สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ระบุว่าจังหวัดอ่างทองมีข้าวเปลือกนาปรังประมาณ 40,000 ต้น และมีจังหวัดอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ แต่เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดเวลา จึงตัดประเด็นนี้ไป นอกจากนี้ กอร์ปศักดิ์ ยังพูดถึงปัญหาการผลิตข้าวและต้นทุนการผลิตข้าว โดยอ้างถึงการซื้อข้าวของรัฐบาลที่มีราคาสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรไม่ได้รับอานิสงส์จากการขายข้าวให้กับรัฐบาล

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี

ขอบคุณครับ คําถามแรก ก็คงเข้าใจเหมือนกันนะครับ จํานวนที่ข้าวเปลือกนาปรังที่ยังมีอยู่ ตัวเลขที่ผมบอก เฉพาะที่จังหวัดอ่างทองประมาณ ๔๐,๐๐๐ ซึ่งผมก็บอกว่ามันไม่มาก ส่วนที่อื่นเขาก็ไม่มี แล้วครับ มีจังหวัดอ่างทองบ้าง จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่บ้างที่ยังหลงเหลืออยู่ นอกนั้นก็มี ที่ภาคใต้ ซึ่งยังไม่ครบกําหนดเวลา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ตัดไป

ประเด็นที่ ๒ คงจะต้องมาพูดกันนิดหนึ่ง คือเรื่องต้นทุนการผลิต เวลานี้ คณะรัฐมนตรี ก็ยังไม่ถึงคณะรัฐมนตรี เฉพาะกรรมการ กขช. ให้ความเห็นชอบไว้ ๒ ตัว ด้วยกัน ในเรื่องของข้าว ก็คือปทุมธานี ๑ กับข้าวขาว ตั้งราคาไว้ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่ง ๑๐,๐๐๐ บาท มาจากต้นทุนการผลิต ตัวเลขที่เขามีก็คือ ๖,๙๖๙ บาท บวกค่าขนส่ง อีก ๒๐๐ บาท แล้วส่วนที่เหลือคือกําไรประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ ๒,๘๖๘ บาท ความจริงไม่ได้มีเจตนาที่จะมาถกเถียง เพราะว่าในทฤษฎีว่าข้าวขึ้น ลงอย่างไร เปึนเพราะ รัฐบาลประกัน หรือเปึนเพราะรัฐบาลจํานํา ก็คงจะถกเถียงกันได้นาน แต่อยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ว่า คือเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมราคาข้าวมันสูง ไม่ใช่ราคาข้าวที่โรงสี เขาซื้อนะครับ เปึนราคาข้าวที่รัฐบาลตั้งโต๊ะซื้อสูง ๆ คือที่ว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เพราะรัฐบาลซื้อครับ ไม่ใช่โรงสีซื้อ แต่ว่าโรงสีที่อยู่ในโครงการซื้อในนามของรัฐบาล ถ้าหากไปดูโรงสีที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ หรือปกติที่ไม่อยู่ในโควตา เขาไม่ได้ซื้อ ๑๐,๐๐๐ บาทหรอกครับ เขาซื้อ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาทมานานแล้วครับ ราคามันไม่ได้ขึ้น เพราะฉะนั้นในความเข้าใจที่ว่าการรับซื้อของแพงก็คือทําให้ราคาสูง มันไม่ใช่ครับ มันสูงเฉพาะคนที่ขายของได้ในโควตาเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะทําความเข้าใจว่า อันนั้นคือข้อเสียหาย คือสิ่งที่ไม่ดีในการตั้งโต๊ะซื้อราคาสูง เพราะไม่ได้ทําให้ราคาข้าวขึ้น การจํานําข้าวสมัยก่อนจํานําในราคาต่ํากว่าราคาตลาด สมมุติว่าซื้อขายกันที่ ๘,๐๐๐ บาท เขาก็จะจํานําประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท แล้วก็จํานําในยุ้งฉาง เกษตรกร ธ.ก.ส. ก็เปึนคนจํานําข้าวเปลือก ประเด็นก็คือต้องการดูดข้าวที่มีอยู่ในระบบ ที่มีมากเกินไป บอกเกษตรกรว่าอย่าเพิ่งขายนะ จะเอาเงินไปใช้ก่อน เพราะตอนนี้เงิน ยังไม่ค่อยมี แล้วรัฐบาลก็ใช้มาตรการอื่น ๆ เสริม เพื่อให้ราคาข้าวมันขึ้น แล้วพอข้าวขึ้น ปุ็บเกษตรกรก็เอาข้าวที่จํานําไว้เอาออกไปขาย แล้วเงินที่ได้ก็เอามาใช้หนี้ ธ.ก.ส. โครงการรับจํานําในลักษณะนี้เปึนโครงการรับจํานําที่ถูกต้อง ทํากันมาผมว่าเปึนสิบ ๆ ป้ เพิ่งมาเปลี่ยนตอนหลัง ใช้ชื่อเก่า แต่ว่าเปึนการตั้งโต๊ะซื้อของแพง ไปดูเถอะครับ ที่จํานํา ทั้งหมด ใช้ชื่อโก้ว่า จํานํา ไม่มีใครไปไถ่ถอนแม้แต่กองเดียว แม้แต่กระสอบเดียวครับ เพราะว่าราคามันไม่ได้ขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเกษตรกรที่เปึนชาวนาทั้งหมดเลย เฉพาะข้าวนาป้ก็ ๓.๗ ล้านครัวเรือน ข้าวนาปรังอีกประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ทั้งหมดไม่ได้รับอานิสงส์จากการขายของแพง ๆ ให้กับรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีเงินไม่พอ เวลานี้รัฐบาลก็ซื้อมาเยอะมาก ตามมาตรการอย่างนี้ที่ทําติดต่อกันมาหลายรัฐบาล ที่ผ่านมา ๓-๔ ป้ ก็กลายเปึนผู้ค้าข้าวเสียเอง มีข้าวเต็มโกดังไปหมดเลยขณะนี้ครับ แล้วก็มีปัญหาในเรื่องการจําหน่ายที่จะต้องรีบเร่งออกไป อันนี้ก็เปึนปัญหาของรัฐบาล ที่จะต้องแก้ไข แต่ถามว่าแล้วต่อไปเราจะทําอย่างไร เราไม่ได้เรียกว่าเปึนการประกัน ราคาข้าวครับ เราเรียกว่าเปึนการประกันรายได้ขั้นต่ําของเกษตรกร ความหมายก็คือ เกษตรกร ผมจะพูดรวมกันไปเลย ไม่ว่าจะเปึนชาวไร่ข้าวโพด ไม่ว่าจะเปึนชาวไร่ มันสําปะหลัง ไม่ว่าจะเปึนพี่น้องเกษตรกรที่ทํานา รัฐบาลจะไปคิดหาต้นทุนถัวเฉลี่ย ผมใช้คําว่า ถัวเฉลี่ย เพราะทั่วประเทศต้นทุนต่างกัน แต่เนื่องจากว่าเราทําเปึนครั้งแรก เราก็ใช้ถัวเฉลี่ยที่มีการถ่วงน้ําหนักมากหน่อย ความหมายก็คือว่าต้นทุนตรงไหนที่แพง เราเอาตัวแพงไว้ก่อนเปึนหลัก เกษตรกรที่มีต้นทุนต่ํากว่าก็จะได้กําไรตรงนี้ไปนิดหนึ่ง เมื่อเราคิดต้นทุนแล้วเราก็บอกเขาเลยว่า เวลาเขามาทําการเพาะปลูกเขาจะรู้ในใจเลย อย่างในกรณีข้าวเราบอกว่าต้นทุนที่ ๖,๙๖๙ บาท แน่นอนครับ มีเกษตรกรที่ทํานาเก่ง ๆ ต้นทุนต่ํากว่านี้ เกษตรกรที่เปึนเจ้าของนาเองต้นทุนก็ยิ่งต่ํามาอีกแบบที่ท่าน ส.ส. พูดเมื่อสักครู่ แล้วเราก็บวก ๆ ไปให้วันที่เขาทํานา ซึ่งเราจะประกาศต่อไป จะเปึนช่วง ต้นฤดู เขาจะรู้เลยอีก ๔ เดือน ถ้าเขาทําข้าวที่เปึนข้าวขาวธรรมดาแล้วป้หนึ่งปลูก ๒ ครั้ง อีก ๔ เดือนเขาเก็บเกี่ยวเมื่อไร เขารู้เลยว่าเขาไม่มีวันขายในราคาที่ ๖,๙๖๙ บาท เท่าทุน อีกแล้ว หรือ ๕,๐๐๐ บาท ต่ํากว่าทุน แต่รัฐบาลบอกว่าให้เขาไปทําสัญญาประกันราคา ตัวนี้ ประกันรายได้ขั้นต่ําตัวนี้ไว้กับ ธ.ก.ส. เลย เมื่อถึงเวลาเขาเก็บเกี่ยวมันราคา ๑๐,๐๐๐ บาท วันนี้เขารู้ในใจเลย เขารู้ในใจเลยว่าอีก ๔ เดือน ฉันได้ ๑๐,๐๐๐ บาท เขาก็สามารถตัดสินใจได้ว่าเขาจะทํานาหรือไปประกอบอาชีพอื่นดี เขาจะมีความรู้สึก เหมือนกับลูกหลานเขามีที่ เวลาไปทํางานที่โรงงานแล้วรู้เลยว่าเงินเดือนได้เท่าไร เกษตรกร ในอดีตไม่เคยรู้ว่าตัวเองจะมีรายได้เท่าไร แต่วันนี้เขาจะรู้ และข้อดีที่สุด จํานวนครัวเรือน ที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ เฉพาะชาวนาอย่างเดียว ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ได้ทุกครัวเรือน ไม่ต้องไปกังวลว่าจะต้องมีโควตา ไม่ต้องไปกังวลว่าต้องรีบเก็บเกี่ยว แล้วก็เปึนเพื่อนซี้กับโรงสีจะได้เข้าไปจํานําได้ ทุกครัวเรือนได้เหมือนกันหมด คําถามว่า พี่น้องที่ทําไร่ข้าวโพดจะมีจํานวนเท่าไร ครั้งที่แล้วมีการซื้อข้าวโพดแพง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าได้ครบ กันหมดทุกคนก็ได้เพียงประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ครัวเรือน ขณะที่มีพี่น้อง ที่ทําไร่ข้าวโพดอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน หรือในกรณีมันสําปะหลังมี ๕๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน หรือ ๖๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ก็ได้เพียง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ตัวเลขอาจจะเปึนตัวเลขเพียงประมาณการ แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าการตั้งโต๊ะซื้อของแพง ทําให้รัฐกลายเปึนพ่อค้าเสียเองนั้น ไม่มีประโยชน์เลย เพราะเกิดประโยชน์เฉพาะ เกษตรกร รวมหมดแล้วประมาณร้อยละ ๒๐ เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ ๘๐ ขายถูกครับ เพื่อน ส.ส. ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าหากว่าอยู่แถวจังหวัดนครราชสีมา อยู่แถวจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดชัยภูมิ แถวภาคอีสานรู้เลยว่าพี่น้องชาวไร่มันสําปะหลังทั้งหลายที่ขับรถอีแต๋น บรรทุกหัวมันสดเข้าไปในโกดังเข้าไป ๒ คัน คันหนึ่งขายได้ ๒ บาท อีกคันหนึ่งขายได้ ๑.๑๐ บาท ไม่ใช่ขายได้ ๒ บาท ทั้ง ๒ คัน ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังทําขณะนี้ เราบอกเลยว่าต้องได้ทุกคน จึงมีที่มาว่าเราทุ่มเทเงินงบประมาณเกือบ ๒๐๐ ล้านบาท ๑๔๐ ล้านบาท ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปทําเรื่องทะเบียนให้สมบูรณ์ที่สุด เริ่มมาแล้วประมาณ ๑ เดือน เหลืออีก ๒ เดือนทําครบ ทะเบียนตรงนี้จะบอกว่า ครัวเรือนนี้ทํานาเท่าไร ทําไร่ข้าวโพดเท่าไร ทํามันสําปะหลังเท่าไร คําว่า ทําเท่าไร หมายความว่ามีจํานวนไร่กี่ไร่ วันนี้กระบวนการประกันรายได้ขั้นต่ําของเกษตรกร ไปไกลถึงขนาดไม่ต้องส่งมอบด้วย คําว่า ไม่ต้องส่งมอบ หมายความว่าผลผลิตออกมาเท่าไร รัฐบาลบอกไม่สนใจ ยิ่งทําได้มาก ท่านยิ่งมีกําไรมาก แต่ในส่วนที่รัฐบาลจะชดเชยนั้นจะเอาผลผลิตที่เปึน ถัวเฉลี่ย ถ้าหากว่าเปึนมันสําปะหลัง ๑ ไร่ ก็ ๓.๖ ถ้าหากว่าจะเปึนข้าวโพดก็ไร่ละ ประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นเกษตรกรทุกครัวเรือนเมื่อมีจํานวนไร่ชัดเจน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาจะไปตรวจสอบจํานวนไร่พร้อมกับท้องถิ่น พร้อมกับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ทําเปึนเอกสารขึ้นมาชัดเจนว่า ๑. เปึนคนไทย ๒. มีการ ตรวจสอบระหว่างครัวเรือนกันเอง เพราะจะมีการไปติดไว้ที่ศาลากลางบ้านเลย ให้ไป ตรวจสอบกันเอง เกษตรกรก็อยากตรวจสอบกันเองว่าใคร ครัวเรือนไหน ทําอะไร มีจํานวนกี่ไร่ ในสัญญานี้จะบอกมาเลย ถ้าเปึนข้าวโพดก็คูณ ๖๐๐ สมมุติว่าเปึน ๖๕๐ ตัน ก็คูณ ๖๕๐ ตันคูณ ๓.๖ ไปเลย ท่านอาจจะทําได้ ๒.๕ ท่านก็ได้กําไร ถ้าทําได้ ๓.๘ ท่านก็ ขาดทุนเล็กน้อย แต่ท่านไม่ได้ขาดทุนมากไปกว่าขาดทุนส่วนต่างที่เราจะจ่ายให้ ในกรณี มันสําปะหลัง เอกสารของท่านจะมีระบุด้วยว่าท่านจะขุดหัวมันสดเมื่อไร สมมุติท่านจะขุด หัวมันสด วันที่ ๑ ตุลาคม ท่านไม่ต้องขุด ท่านเพียงแต่เดินไปที่ ธ.ก.ส. เพราะท่านไปทํา สัญญาล่วงหน้าไว้แล้วว่าฉันจะขุดมันของฉันเดือนตุลาคม หรือไม่ก็เดือนพฤศจิกายน แล้วฉันไปทําประกันไว้เลย ๑.๗๐ บาท แล้วฉันก็บอกเลยว่าฉันปลูกอยู่ ๒๐ ไร่ แล้วฉัน ก็รู้เลยผลผลิตของฉันเท่าไร วันนั้นเดินไปที่ ธ.ก.ส. จํานวนผลผลิตออกมาชัดเจน ถ้าไม่เกิน ๑๐๐ ตัน เพราะเราช่วยได้เฉพาะเกษตรกรรายย่อย ถ้าท่านมี ๒๐๐ ตัน เราก็ ช่วยท่าน ๑๐๐ ตัน ท่านก็ไปเอาผลต่างนั้นมาเลย คําว่า ผลต่าง ก็คือวันที่ ๑ ตุลาคม หรือ วันที่ ๑๖ ตุลาคม กระทรวงพาณิชย์จะประกาศราคาที่เรียกว่า ราคาอ้างอิง ข้าวก็เช่นกัน ข้าวป้หนึ่งเราก็จะทํา ๒ ช่วง เพราะว่ามีทั้งข้าวนาป้ มีทั้งข้าวขาว มีทั้งข้าวหอมมะลิ ซึ่งข้าวนี่ยากกว่านิดหนึ่ง แล้วผมไม่สามารถอธิบายเรื่องข้าวได้ เพราะยังไม่ได้เคาะ ออกมา แต่ในเรื่องข้าวโพดก็ดี มันสําปะหลังก็ดี เคาะออกมาเรียบร้อยแล้วครับ เพราะฉะนั้นเมื่อไปทําสัญญากับ ธ.ก.ส. สมมุติว่าเปึนมันสําปะหลังที่ ๑.๗๐ บาท ราคา อ้างอิงออกมาที่ ๑.๔๐ บาท ๓๐ สตางค์ ธ.ก.ส. ส่งเงินเข้าบัญชีให้ได้เลย คูณกับจํานวนตัน ที่ท่านระบุไว้ โดยที่ท่านกลับไปถึงบ้านได้สตางค์ส่วนต่างนั้นแล้วท่านสบายใจแล้ว ส่วนต่างนี่คือส่วนที่รัฐบาลบอกว่าไม่มีคําว่า ขาดทุนสําหรับฉัน ก็เหลือแต่เพียงว่า เกษตรกรนั้นจะขุดหัวมันขึ้นมาหรือไม่ ถ้าเกษตรกรเปึนเกษตรกรที่มีความรู้อาจจะเข้าไปดู ในตลาดนิดหนึ่งว่ามันมีแนวโน้มว่ามันจะราคาขึ้นหรือเปล่า หัวมันสดเก็บไว้ในดินมันก็ โตวันโตคืนครับ ถ้าหากดูตลาด ขุดมาอาจจะเปึนราคาที่ ๑.๙๐ บาท ได้ ๒ ต่อ เพราะ ตอนไปใช้สิทธิในการประกันมันแค่ ๑.๕๐ บาท แต่ตอนขุดหัวมันออกมามัน ๑.๙๐ บาท ถือว่ากําไร ในขณะเดียวกันถ้าเกษตรกรเดาผิด เพราะคิดว่าเดี๋ยวมันจะขึ้น กลายเปึน ปรากฏว่าเศรษฐกิจเจ๊งขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง ราคาน้ํามันลง ไม่มีใครอยากเอามันเส้นหรือ แปังมันไปทําเอทานอล (Ethanol) แล้วราคาลง กลายเปึนเหลือ ๑.๓๐ บาท แต่ว่าราคา ที่เคยประกาศไว้ ๑.๕๐บาท ขาดทุนเลย ๒๐ สตางค์ เพราะฉะนั้นเราเองก็จะ ประชาสัมพันธ์ว่าถ้าท่านอยากจะใช้สิทธิเมื่อไร เพื่อความสบายใจท่านก็ขุดมันมาขาย ตอนนั้น ยกเว้นท่านมีความรู้มีความสามารถเพียงพอที่จะเดาอนาคตท่านได้ แต่อย่างน้อยที่สุดส่วนต่างที่เราบอกว่าเราจะดูแลไม่ให้ท่านขาดทุนอีกแล้ว ท่านได้รับเงินครับ ข้าวโพดจะเริ่มวันที่ ๑๖ นี้ช้าไปด้วยครับ วันนี้ก็ได้แต่ขอโทษพี่น้องชาวไร่ข้าวโพด ในส่วนที่ออกไปแล้วก็ถือว่าเปึนความสามารถที่ยังไม่ดีพอที่ทําได้ออกมาเร็วเท่าที่ควร ช้าไปนิดหนึ่ง มันสําปะหลังดีเลยครับ ยังไม่ถึงเวลา แล้วจะทําได้อย่างถี่ถ้วน แต่ข้าวโพด วันที่ ๑๖ ไปทําสัญญาได้เลย แล้ววันที่ ๒๖ ก็สามารถที่จะใช้สิทธิตรงนั้นได้เลย มันสําปะหลังก็ทําสัญญาได้อีก ๔๕ วัน หรือ ๖๐ วัน ส่วนข้าวนั้นกําลังรีบครับ ที่ท่าน ส.ส. ภราดรพูดเมื่อสักครู่นี้ให้ผมนําเรื่องนี้เข้าคณะรัฐมนตรี ผมคงจะต้อง กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีก่อน เพราะโดยปกติมันจะต้องเข้าคณะกรรมการข้าว แห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน และเข้าใจว่าคงจะประชุมไม่ทันวันจันทร์ ถ้าเปึนกรณีพิเศษ ทางเลขานุการคือทางกระทรวงพาณิชย์ ผมจะไปประสานให้ว่า ในกรณีนี้จะนําเข้า ครม. ได้เลยหรือไม่ แล้วก็ถ้าหากว่าเปึนจํานวนไม่มากนัก ผมคิดว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านต้องดําเนินการครับ ผมมีความคิดอย่างนั้น คิดในใจลึก ๆ แต่ว่าไม่สามารถจะตอบท่านได้นะครับ ก็คงจะต้องขออภัยท่านประธาน พอดีไปถึง มันสําปะหลังด้วย ข้าวโพดด้วย เพราะว่าจริง ๆ มันก็จะเปึนระบบเดียวกันครับ คล้าย ๆ กันครับ ขอบคุณครับ