สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

สุนัย จุลพงศธร เสนอแนวคิดร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมปรึกษาหารือเพื่อสร้างกฎหมายที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน โดยเน้นย้ำว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีลักษณะการเมืองและเป็นศาลแห่งความเห็น ไม่ใช่ศาลอาญาหรือศาลแพ่งที่ทะเลาะกันอย่างต่อเนื่อง

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ของพรรคเพื่อไทย ในนามกรรมาธิการ ก่อนที่ผมจะได้ให้ข้อมูลชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องคดี หรือข้อพิพาทตามที่ได้มีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวนั้น ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนประเด็นสําคัญที่เปึนพื้นฐานก่อนว่า การพิจารณาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธาน ได้เป่ดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายกันให้มากครับ ท่านหนึ่ง จะอภิปราย ๒ ครั้ง ยังไม่ชัดเจน จะ ๓ ครั้ง ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่ายินดีที่ผมจะได้ กราบเรียนท่านประธานว่าเพราะอะไร ผมเองเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย ได้มีโอกาสอยู่ในคณะกรรมาธิการหลายคณะ แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า การเปึน กรรมาธิการในคณะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญนี้เปึนเรื่องที่มีลักษณะพิเศษจริง ๆ กล่าวคือมีการต่อสู้กันทางความคิด อย่างไม่มีลักษณะเปึนฝักเปึนฝ์ายเลยนะครับในคณะกรรมาธิการ ทุกครั้งที่มีการโหวตนี่ มีการโหวตสลับกันเลยครับ ฝ์ายรัฐบาลโหวตร่วมกับฝ์ายค้าน ฝ์ายค้านโหวตร่วมกับ ฝ์ายรัฐบาลก็เยอะมากครับในแต่ละประเด็น ในศาลเองก็โหวตต่างกันอีกครับ ผมเองมาได้ ข้อสรุปว่าการเปึนกรรมาธิการชุดนี้รวมตลอดที่ผมมาชี้แจง ผมได้มองเห็นความเปึนจริงว่า เปึนกฎหมายที่เปึนหลักที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องช่วยกันคิดจริง ๆ ผมเองยังอยากจะฝากไปถึงท่านประธานวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ์ายว่า ช่วยปรึกษาหารือกัน เถอะครับ อันนี้เราไม่มีผลประโยชน์ว่าอันนี้เปึนฝ์ายรัฐบาลหรืออันนี้เปึนฝ์ายค้าน ผมทําใจสบายเลยครับ ถ้าท่านจะบอกว่าเอาเหมือนเดิม เอา คดี ก็เอาเถอะครับ เพราะนี่พูดด้วยความสัตย์จริงว่ากฎหมายฉบับนี้มีฝ์ายเดียวครับ คือฝ์ายราษฎร ฝ์ายประชาธิปไตยเท่านั้น เพราะอะไรครับ เพราะกฎหมายนี้เปึนการวางโครงสร้างครั้งแรก ของศาลรัฐธรรมนูญ เรียนท่านก่อนนะครับ เราไม่เคยมีศาลรัฐธรรมนูญมาก่อนนะครับ เพิ่งมีเฉพาะ ป้ ๒๕๔๐ เท่านั้นเอง เริ่มต้นนะครับ ก่อนป้ ๒๕๔๐ เรามีแค่ตุลาการรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครอง ป้ ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญฉบับแรกคือวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ประมาณ ๓๐ ป้จนถึงสมัย จอมพล สฤษดิ์ เราไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการตีความรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การอภิปรายที่ผมจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า หลายครั้งคงจะต้องพูดถึง และขออนุญาตท่านประธานที่จะกล่าวถึงเชิงประวัติศาสตร์ เชิงปรัชญาทางการเมือง ดังนั้นอยากจะให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงข้อคิดเห็นกันเต็มที่ อย่ารู้สึกว่า เราไม่ใช่นักกฎหมาย คนนั้นเปึนนักกฎหมาย ขอประทานโทษท่านสุรพงษ์เอ่ยนามท่าน ท่านครับ ขอให้ท่านเปลี่ยนความคิดเถอะครับว่า นักกฎหมายเท่านั้นที่จะรู้เรื่องกฎหมายดี ไม่ใช่ครับ กฎหมายฉบับนี้ได้พิสูจน์แล้วว่านักกฎหมายไม่สําคัญเท่ากับผู้ออกกฎหมาย เราเข้าใจกรอบวิธีคิดดั้งเดิมมานานเต็มทีว่านักกฎหมายคือรู้เรื่องกฎหมาย พวกชาวบ้าน ไม่รู้เรื่องกฎหมายหรอก ไม่ใช่ครับ ท่านทั้งหลายที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่า อาชีพใดท่านเปึนผู้ออกกฎหมาย นั่นคือท่านเปึนตัวแทนความคิดแห่งราษฎร ดังนั้น การอภิปรายในเรื่องนี้จะต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานนี้เพราะอะไรครับ เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นนี้เปึนผลแห่งความสลับซับซ้อนของการเมืองไทย ป้ ๒๔๗๕ นั้นประชาชน ยังไม่มีส่วนร่วมนะครับ ป้ ๒๔๗๕ สมัยรัชกาลที่ ๗ ประชาชนมีอยู่ประมาณ ๑๐ ล้านคน ดังนั้นการใช้กระบวนการในช่วงแรก ๒๐ ป้ ๓๐ ป้นั้นการตีความไม่ค่อยมีครับ มีแต่ การตีกัน เอาป๋นมาล่อกัน แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความรุนแรง วัฒนธรรม แห่งความรุนแรงทางการเมืองยังดํารงอยู่แต่ว่าได้คลี่คลายไป ผมได้มีโอกาส เปึนอนุกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญในชีวิตครั้งแรกก็คือรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๑๗ เมื่อท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เปึนประธานสภายกร่างรัฐธรรมนูญ เราได้เห็น ความจริงว่าหลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง ๑๔ ตุลาคมแล้ว สังคมได้ดึงประชาชน องค์กร ผลประโยชน์ต่าง ๆ ภาคประชาชนเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมือง จึงเกิดภาวะ รัฐธรรมนูญฉบับแรก ป้ ๒๕๑๗ และหลังจากนั้นขึ้นมามีความสลับซับซ้อนมากขึ้นต้องใช้ การตีความมากขึ้นครับ แต่การตีความอย่างไรท่านต้องตั้งคําถามว่าต้องมีการตีความ ทําไมจึงไม่มีศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นล่ะครับ เพราะหลักอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยนั้น มี ๓ อํานาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งเปึนเรื่องเก่าที่เรารู้ ท่านครับ ในอดีตศาล เปึนสถาบันหนึ่งที่ไม่เข้ามาก้าวก่ายกับฝ์ายนิติบัญญัติ แต่เราอยู่ในฐานะถ่วงดุลกัน ของเรานี้เปึนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข จึงมีลักษณะพิเศษ ที่ ๒ องค์กรเท่านั้นที่มาจากประชาชนโดยตรงด้วยการเลือกตั้ง แต่ศาลไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง แต่เปึนตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ในภาวะที่เราต้องมาพิจารณาหลังจากที่มีการยึดอํานาจเมื่อ ๑๙ กันยายน จึงมี ความละเอียดอ่อนมากครับ เพราะอะไรครับ เพราะได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้ได้กําหนดให้ศาลขยายอํานาจมากขึ้นเหลือเกิน ท่านครับ เราไม่เคยเห็นเลยนะครับ ที่สถาบันตุลาการจะยื่นกฎหมายได้เองโดยไม่ต้องผ่านรัฐบาลเลย ยื่นเข้ามาโดยตรงเลยครับ เราไม่เคยเห็นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจปลดนายกรัฐมนตรีได้ เราไม่เคยเห็นเลย ที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ โดยหลักการพื้นฐานพรรคการเมืองเปึนสิทธิขั้นพื้นฐาน แห่งราษฎรที่จะก่อตัวกันขึ้นเปึนองค์กรพรรคการเมือง แต่วันนี้ท่านครับ พรรคการเมืองก็อยู่ด้วยความยากลําบาก ไม่ใช่เฉพาะพรรคฝ์ายค้าน พรรคฝ์ายรัฐบาลก็อยู่ในฐานะเดียวกัน ดังนั้นสิทธิแห่งพลเมืองนี้จึงเปึนหลักประกัน ขั้นพื้นฐานว่าเราจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร ทําไมจึงไม่เปึนศาลมาตั้งแต่ต้นล่ะครับ เพราะอะไรครับ เพราะในกรอบวิธีคิดดั้งเดิมมานั้นเราถือว่าศาลนั้นอยู่ในอีกสถาบันหนึ่งที่ ถ่วงดุลกับฝ์ายนิติบัญญัติ ไม่ได้ขึ้นมาเปึนศาลหรอกครับ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ประทานโทษ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอรรถวิชช์บอกว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ครับ ขอประทานโทษนะครับ ตุลาการรัฐธรรมนูญนั้น มิได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาลเท่านั้นครับ การตัดสิน ของตุลาการรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่ตัดสินในนามพระปรมาภิไธย ความจริงเรื่องอย่างนี้ เราอาจจะต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาอธิบาย แต่วันนี้บังเอิญเราเอาเข้าด่วน ผมคิดว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจในประเด็นนี้ ส่วนจะลงมติหรือไม่อีกทีหนึ่งนะครับ ดังนั้น ตุลาการรัฐธรรมนูญได้ทําหน้าที่ในลักษณะตีความรัฐธรรมนูญเปึนหลัก และคําว่า ศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่งถูกใช้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และถูกคาบเกี่ยวกันเนื่องจาก มีการยึดอํานาจ ตั้งศาลไม่ทันครับ เลยตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อจะมาตัดสินคดียุบ พรรคไทยรักไทย ดังนั้นตรงนี้ในบางเรื่อง ขอประทานโทษท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านบอกว่ามีอคติ ไม่ใช่อคติครับ เรามีระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริง ความจริง ก็อย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้ยังไม่แน่ ที่ท่านบอกว่ามีอคติ ขอประทานโทษ ผมก็ไม่ได้ เอาพจนานุกรมมานะครับ คติ หมายถึงว่าทางที่ไป ส่วนอคติ คือไม่มีทางไป ไม่มีเหตุผล แต่ว่าข้อเท็จจริงที่มีการดําเนินการโดยศาลรัฐธรรมนูญตัดสินท่านสมัคร นายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหามีผลประโยชน์อื่นจากการทํากับข้าวจึงเกิดขึ้น อันนี้ไม่ใช่อคตินะครับ ของจริง แต่ในขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งก็มีผลประโยชน์จากภายนอกอยู่ในกรอบ กฎหมายเดียวกันจากการไปสอนหนังสือ ท่านกลับตีความว่าอันนี้ไม่ต้องลาออกครับ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์จากการรับเงินจากมหาวิทยาลัยนะครับ เพราะเปึนวิทยาทาน ด้วยข้อเท็จจริงเหล่านี้เองครับถูกนําเข้ามาในที่ประชุมและเลือกสรรกัน

ดังนั้นในหลักเบื้องต้นอยากจะกราบเรียนท่านว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จึงเปึนศาลที่มีลักษณะการเมือง และเนื้อแท้ของศาลรัฐธรรมนูญคือศาลแห่งความเห็น ไม่ใช่ศาลอาญาที่ทะเลาะกันโดยตีชิงวิ่งราว หรือว่าเปึนศาลแพ่งตามกฎหมายเอกชน และกฎหมายมหาชน ดังนั้นจึงไม่เคยมีการใช้คําว่า คดี มาเลยในอดีต ไม่เคยมีเลยครับ แม้กระทั่งท่านอาจจะบอกว่าไม่มีคดีเพราะเปึนตุลาการรัฐธรรมนูญ นั่นก็ส่วนหนึ่ง เปึนเหตุผลหนึ่งที่เรามองว่าศาลควรจะอยู่ในสถานะที่เปึนหนึ่งในอํานาจอธิปไตย คือ ตุลาการ นิติบัญญัติ บริหารให้เท่ากัน ท่านลองนึกภาพเวลาเกิดข้อขัดแย้งกัน ทางรัฐธรรมนูญแล้วท่านต้องไปเปึนจําเลยในศาลรัฐธรรมนูญ ท่านครับ คนที่ถูกตีตรวน ขึ้นศาลเขาก็เรียกจําเลยนะครับ คู่ขัดแย้งกันในทางแพ่งและในทางอาญานั้นก็เปึน คู่ขัดแย้งกัน