นคร มาฉิม หารือเรื่องข้อกําหนดในการพิจารณาพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่าศาลมีอำนาจและความบริสุทธิ์ในการตัดสินใจ และตามกฎหมาย หากพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคกระทำความผิด ก็จะต้องถูกยุบ นคร มาฐมยังหารือเรื่องอำนาจในการเสนอกฎหมาย โดยอ้างอิงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒ และอธิบายว่า ร่างพระราชบัญญัติจะต้องเสนอได้จาก คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเหตุผลเพื่อตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยสรุปดังนี้ครับ ในหลักการสากลกฎหมายวิธีพิจารณาความ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับเงื่อนไขและขั้นตอนในการนําคดีเข้าสู่การพิจารณา และการดําเนินกระบวนพิจารณา ของศาลเพื่อเปึนหลักประกันว่าตุลาการและคณะผู้พิพากษาในองค์คณะของตุลาการ หรือศาลจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เกิดความยุติธรรมและความเปึนธรรมแก่คู่กรณี ทุกฝ์าย ซึ่งรวมทั้งการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วย เพื่อเปึนหลักประกัน ให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการที่จะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เปึนไป โดยความถูกต้อง รวดเร็วและเปึนธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กําหนดไว้ และบัญญัติรับรองซึ่งการได้มาหรือการมีอยู่ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดี ของศาลนั้นเช่นกัน
สําหรับกรณีในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนคดีมหาชนที่อยู่ในอํานาจ การพิจารณาพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกําหนด ให้วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญต้องทําเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ์ายนิติบัญญัติก็คือรัฐสภาก่อน เพราะฉะนั้นการที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไประบุว่าจะต้องให้ความเห็นชอบหลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยประธานศาลออกข้อกําหนดแล้วจะต้องเห็นชอบจากคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็จะต้องผ่านความเห็นชอบหรือว่ารับทราบจากสภาผู้แทนราษฎรนั้น เห็นว่ารายละเอียดดังกล่าวเปึนข้อปลีกย่อยในข้อกําหนด ซึ่งควรที่จะให้องค์กรนั้น ๆ ซึ่งทราบวิธีการปฏิบัติเพื่อความสะดวกรวดเร็วเปึนผู้กําหนด แล้วก็สภาเองก็คงจะ ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมาพิจารณาในรายละเอียดในข้อปลีกย่อยต่าง ๆ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตต่อเนื่อง ต่อประเด็นข้อซักถาม ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ๓ ท่าน ก็คือท่านที่ ๑ ท่านเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าตอนนี้ศาลไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์เสมือนก่อน เรื่องนี้ เปึนข้อถกเถียง แล้วก็เปึนข้อคิดเห็นของท่าน แต่ว่าในคณะกรรมาธิการโดยเฉพาะผมเอง ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และคณะกรรมาธิการอีกหลายท่านมีความเห็น พ้องกันว่าอํานาจศาลหรืออํานาจตุลาการที่เปึน ๑ ใน ๓ อํานาจ ก็คือฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ แล้วก็ฝ์ายตุลาการนั้นยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์ ยังคงมีการถ่วงดุล อย่างเสมอภาคเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การที่ท่านยกกรณีตัวอย่าง ที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็คือท่านสมัคร สุนทรเวช ได้ขึ้นมา เปึนข้อเปรียบเทียบนั้น ก็เปึนข้อหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้นําขึ้นมาเปึนกรณีตัวอย่าง เพื่อถกเถียงกันในประเด็นดังกล่าว แต่ว่าข้อดังกล่าวนั้นเปึนข้อกฎหมายที่กําหนด ไว้ชัดเจนว่า ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไปเปึนลูกจ้าง หรือรับเงินค่าจ้าง จากบริษัทเอกชนเพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เปึนข้อกฎหมาย การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสิทธิของความเปึนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจึงชอบด้วย กฎหมาย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว แล้วก็เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมแล้ว เช่นเดียวกันกับคดี ยุบพรรคการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการเกือบทั้งหมดไม่มีใครเห็นด้วยเลยที่จะให้มีการ ยุบพรรคการเมือง เพราะเราต้องการให้พรรคการเมืองเปึนสถาบันทางการเมือง เปึนที่พึ่ง ที่หวัง แล้วก็เปึนผู้กําหนดนโยบายในการที่จะใช้มาบริหารประเทศ แต่ว่าเมื่อกฎหมาย กําหนดไว้ว่าถ้าพรรคการเมืองใด หรือว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองใดกระทํา ความผิดตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกําหนดไว้ว่า กระทําความผิดตามขั้นตอนหรือข้อกล่าวหานี้แล้วจะต้องถูกยุบพรรคการเมือง ในเมื่อ อันนี้คือกฎหมายสูงสุดของประเทศจึงจําเปึน แล้วก็เคารพในดุลยพินิจและคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อที่ ๒ ที่ท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านกับท่านวิเชียร ขาวขํา ได้สอบถามว่าอํานาจในการเสนอกฎหมายนั้น ควรที่จะเปึนอํานาจของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนเรื่องนี้ต่อท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒ ได้บัญญัติไว้ว่า ภายใต้ บังคับ มาตรา ๑๓๙ ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ๓. ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธาน องค์กรนั้นเปึนผู้รักษาการ หรือ ๔. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน เข้าชื่อเสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๓ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เปึนไปตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒