ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และเรียกร้องให้รัฐบาลและสภาไม่เสี่ยงอนาคตของประเทศ โดยเสนอให้แยกเป็นพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของรัฐสภา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะต้องดูในมาตรา ๓ ที่เรามีการพูดจากันมาใช้เวลา หลายชั่วโมง มีผู้ฟังทางบ้าน หรือผู้ชมทางบ้านเองก็ไม่เข้าใจครับว่าขณะนี้สภากําลัง พิจารณาเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า เรากําลัง พิจารณาพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ ที่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขจากร่างที่เสนอไปจากสภาผู้แทนราษฎร โดยมาตรา ๓ นั้น ได้มีการแก้ไขอย่างนี้ครับท่านประธาน
มาตรา ๓ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอํานาจกู้เงินบาท ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อนําไปใช้ในการดําเนินการมาตรการเพื่อฟุ๋นฟู เศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชบัญญัตินี้ ต่อรัฐสภาเพื่อทราบ โดยวุฒิสภาได้ไปแก้ไขคําว่า เพื่อทราบ เปึน เพื่อพิจารณาก่อนเริ่ม ดําเนินการ และได้เพิ่มเติมข้อความตอนท้ายว่า โดยแสดงรายละเอียดของโครงการที่จะ นําเงินกู้ไปใช้จ่าย
การกู้เงินตามวรรคหนึ่งมีมูลค่ารวมกันไม่เกินสี่แสนล้านบาท และให้ กระทําได้ภายในกําหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาก็คือว่า พ.ร.บ. ให้อํานาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจนั้นเราต้องถือว่าเปึน พ.ร.บ. ที่มีเหตุผลเปึนการเร่งด่วน เนื่องจาก รัฐบาลประสบปัญหาในการที่จะฟุ๋นฟูเศรษฐกิจเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกนั้นตกต่ํา อย่างรุนแรง และประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจที่สําคัญคือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปึนประเทศมหาอํานาจ เพราะฉะนั้นผลกระทบจึงรุนแรงไปทั่วโลก รัฐบาลนี้โดยการนํา ของ ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเมื่อต้นป้ที่ผ่านมา ไม่ได้ มีโอกาสแม้กระทั่งการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๒ และนอกจากนั้นการที่ รัฐบาลเข้ามานั้นก็เข้ามาในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤติอย่างรุนแรงแล้ว การที่ รัฐบาลไม่สามารถหาเงินงบประมาณมาป่ดหีบงบประมาณก็ดี หรือปัญหาในการกระตุ้น เศรษฐกิจของชาติให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะกระทบต่อการจ้างงาน ต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไป รัฐบาลจึงได้เสนอให้กระทรวงการคลัง มีอํานาจกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือว่ารัฐบาลโดยการนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้การนําของนายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีเจตนาที่จะป่ดกั้นการตรวจสอบของรัฐสภาหรือไม่
ประเด็นแรก ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า หากรัฐบาล โดยการนําของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องการหรือป่ดกั้นการตรวจสอบของ รัฐสภาก็คงไม่จําเปึนที่จะต้องเสนอทั้งพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติอนุมัติให้ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลสามารถทําได้อยู่แล้วที่จะออก พระราชกําหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ แต่เพราะรัฐบาลมีความเห็น ว่าการออกพระราชกําหนดนั้นมีเหตุเร่งด่วนก็คือจะนําเงินงบประมาณไปป่ดหีบให้ลง ซึ่งเปึนเรื่องเร่งด่วน ส่วน พ.ร.บ. ของการอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินนั้นยังมีช่วงเวลา ที่จะสามารถผ่านกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาได้ จึงเสนอแยกเปึนพระราชกําหนด และพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นประเด็นที่พูดกันว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบนั้น ผมคงคิดว่า ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะถ้ารัฐบาลต้องการทําอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายก็คง เสนอเปึนพระราชกําหนด ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว
ประเด็นที่สอง ที่ต้องพิจารณาครับท่านประธานว่าทําไมการที่วุฒิสภาได้ แก้ไขจากเพื่อทราบเปึนเพื่อพิจารณา แล้วมีปัญหาต้องถกเถียงกันอย่างมากในขณะนี้ ความจริงรัฐบาลไม่ได้ติดใจที่จะให้สภาพิจารณาหรือรับทราบ แต่ติดใจตรงที่ว่าเนื่องจาก การแก้ไขในเรื่องของการรับทราบเปึนเพื่อพิจารณานั้น จะมีผลกระทบต่อกฎหมาย และทําให้การนําเงินไปฟุ๋นฟูเศรษฐกิจนั้นอาจจะหยุดชะงักลงได้ เพราะว่าเรื่องของ ข้อกฎหมายท่านประธานไม่มีใครได้ชี้ขาดแน่นอนว่าถูกต้อง ชอบหรือไม่ อย่างไร สิ่งที่ต้อง พิจารณาก็คือว่าเมื่อวุฒิสภาได้แก้ไขข้อความว่า ให้รัฐสภาพิจารณา จากเดิมที่เปึน เพื่อทราบ นั้น มันต้องตีความเทียบเคียงครับว่า เมื่อให้พิจารณาแล้วนั่นหมายถึงว่า รัฐสภาสามารถที่จะพิจารณารายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ได้ และเรื่องนี้เปึนเรื่องของ การเงิน เพราะฉะนั้นก็ต้องไปเทียบเคียงกับ พ.ร.บ. งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจะต้องมีการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารายละเอียด ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนก็คือว่าท่านประธาน เรื่องนี้เราไม่ปฏิเสธความจําเปึนเร่งด่วนในการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลมีเม็ดเงินที่จะเข้าไปพยุงเศรษฐกิจ เข้าไปหามาตรการ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างทันท่วงทีนั้นเปึนเรื่องสําคัญ ไม่ใช่งบประมาณปกติ ทั่วไป เพราะฉะนั้นการที่ให้ ๑. การอนุมัติเงินกู้ผ่านกระบวนการงบประมาณถึง ๒ ครั้งนั้น ท่านประธานพูดง่าย ๆ ครับว่า ตั้งแต่รัฐบาลมีความคิดริเริ่มในการที่จะให้กระทรวงการคลัง ไปกู้เงินตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ประมาณ ๗ เดือน ยังไม่ได้ให้ความ เห็นชอบที่จะให้รัฐบาลไปกู้เงินเลยครับ และถ้ามีการตั้งโดยการพิจารณาตามที่มีการแก้ไข นั้น นั่นหมายถึงว่าจะผ่านกระบวนการงบประมาณรอบสอง เราจะยืนยันได้อย่างไรครับ ว่ารัฐบาลจะสามารถกู้เงินและนํามาใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างทันท่วงที จะใช้เวลา อีกกี่เดือนเพื่อที่จะได้เม็ดเงินมาเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อเวลาที่ได้เงินมาแล้วมันจะทัน ต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะนี้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ผม อยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่สาม ที่ต้องพิจารณากันก็คือว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีมาตราไหนเลยที่เขียนว่ารัฐสภาสามารถพิจารณาอนุมัติเงินนอกงบประมาณได้ นี่คือประเด็นสําคัญครับที่รัฐบาลเปึนห่วง เพราะหากไปแก้ไขเพิ่มเติมข้อความจากเดิม เปึนเพื่อทราบ มาเปึน เพื่อพิจารณา นั่นหมายถึงรัฐสภานี้จะใช้อํานาจในการอนุมัติ งบประมาณที่เปึนเงินนอกงบประมาณ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และหากมีการแก้ไขอย่างนี้แล้ว เปึนการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ใครจะรับผิดชอบครับท่านประธาน เงินที่ประชาชนจะสามารถ ผ่านรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะไม่สามารถดําเนินมา แก้ไขปัญหาได้ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลเปึนห่วง ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาแล้วว่า ไม่ได้ติดใจในการที่จะแสดงรายละเอียดของวงเงินงบประมาณที่จะนําไปใช้จ่าย แต่อย่างไร เพราะขณะนี้รัฐบาลก็ได้ใส่รายละเอียดของงบประมาณที่มีการพิจารณาไป แล้วจาก พ.ร.ก. เงินกู้ โดยผ่านทางเว็บไซต์ไทยเข็มแข็ง ซึ่งสมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถ ตรวจสอบรายละเอียดของโครงการ แล้วก็เปึนที่มาที่พวกเราได้หยิบยกขึ้นมาพูดอภิปราย ในสภาวันนี้ นั่นแสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ป่ดกั้นการตรวจสอบของรัฐสภาเลย เพียงแต่ว่า รัฐบาลเปึนห่วงครับว่า หากมีการแก้ไขโดยที่ไม่ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าการแก้ไขนั้น จะขัดต่อกฎหมาย หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ และท้ายที่สุดจะเปึนปัญหาอุปสรรค ในการที่รัฐบาลจะเข้ามาแก้ไขฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของชาติต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของกําหนดเวลาในการที่จะอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินนั้นก็มีกรอบจํากัดเวลาไว้ อยู่เหมือนกัน ซึ่งถ้าท่านประธานดูในท้ายวรรคสามจะเห็นได้ว่าจะต้องดําเนินการไม่เกิน วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ จนถึงบัดนี้ท่านประธานครับ เกือบจะหมดป้ ๒๕๕๒ ไปแล้ว แต่ความคืบหน้าในการที่จะอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงินยังก้าวไปไม่ถึงไหนเลยครับ หรือเราจะรอให้เศรษฐกิจของชาติมันย่อยยับเสียก่อน วันนี้เราต้องเรียกร้องความร่วมมือ ของทุกฝ์ายครับท่านประธาน วันนี้ชาติกําลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่สําคัญ แม้ว่าดัชนี จะชี้วัดว่าประเทศไทยพ้นวิกฤติไปแล้วก็ตาม แต่เราประมาทไม่ได้ครับว่าเรื่องเศรษฐกิจของโลกนั้นมันอาจจะกลับเข้ามา มันอาจจะเปึน คลื่นใต้น้ํา มันอาจจะสร้างความรุนแรงกว่าที่เราคาดคิดอีกเมื่อไรก็ได้ เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกอภิปรายในสภาว่าวันนี้หุ้นตกไป ๓๐ จุด แล้วท้ายที่สุดดีดกลับขึ้นมา ประมาณ ๑๗ จุด วันนี้ติดลบไป ๑๗ จุด นั่นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่มีความมั่นคง แข็งแรงเพียงพอ จําเปึนที่รัฐบาลจะต้องอาศัยเงินงบประมาณจากเงินกู้จากงบประมาณ เพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคงแข็งแรง เพราะฉะนั้นวันนี้แทนที่เราจะช่วยกัน สร้างกําลังให้กับประเทศในการที่จะมีภูมิคุ้มกันในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่เรากําลัง พิจารณาทําให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นล่าช้าไปหรือเปล่า สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือสิ่งนี้ การอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้นั้นก็ไม่ใช่ เพิ่งจะมาทําในรัฐบาลนี้เปึนครั้งแรก ในรัฐบาลที่ผ่านมากระผมเองจะไม่ขออนุญาตที่จะ เอ่ยนามเพื่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป ในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งพรรคฝ์ายค้าน ก็เคยเปึนรัฐบาล ก็เคยเสนอ พ.ร.บ. อนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ก็เคยทํามา ในลักษณะนี้ เพราะทราบดีครับว่าหากไปใส่ว่าให้รัฐสภามีอํานาจในการพิจารณาได้ก็จะ ขัดต่อกฎหมาย นั่นก็คือในอดีตที่ผ่านมาไม่มี พ.ร.บ. ฉบับใดที่อนุมัติให้กระทรวงการคลัง กู้เงินไปใส่เลยครับว่าให้รัฐสภามีกระบวนการตรวจสอบอย่างไรก็ตาม ไม่มี แต่รัฐบาลนี้ ใจกว้างครับ รัฐบาลต้องการให้องค์กรของสภานั้นสามารถทําหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง ในการที่จะตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล จึงได้ใส่ตอนท้ายไปว่าในการจ่ายเงินกู้ ตามพระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบ จนเปึนที่มาของการที่วุฒิสภาของแก้ไขจากคําว่า เพื่อทราบ เปึน พิจารณา ถ้ารัฐบาลจะอาศัยพระราชบัญญัติเดิม ๆ ที่เคยทํามาโดยไม่ต้อง เสนอรัฐสภาเลยก็ทําได้ และวันนี้อาจจะไม่มีปัญหาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมา พิจารณาในกรณีที่วุฒิสภาไปแก้ไขเพิ่มเติมอย่างในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเปึนสภาที่จะออกกฎหมาย ใช้บังคับกฎหมาย เราต้องเคารพกฎหมายครับ วันนี้เมื่อ ไม่แน่ชัดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นให้อํานาจในการที่จะให้รัฐสภาพิจารณาในเรื่องของ เงินกู้หรือไม่ เราจะเสี่ยงทําไมล่ะครับ และประเพณีปฏิบัติของสภาที่ผ่านมาก็ไม่เคย กําหนดเรื่องนี้ไว้เลย เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าเอาอนาคตของประเทศชาติไปเสี่ยงเลยครับ ถ้ารัฐบาลจะมีเงินในมืออีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการที่จะ ทําให้เศรษฐกิจผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างมั่นคงถาวร ผมว่าพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรควรจะสนับสนุน ควรจะให้กําลังใจรัฐบาล ส่วนการตรวจสอบนั้นสามารถทําได้ อย่างเต็มที่ และที่ผ่านมารัฐบาลนี้ก็ยันยืนและแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้เกรงกลัวต่อ การตรวจสอบของรัฐสภาแต่อย่างใด ขอบคุณท่านประธานครับ