สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องโครงการธนาคารต้นไม้ ซึ่งเป็นโครงการที่มีการดำเนินมาหลายปี และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการปลูกต้นไม้และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับต้นไม้เพื่อประโยชน์ในการคํานวณมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต นอกจากนี้ยังอธิบายถึงผลการดำเนินการของโครงการนี้ เช่น มีสาขาธนาคารต้นไม้ 313 สาขา มีสมาชิก 23,538 คน และปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 5,000,000 ต้น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังหารือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้บนพื้นที่กลางน้ำ และเรียกร้องให้ดำเนินการตามนโยบายและกฎหมายนี้เพื่อเพิ่มการปลูกต้นไม้ในประเทศ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม ท่านผ่องศรี ธาราภูมิ ซึ่งถามความชัดเจนเรื่องนโยบาย ธนาคารต้นไม้ ความจริงแล้วเรื่องของธนาคารต้นไม้นี้ก็ต้องกราบเรียนว่าไม่ใช่ เปึนเรื่องใหม่นะครับ เปึนเรื่องซึ่งภาคประชาชนในหลายที่ก็มีการคิดริเริ่มโครงการ ธนาคารต้นไม้นี้มาหลายป้แล้ว แล้วก็มีหน่วยงานของรัฐบางหน่วย เช่น ธ.ก.ส. หรือธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในอดีตก็เคยริเริ่มดําเนินโครงการนําร่อง โดยในยุค ของรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้มีการดําเนินกระบวนการโดยการใช้เงิน งบประมาณ ๕๐ กว่าล้านบาท เพื่อเปึนการดําเนินการโครงการนําร่อง จนกระทั่งเมื่อมี การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หลังจากนั้นก็มีการชะลอโครงการนี้ไประยะหนึ่ง รัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่เข้ามาก็เห็นว่านโยบายนี้น่าจะเปึนนโยบายที่ดี จึงได้กําหนดเอาไว้ในนโยบายที่รัฐบาล แถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ โดยมีการเขียนเอาไว้ในนโยบายเกี่ยวกับ สวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในข้อหนึ่งว่ารัฐบาลจะเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชนให้เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพและโดยที่รัฐบาลให้ความสําคัญเรื่องโครงการ ธนาคารต้นไม้ ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการเปึนได้ทั้งผู้สนใจทั่วไปและผู้ที่ประสงค์จะปลูกต้นไม้ ใช้หนี้ ซึ่งในการดําเนินโครงการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภานั้น รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศนโยบายนี้อย่างที่ท่านทราบเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๒ ในการประชุม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ โดยรูปแบบการดําเนินการโครงการนี้ซึ่งขออนุญาต ท่านประธานได้ตอบแยกออกเปึนประเด็นตามที่ท่านได้ตั้งคําถามซึ่งคําถามก็ค่อนข้าง จะครอบคลุมประเด็นรายละเอียดทั้งหมดนะครับ ขอใช้เวลามากสักนิดหนึ่งว่าโดยรูปแบบ การทํางานรัฐบาลเองใช้รูปแบบของการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งครับ เรียกว่า คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยได้มอบหมายให้ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เปึนประธานคณะกรรมการชุดนี้ และมีที่ปรึกษาของกรรมการ ชุดนี้หลายท่าน โดยผมเองก็เปึนหนึ่งในที่ปรึกษาของคณะกรรมการดังกล่าว โครงสร้าง กรรมการชุดนี้ส่วนใหญ่ก็เปึนภาคประชาชน และคนที่ทํางานในเชิงองค์กรชุมชนเข้ามา มีส่วนเกี่ยวข้อง ถามว่ากรรมการชุดนี้จะเกี่ยวกับเรื่องธนาคารต้นไม้อย่างไร คําตอบก็คือ ว่ากรรมการชุดนี้ก็แต่งตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการธนาคารต้นไม้ขึ้นมา ๑ ชุด โดยมี ประธานอนุกรรมการก็คือผู้จัดการของ ธ.ก.ส. หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร นอกจากนั้นยังมีที่ปรึกษา เช่น ทางอธิบดีกรมป์าไม้ อาจารย์ประยงค์ รณรงค์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งหน่วยงานนี้จะเปึนหน่วยงานหนึ่งที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องหลักกับตัวโครงการนี้โดยรวม นะครับ คณะกรรมการชุดนี้กับอนุกรรมการก็มีหน้าที่ในการที่จะไปประสานหน่วยงาน รวมทั้งองค์กรภาคประชาชนซึ่งดําเนินการไปแล้ว เพื่อที่จะดําเนินนโยบายนี้ไปสู่ การปฏิบัติ ซึ่งจะได้กราบเรียนเปึนขั้นตอนไปว่าในชั้นนี้ได้ดําเนินการไปถึงไหน อย่างไร คณะกรรมการชุดนี้ก็มีการประชุมกันเปึนปกติ แล้วก็มีการดําเนินโครงการเรื่อยมา โดยในขณะนี้ก็มีการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการศึกษาในประเด็นรายละเอียด หลายเรื่อง ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ถามและผมจะได้กราบเรียนต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้อง ทําความเข้าใจให้ชัดเจนก็คือโครงการธนาคารต้นไม้นี่คืออะไร โครงการธนาคารต้นไม้นี้ ก็เปึนการใช้แนวคิดหรือปรัชญาที่ผสมผสานกันในเรื่องของมิติทางสังคม ทางเศรษฐศาสตร์ ทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์สภาพนิเวศ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าจะทําอย่างไร ให้ชาวบ้านรวมตัวกันเปึนชุมชน แล้วก็ใช้ประโยชน์จากที่ดิน ซึ่งอาจจะเปึนที่ดิน ที่รกร้างว่างเปล่าของชุมชน ที่ดินซึ่งเปึนส่วนรวม ที่ดินซึ่งเปึนที่เหลือของที่ใช้ปลูกพืชปกติ ประจําอยู่แล้ว หรือที่ดินซึ่งอาจจะเปึนตัวของเจ้าของเอง แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน โดยเอาที่ดินดังกล่าวไปปลูกต้นไม้ แล้วในการปลูกต้นไม้นี้ก็จะมีกระบวนการให้ความรู้กัน ว่าควรจะปลูกต้นไม้ในลักษณะอย่างไรที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวทางหนึ่งที่คิดกันก็คือ แนวทางซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยให้แนวทางไว้ก็คือแนวทางที่เรียกว่า ไม้ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง คือจะปลูกต้นไม้ใดก็แล้วแต่ให้มีประโยชน์ทั้งเปึน ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ ซึ่งทั้งไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจนี่ก็จะเปึนไม้ทั้ง ๓ ชนิด แต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นนอกจากใช้สอยแล้ว กินได้แล้ว เศรษฐกิจคือขายได้ สร้างเงินได้แล้วยังมีประโยชน์ในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ําอีกด้วย เพราะฉะนั้น โดยแนวคิดอย่างนี้ที่บอกว่ามีมิติทางสังคมก็เพราะว่าถ้าหากว่ามีการส่งเสริมให้มีการปลูก ธนาคารต้นไม้หรือปลูกต้นไม้ในที่ดินรกร้าง ที่ดินของชุมชน ที่ดินที่มีเจ้าของแล้ว หรือแซมจากที่ดินอื่น ๆ ก็ดี ก็จะสามารถเปึนช่องทางหรือเปึนโอกาสให้คนยากคนจน หรือเกษตรกรที่ยากจนไม่มีที่ดินได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วย เช่น อาจจะ ไปใช้แรงงานในส่วนของที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า หรือที่ดินของชุมชน แม้แต่กระทั่งคนซึ่ง อาจจะมีอาชีพอยู่แล้ว แล้วก็มีที่ดินส่วนหนึ่งเหลือไปปลูกต้นไม้ในโครงการนี้ก็สามารถ ที่จะเปึนการสร้างงานให้เกิดขึ้นได้ด้วย ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ก็คือจะทําให้เกิดต้นไม้ ที่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ อาจจะมีการตัดต้นไม้ออกมาใช้สอย มาแปรรูปเพื่อ ประโยชน์ต่อไปในอนาคต และตัวผู้ปลูกเองก็จะมีรายได้เกิดขึ้นด้วย ในเชิงวัฒนธรรม ก็จะทําให้วัฒนธรรมของชุมชนนั้นมีความเข้มแข็งมากกว่าที่จะต่างคน ต่างอยู่ และแน่นอนในมิติในเรื่องอนุรักษ์สภาพนิเวศก็เกิดขึ้นด้วย ขณะเดียวกันก็เปึน การแก้ปัญหาเรื่องการปลูกพืชเชิงเดียว ซึ่งปัจจุบันก็สร้างปัญหาในหลายพื้นที่ เช่นเดียวกัน โดยแนวคิดอย่างนี้คําถามก็คือว่าโครงการธนาคารต้นไม้มันจะเริ่มอย่างไร วิธีการเริ่มโครงการของเขาก็คือใช้หลักคิดที่ว่าให้ชุมชนรวมตัวกัน อาจจะมีที่ดิน หลายรูปแบบหลายแปลง แล้วก็มายังหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งในขณะนี้ ที่กรรมการชุมชนเข้มแข็งยังไม่ได้ยกร่างแนวทางที่ชัดเจนนั้น ก็จะใช้ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปึนผู้ดําเนินโครงการไปก่อน โดยในขณะนี้ ธ.ก.ส. ก็มีการจัดตั้งเปึนสํานักงานที่ดูแลเรื่องนี้เปึนการเฉพาะ และมีการ ดําเนินการในโครงการนําร่องไปแล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ถาม เมื่อไปยื่น แสดงความจํานงกันแล้ว ตัวของ ธ.ก.ส. เองก็จะไปประเมิน ไปประเมิน ไปจัดการ รวมกลุ่ม ไปให้องค์ความรู้ต่าง ๆ ไปให้แนวคิดแนวทาง คําถามถัดมาก็คือว่าเมื่อตกลงกันแล้ว ประเมินความเข้มแข็งแล้ว พันธุ์ไม้จะเอามาจากไหน ปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ ๒ แนวทาง ในโครงการนําร่องที่ทํากันไป

ประการที่ ๑ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีการเพาะกล้าพันธุ์ไม้ขึ้น เข้าใจว่ามีงบประมาณอยู่ป้หนึ่งประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ต้น

ประการที่ ๒ คือ ธ.ก.ส. เองก็เข้าไปร่วมกับตัวชุมชน แล้วก็จะมีเงิน ซึ่ง ธ.ก. ส. เขาเรียกว่าเปึนเงินขวัญถุง ๓,๐๐๐ บาท ก็เปึนเงินสําหรับสร้างกระบวนการ ชุมชน อีก ๒,๐๐๐ บาท ก็เปึนเงินสนับสนุนเรื่องของการเพาะชํากล้าไม้ ซึ่งในส่วนนี้ชุมชน ก็ยังต้องมีส่วนร่วมในการที่จะต้องช่วยกันลงเงินเพื่อที่จะหาพันธุ์ไม้มาปลูก

ประเด็นคําถามต่อมาก็คือ เมื่อปลูกไปแล้วใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง แน่นอนที่สุดครับว่าทันทีที่ปลูกไป โดยองค์ความรู้ของเขาก็จะให้ปลูกไม้ครอบคลุมทั้งไม้ ๓ อย่างที่มีการพูดไป ความจริงหลักแนวคิดก็จะมีความซับซ้อนกว่านั้น เช่น จะมีพืช ประเภทคลุมดิน พืชประเภทเปึนหัว เหล่านี้เปึนต้น ซึ่งก็จะทําให้การใช้ประโยชน์ของที่ดิน มันมีความสมบูรณ์ในตัวมันเองมากขึ้น ทีนี้ประเด็นที่กําลังอยู่ในระยะเวลาการศึกษา ขณะนี้ก็คือ อะไรคือสิ่งจูงใจให้ประชาชนที่มาเข้าโครงการธนาคารต้นไม้อยากมา ปลูกต้นไม้ด้วย เพราะถ้าฟังอย่างนี้เหมือนกับว่าก็เชิญคนมาปลูกต้นไม้ แต่ปลูกไปแล้ว ชาวบ้านจะได้อะไรนอกเหนือจากการเพิ่มพื้นที่ของการปลูกป์า และได้ใช้ประโยชน์จากไม้ ก็ตอบง่าย ๆ ว่า ๑. เขาก็จะได้ประโยชน์จากพวกไม้ใช้สอย พวกไม้กินได้ หรือไม้เศรษฐกิจ อยู่แล้ว แต่มีหลักแนวคิดหนึ่งซึ่งภาคประชาชนได้เสนอมาตลอด ก็คือทําอย่างไร ให้ไม้ที่ปลูกไปสามารถแปรเปึนมูลค่าได้ พูดง่าย ๆ จะใช้ไม้ที่ปลูกไปคํานวณเปึนมูลค่า เอาไปจํานองเปึนหลักประกันในการได้เงินมาเพื่อหมุนเวียนใช้จ่ายในครัวเรือนได้หรือไม่ รัฐบาลเล็งเห็นความสําคัญเรื่องนี้ครับ นอกเหนือจากมีการศึกษากระบวนการอย่างนี้ไปแล้ว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม ป้ ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีก็ได้ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๒ ฉบับ โดยสาระกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ก็คือไปปรับปรุง วิธีการ หรือเงื่อนไขในการดําเนินการในสิ่งที่เรียกว่า การจํานอง หรือจํานําทรัพย์สิน พูดง่าย ๆ หลักคิดก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจําเปึนต้องตราขึ้น โดยเฉพาะเพื่อให้มี การนําทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจํานองหรือจํานําได้มาใช้เปึนประกัน การชําระหนี้ ในลักษณะที่ผู้ให้หลักประกันไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สิน ที่เปึนหลักประกันให้แก่ผู้รับหลักประกัน ซึ่งแต่เดิมทําไม่ได้ พูดง่าย ๆ คือมันคงครอบคลุม หลายเรื่อง ๑ ในเรื่องนั้นคือปลูกต้นไม้ไปแล้ว ๑ ป้ ตีมูลค่าเท่าไร ถ้าเกิดเจ้าของที่ดินต้องการใช้เปึนหลักทรัพย์ค้ําประกัน แล้วนําไปค้ําประกันกับสถาบัน การเงินต่าง ๆ ก็ได้เงินมาหมุนเวียน ก็มีระยะเวลาที่จะคืนเงินให้ไป หลักเกณฑ์นี้ก็เปึน หลักเกณฑ์ที่กําลังคิดอยู่ครับท่านประธานครับ ถ้าหากว่าดําเนินการในส่วนนี้ และกฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมาจากทางคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วมีผลบังคับใช้ เมื่อผ่านสภา โครงการธนาคารต้นไม้ก็คงจะบรรลุผล

คําถามต่อมาก็คือว่า พอปลูกต้นไม้ไปแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครปลูกต้นไม้ ตรงไหน อะไร อย่างไรบ้าง คําตอบก็คือเขาจะมีการลงทะเบียนครับ ถ้าชุมชนชาวบ้าน รวมตัวกันไปขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส. ซึ่งเปึนสํานักงานชั่วคราว ต่อไปอาจจะมีชื่อเรียก อย่างอื่นนี่นะครับ เขาก็ส่งคนไปตรวจนับต้นไม้ครับ แล้วก็จะมีสมุดธนาคาร เรียกว่า ธนาคารต้นไม้ ก็จะถูกบันทึกไว้ครับว่าตรวจนับป้แรกปลูกไปแล้วทั้งหมดกี่ต้นอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนและสามารถที่จะคํานวณมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ต่อไป ในอนาคต นี่คือหลักแนวคิดและแนวปฏิบัติของโครงการธนาคารต้นไม้

คําถามถัดมาก็คือขณะนี้นําร่องไปแล้วอย่างไร ก็ตอบท่านประธานครับว่า ขณะนี้มีสาขาธนาคารต้นไม้ ณ ข้อมูลวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ แล้ว ๓๑๓ ชุมชน จํานวนสมาชิก ๒๓,๕๓๘ คน และปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ ต้น โดยครอบคลุมในพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ๕๘ สาขา ภาคใต้ ๑๖๑ สาขา ภาคอีสาน ๔๑ สาขา ภาคกลาง ๒๓ สาขา และภาคตะวันออกอีก ๓๐ สาขา ซึ่งในจํานวนนี้ก็จะมีข้อมูลรวมถึง จังหวัดลพบุรีที่มีการกล่าวถึงด้วย

ดังนั้นเมื่อตอบกระทู้ถามมาถึงตรงนี้ ผมก็เรียนท่านประธานได้ว่าโครงการ นี้รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะทํา แต่ความพร้อมในขณะนี้ก็คงอยู่ระยะเวลา ที่ศึกษา หน่วยงานที่ศึกษาอยู่ขณะนี้ก็จะมี ๒ ส่วนครับ

อันที่ ๑ ก็คือสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งอยู่สังกัดกระทรวงการคลัง

และอีกส่วนหนึ่งก็คือที่ผมเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นก็คือ เรื่องของสํานักงาน พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะ เปึนผู้ไปคํานวณมูลค่าแล้วก็จะให้แนวทางนี้ไว้กับอนุกรรมการธนาคารต้นไม้ ในกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็ง หลังจากนโยบายนี้ตกผลึกบวกกับกฎหมายนี้เสร็จ ก็จะถูกนําเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและออกมาเปึนมติคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เราก็คาดครับว่าถ้าเกิดดําเนินการได้ แล้วมีแรงจูงใจพอ เราจะ สามารถให้ใช้พื้นที่ที่เรียกว่าพื้นที่กลางน้ํา คือพื้นที่ที่มีคนครอบครองทั่วประเทศประมาณ ๒๐๐ ล้านไร่ ได้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าน่าจะปลูกได้ถึง ๒๕ ล้านไร่ในเวลา ๑๐ ป้ ตามเปัาหมายของโครงการ ขณะนี้จังหวัดที่เปึนจังหวัดหลัก ๆ ที่ทําเรื่องนี้เห็นชัด ในภาคประชาชน เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดพัทลุง จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดเชียงใหม่ครับ จึงถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธาน ตอบคําถามเปึนเบื้องต้นครับ