ธงชาติ รัตนวิชา หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒/๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุน บำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ เพื่อให้การดำรงตำแหน่งเลขาธิการเป็นไปตามสัญญาจ้างที่คณะกรรมการกำหนด โดยอ้างว่ากฎหมายที่เสนอขัดกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ และขอให้ที่ประชุมพิจารณาตามข้อบังคับการประชุม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องหลักการที่จะบัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยเฉพาะเรื่องหลักการที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิบำเหน็จตกทอดเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน และเรียกร้องให้ที่ประชุมพิจารณาเสียก่อนว่าสภาเอาอย่างไร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ธงชาติ รัตนวิชา กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๒/๑ แก้ไข มาตรา ๒๒ เอาไว้นะครับ
มาตรา ๒/๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติกองทุน บําเหน็จบํานาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๒ การดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง และการกําหนด เงื่อนไขในการทดลองปฏิบัติงานหรือการทํางานในหน้าที่เลขาธิการ ให้เป็นไปตามสัญญา จ้างที่คณะกรรมการกําหนด โดยให้อายุการจ้างคราวละไม่เกินสี่ปี และเมื่อครบกําหนด อายุสัญญาจ้างแล้วคณะกรรมการจะต่ออายุสัญญาจ้างอีกก็ได้ แต่จะดํารงตําแหน่งเกิน สองวาระติดต่อกันมิได้
การต่ออายุสัญญาจ้างตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการต้องพิจารณาผลการ ประเมินการทํางานผลงานและประโยชน์ที่ผู้นั้นได้ดําเนินการให้แก่กองทุนและสมาชิก เป็นสําคัญก่อนมีมติให้ต่ออายุสัญญาจ้างนั้นอีกหนึ่งวาระ
รายละเอียดในการแปรญัตติมีดังที่กระผมกราบเรียน แต่ว่าการแปรญัตตินี้ ดูเหมือนว่าจะขัดกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเข้ามานี้ ปัญหานี้เป็นปัญหา ของเรื่องหลักการของกฎหมาย เป็นหลักการของกฎหมาย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะพิจารณา คําแปรญัตติในรายละเอียด ผมใคร่ขอเสนอท่านประธานว่าที่ประชุมสภาน่าจะต้อง พิจารณาตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๒๙ วรรคสุดท้ายที่เขียนว่า เว้นแต่ที่ประชุมจะ เห็นเป็นอย่างอื่น นั่นก็แปลว่าควรจะให้สมาชิกได้พิจารณากันเสียก่อนว่ากฎหมายที่เสนอ เข้ามานี้มีปัญหาในเรื่องหลักการกันหรือไม่ เพราะกฎหมายที่เสนอเข้ามานี้มีอยู่ ๓ ฉบับ ด้วยกันครับท่านประธาน ที่ผมเสนออย่างนี้มีเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับว่ากฎหมายฉบับที่ ครม. เสนอมานั้นมี ๑ หลักการ กฎหมายที่คุณสุทิน คลังแสง เสนอมามี ๒ หลักการ ในกฎหมายฉบับของคุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล มีถึง ๔ หลักการ ในทั้งหมดทั้ง ๓ ฉบับนั้น นะครับ สภารับหลักการมาทั้ง ๓ ฉบับ ก็แปลว่า สภารับมาทั้งหมด ๔ หลักการ มีหลักการ ที่เหมือนกันทั้ง ๓ ฉบับอยู่ ๑ หลักการเท่านั้นเอง คือหลักการที่ให้นําสิทธิในบําเหน็จ ตกทอดมาเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน นี่คือหลักการที่เหมือนกัน ๑ เรื่อง ฉบับของคุณสุทินมีหลักการที่นอกเหนือไปจากของรัฐบาลอีก ๑ หลักการก็คือ ให้มีการเปลี่ยนสูตรคํานวณบําเหน็จบํานาญข้าราชการ เพราะฉะนั้นของคุณสุทิน มี ๒ หลักการ ของคุณสมบูรณ์มี ๔ หลักการ คือ
๑. หลักการที่เหมือนของรัฐบาล
๒. หลักการที่เหมือนกับคุณสุทิน คือสูตรคํานวณบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการ
๓. หลักการในมาตรา ๒๒ ที่เสนอนี่นะครับ หลักการที่จะให้มีการ กําหนดการดํารงตําแหน่งของเลขาธิการ
ส่วนหลักการที่ ๔ คือหลักการที่จะให้รายงานต่อสภาถึงการดําเนินงาน กิจการของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ เพราะฉะนั้นในที่ประชุมสภา ที่ประชุมสภา ได้รับหลักการมาทั้ง ๓ ฉบับ ก็แปลว่า รับหลักการทั้ง ๔ หลักการ โดยถือฉบับของรัฐบาล เป็นหลักในการพิจารณา ในการประชุมของคณะกรรมาธิการนั้นในชั้นแรกที่ประชุม ได้พิจารณากันว่าเมื่อสภารับหลักการมาทั้ง ๔ หลักการ เพราะฉะนั้นหลักการที่ คณะกรรมาธิการจะต้องพิจารณาก็จะต้องมีหลักการทั้ง ๔ หลักการบรรจุอยู่ในร่างนั้น ถ้าสภาหรือคณะกรรมาธิการไม่ใส่หลักการทั้งที่สภารับมาทั้ง ๔ หลักการ ก็แปลว่า กฎหมายที่คณะกรรมาธิการพิจารณานั้นก็ขาดหลักการไป แต่อีกฝ่ำยหนึ่งบอกว่า เมื่อสภารับหลักการมา โดยถือเอารัฐบาลเป็นหลักก็จะต้องมีเพียงหลักการเดียว นั่นถือให้มีการใช้สิทธิบําเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันในการคํ้าประกันต่อสถาบัน การเงินเพียงอย่างเดียว แต่ที่ประชุมได้พิจารณากันอย่างกว้างขวางครับ ปรากฏว่า ในชั้นแรกที่ประชุมคณะกรรมาธิการบอกว่าจะต้องพิจารณาทั้ง ๔ หลักการ ก็เลยใส่ทั้ง ๔ หลักการเข้ามาและเสนอเข้ามาในที่ประชุมของสภา เมื่อมาสู่ที่ประชุมวิปร่วมรัฐบาล ปรากฏว่า วิปทักท้วงว่าขัดหลักการ ขอให้คณะกรรมาธิการไปพิจารณาทบทวนใหม่ คณะกรรมาธิการก็กลับไปพิจารณา โดยเห็นว่าถ้าจะดื้อดึงไปกฎหมายอาจจะตก อาจจะช้า เสียเวลาในการที่จะให้ข้าราชการบํานาญใช้สิทธิในการเอาบําเหน็จตกทอดไป เป็นหลักประกันในการคํ้าต่อสถาบันการเงิน ก็เลยเปลี่ยนมาใช้หลักการเดียว คือหลักการ ให้บําเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเวลานี้คณะกรรมาธิการทําไว้ ๒ เวอร์ชั่น (Version) เวอร์ชั่นที่ ๑ ก็คือ ๑ หลักการ เวอร์ชั่นที่ ๒ ก็คือ ๔ หลักการ ฉะนั้นผมจึงเสนอท่านประธานว่าเมื่อเป็น อย่างนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในสภานี้มาก่อน สภานี้ควรจะพิจารณา เสียก่อนว่า ที่สภารับหลักการไป ๔ หลักการนั้น แล้วเสนอมาเพียง ๑ หลักการนั้น หลักการที่รับไปขาดไปหรือไม่ หรือว่าถ้าเสนอไป ๔ หลักการ แล้วเอารัฐบาลเป็นหลัก เมื่อมีหลักการเดียว แล้วเสนอเข้ามาเพียง ๑ หลักการ หลักการอื่น ๆ ก็ขาดไป อย่างนี้ถือว่า ขาดหลักการหรือไม่ หรือถ้าเสนอมาทั้ง ๔ หลักการแต่รัฐบาลเสนอหลักการเดียวอย่างนี้ ถือว่าหลักการเกินหรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะให้สภาได้พิจารณากันก่อน ถ้าสภาเห็นเป็นอย่างไรค่อยมาพิจารณาในเรื่องของคําแปรญัตติในรายละเอียดว่า จะเอาแบบไหน เพราะมีตั้ง ๒ เวอร์ชั่น คณะกรรมาธิการอาจจะกลับไปพิจารณาเสนอ อย่างเก่าเข้ามาอีกก็ได้ถ้าสภาเห็นด้วยว่าจะต้องบัญญัติทั้ง ๔ หลักการเอาไว้ใน ร่างพระราชบัญญัตินี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็ นปัญหาที่สภาจะต้องพิจารณากันก่อนกระมังครับ ท่านประธาน ผมจึงขอเสนอว่าน่าจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ข้อความสุดท้าย เว้นแต่ที่สภา จะเห็นเป็นอย่างอื่น ก็คือให้สภามีมติว่าควรจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันเสียก่อนว่าสภา จะเอาอย่างไร ถ้ารับไปทั้ง ๔ หลักการแล้วเสนอมาเพียงหลักการเดียวนั้นหลักการขาดไป หรือไม่ ตรงนี้น่าจะต้องพิจารณากันก่อนเพื่อเป็นมติของสภาในการพิจารณากฎหมายอื่น ต่อไป เพราะว่ากฎหมายอื่นเวลานี้มีปัญหาเช่นเดียวกันว่าเกินหลักการหรือไม่ หรือขาดหลักการหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงเรียนท่านประธานเป็ นเช่นนี้ก่อนครับ ท่านประธาน