอาจจะไม่เหมือนนายสุเทพ ก็ทนฟังหน่อยครับท่านประธาน ในชื่อของ บริษัท ซัพพอร์ท ซิสเต็ม และในชื่อของนายราเกซ สักเสนา เอาไปขายใน ตลาดหุ้น แล้วเอาเงินที่ได้ไปเข้าบัญชีของ ๔ บริษัท ที่สหธนาคาร สาขาเยาวราช ที่ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ สํานักงานใหญ่ แล้วทําอย่างไรครับ เขียนเช็คออกจาก ๒ ธนาคารนั้นเข้าบัญชีของตัวแทนเข้าไปที่เดียว เขียนเช็คออกจากต่างธนาคาร ๔ บริษัท ลงวันที่พร้อม ๆ กัน แล้วไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว วันที่ ๒๕ วันเดียวกัน ช่วงเดียวกัน คือช่วงที่ต้องการใช้เงินทั้งหมด ๒๒๐ ล้านบาท นายสุเทพ ยังบอกต่ออีกว่า คณะทํางานของนายสุเทพได้ต้นขั้วเช็ค ได้ชื่อเช็ค ได้เลขที่ผู้รับเงิน เห็นลักษณะขบวนการฟอกเงินโยงใยกันหลายตอนกว่าจะถึง ไม่ใช่ให้กันง่าย ๆ นะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ตรวจสอบได้ไม่ยาก ตรวจสอบกันได้ เงินนี้ละครับที่เอาไปใช้ในการเลือกตั้ง เงินนี้ ใช้จ่ายกับนักการเมืองในพรรคชาติไทยที่ลงรับสมัครรับเลือกตั้งแยกกันจ่าย นายสุเทพ ยังระบุต่อไปอีกว่ามีอยู่รายเดียวไปรับที่สํานักงานบริษัท ซีล่าร์ ชั้น ๓ ตึกบ้านฉาง คลาสเฮ้าส์ ตอน ๙ โมงวันเสาร์ก่อนการเลือกตั้ง ๔๐ ล้านบาท เงินนี้เอาไปซื้อเสียง แน่นอน พวกผมที่นั่งซีกนี้กันทั้งหมด ไม่มีใครได้ไปใช้เงินเปึนร้อย ๆ ล้านบาททั้งนั้น แล้วสงสัยว่า ๑๑ ล้านบาทที่ศาลสั่งริบที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อ ๒-๓ วันอยู่ในยอดนี้ด้วย ผมจึง ไม่แปลกใจว่าทําไมนายราเกซ สักเสนา จึงกล้าออกมาสัมภาษณ์ทีวี วิทยุ รู้ดังกันทั่วโลก อื้อฉาวขายหน้ากันไปหมดว่าเขาเปึนคนตั้งรัฐบาลบรรหาร ก็เงินเขานี่ครับ เงินของเขา ที่ได้มาเปึนรัฐบาล ที่นั่งชูคออยู่นั่น นี่เปึนสิ่งที่นายสุเทพได้อภิปรายชัดเจน
คําถามมีอยู่ว่าเมื่อนายสุเทพได้อภิปรายระบุข้อเท็จจริงว่านายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้น กระทําความผิดตามมาตรา ๔๐ แห่ง พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พุทธศักราช พ.ศ. ๒๕๒๔ ในขณะนั้น โดยรับเงินจาก นายราเกซ ซึ่งเปึนบุคคลไม่มีสัญชาติไทย โดยผ่านขบวนการฟอกเงินดังนี้ มีแกนนํา พรรคชาติไทย ๔-๕ คน ประชุมกันก่อนการเลือกตั้งวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ประมาณ ๑๔-๑๕ วัน แล้วสรุปการเลือกตั้งว่าจะแพ้พรรคประชาธิปัตย์ จึงวางแผนหาเงิน ๒๕๐ ล้านบาท ถึง ๓๐๐ ล้านบาท โดยไปเอาเงินมาจากนายราเกซ ซึ่งนายราเกซก็ต้องไป เอามาจากบีบีซี โดยใช้วิธีนําหุ้นของบีบีซี ซึ่งถืออยู่ในบริษัทต่าง ๆ ตามที่นายสุเทพได้พูด เบื้องต้น แล้วนําเงินไปเข้าบัญชีของบริษัท ๔ แห่ง ที่ธนาคารสหธนาคาร และบีบีซี สํานักงานใหญ่ จากนั้นก็เขียนเช็คสั่งจ่าย ไปเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว วันที่ ๒๕ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณและพวก ได้ยืนยันเลขเช็ค บัญชีเช็คที่นําเข้าบัญชี รวมกัน ๓ บัญชี เปึนเงิน ๗๕ ล้านบาท โดยหลังจากนําเช็คเข้าบัญชีแล้วก็ได้มีการนําเงิน เบิกออกไปทั้งหมด เหลือติดบัญชีเพียงแค่หลักพัน หลักหมื่นเท่านั้น นายสุเทพ และพวกได้ยืนยันว่า นายราเกซเปึนคนตั้งรัฐบาล โดยอ้างคําพูดของนายราเกซด้วยตนเอง ข้อเท็จจริงย่อมถือได้ว่าผู้บริหารของพรรคชาติไทยรวมถึงนายบรรหารได้กระทําความผิด ตามกฎหมาย มาตรา ๔๐ แห่ง พ.ร.บ. พรรคการเมือง พุทธศักราช ๒๕๒๔ ในขณะนั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ได้บัญญัติไว้เปึนความผิด เช่นเดียวกัน ในฐานรับเงินจากผู้ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งมีอัตราโทษจําคุกของกฎหมาย ๒ ฉบับเท่ากัน คือจําคุกตั้งแต่ ๒ ป้ถึง ๑๐ ป้ จึงมีอายุความ ๑๕ ป้ จะหมดอายุความ ในป้ พ.ศ. ๒๕๕๓ เชื่อมโยงนิดเดียวก็คือว่า นายสุเทพระบุอย่างชัดเจนว่า นายราเกซ สักเสนา ไม่ใช่คนไทย ไม่มีสัญชาติไทย นายสุเทพได้ถ่ายหลักฐานของนายราเกซยืนยันว่าเปึนหนังสือเดินทางที่เรียกว่าพาสปอร์ต (Passport) หลักฐานแสดงว่าเปึนชาวต่างชาติ มีภาพถ่ายแสดงออกหนังสือเดินทาง โดยกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย นายราเกซ สักเสนา เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม บรรยายคุณลักษณะเสร็จเลยนะครับ เปึนประชาชนของประเทศอินเดียเข้าองค์ประกอบ ว่าไม่ได้เปึนคนไทย ผมจึงขอตั้งคําถามกับนายสุเทพว่า เมื่อนายสุเทพและพวกมีการ เตรียมพยานหลักฐานไม่ว่าเปึนเช็คหรือต้นขั้วเช็ค โดยเฉพาะหลักฐานที่นําเช็คไปเรียกเงิน จํานวน ๗๕ ล้านบาท โดยยืนยันว่าเงินจํานวนดังกล่าวนายราเกซได้ให้แก่พรรคชาติไทย นายสุเทพยังคงยืนยันข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเงินจํานวนดังกล่าวว่านายราเกซ ได้ให้เงินแก่พรรคชาติไทย อันเปึนความผิดตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง ป้ ๒๕๒๔ มาตรา ๔๐ เช่นเดิม ตามที่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหาร ศิลปอาชา ในฐานะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นอยู่ใช่หรือไม่ และในขณะที่นายราเกซได้ถูกจับกุม คุมตัวมายัง ประเทศไทยเพื่อดําเนินคดีในประเทศไทยแล้ว เหตุใดนายสุเทพจึงไม่นําเรื่องร้องทุกข์ หรือกล่าวโทษเพื่อนําพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้ จับกุมนายบรรหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดดังกล่าวตามที่นายสุเทพ ได้กล่าวไว้ว่าให้ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ๒ เดือนผมจะจับนายบรรหาร ให้ดู เปึนคําถามที่ ๒ ครับท่านประธาน