สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช อภิปรายเรื่องการกู้ยืมเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเน้นย้ำว่าเงินนี้มาจากแหล่งในประเทศ มีแผนการออกพันธบัตรเพิ่มเติม และมีการคัดสรรและใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนดและพระราชบัญญัติ เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และมีความกังวลเกี่ยวกับการกำหนดแนวทางการปฏิบัติขององค์กรอิสระ และเรียกร้องการตรวจสอบการใช้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออภัยท่าน นายแพทย์ประสิทธิ์นะครับ ผมขอเวลาของเพื่อนสมาชิกเล็กน้อยในการที่จะชี้แจงเบื้องต้น หลังจากที่ได้มีโอกาสได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกจากทั้ง ๒ ฝัืงในหลายประเด็น ผมขออนุญาตที่จะเรียนท่านประธานผ่านไปสู่เพื่อนสมาชิกนะครับว่า วันนี้ที่เรามา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มันมีที่มาทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ และในเชิงกฎหมาย ในเชิงยุทธศาสตร์ความจริง ก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เท้าความให้พวกเราฟังถึงความจําเปึนในการใช้เม็ดเงิน ส่วนนี้ โดยที่ทางรัฐสภาก็ได้ให้อํานาจกับกระทรวงการคลังไปกู้ยืมเงินมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว โดยใช้พระราชกําหนด ซึ่งก่อนอื่นผมก็จะขออนุญาตที่จะชี้แจงเพราะว่าเมื่อสักครู่ ก็มีเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายคลาดเคลื่อนเล็กน้อยต่อการใช้เม็ดเงินส่วนนั้น โดยที่ได้มีการ อภิปรายว่ามีการใช้เม็ดเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่ท่านสมาชิกใช้คําว่า ป่ดหีบ นะครับ ข้อเท็จจริงก็จะขออนุญาตเรียนว่า เดิมทีในส่วนของพระราชกําหนดเราได้ตั้ง ตุ๊กตาไว้ว่าจะมีการใช้เม็ดเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้มาโดยอาศัยกฎหมายฉบับนั้น ในการที่จะลงทุนในโครงการต่าง ๆ ภายใต้แผนที่เราเรียกว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง มูลค่าไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ณ วันนั้นเราก็มีการคาดการณ์ว่ารายได้ การจัดเก็บในส่วนของรัฐบาลอาจจะต่ํากว่าเปัาที่ได้มีการกําหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ อาจจะต่ํากว่าได้ถึงประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงได้เผื่อไว้ว่า อาจจะต้องมีความจําเปึนในการที่จะต้องใช้เม็ดเงินไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการ ที่จะไปสมทบเงินคงคลัง ก็ต้องขอเรียนว่า วัน เวลาที่ผ่านมาก็จะสังเกตได้ว่า เศรษฐกิจ ของเราก็มีแนวโน้มที่จะฟุ๋นตัวและทําให้การจัดเก็บในส่วนของทางกระทรวงการคลังก็ดีขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ต้องถือว่าเปึนข่าวดีทําให้เราสามารถที่จะจัดสรรเม็ดเงินจากพระราชกําหนด มาลงทุนเพิ่มเติมได้จากเดิมที่กําหนดไว้ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขออนุญาตเรียน เปึนข้อมูลให้กับพวกเราได้รับทราบว่า เมื่อวานนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้เรา สามารถที่จะนําเม็ดเงินโดยรวม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้พระราชกําหนดไปใช้ในการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแล้วก็ช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนตามหมวดสาขาต่าง ๆ และเราก็จะจัดสรรเม็ดเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะสมทบเงินคงคลังก็จะขออนุญาตเรียนไว้ด้วยว่า สถานะเงินคงคลังของรัฐบาล ณ ปัจจุบันก็ต้องถือว่าเข้มแข็ง ณ ต้นป้งบประมาณมีเงินคงคลังอยู่ในมือประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการใช้เงินสดตลอดป้งบประมาณ ๒๕๕๓ และ เปึนระดับเงินคงคลังที่สูงกว่าเมื่อต้นป้งบประมาณ ๒๕๕๒ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ เพื่อนสมาชิกมีความสบายใจนะครับว่า คําว่า ถังแตก ไม่มีครับ และตอนนี้สถานะทางการเงิน ของเราต้องถือว่าค่อนข้างดี คราวนี้ความจําเปึนในส่วนของการดําเนินการการลงทุน เพื่อแก้ไขและกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมีความจําเปึนต่อเนื่อง พี่น้องประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ ผมเชื่อว่าในประเด็นนี้คงไม่ต้องมีการขยายความในการอภิปรายนะครับ เพราะพวกเรา ที่เปึนผู้แทนราษฎรต่างตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของเรา อยู่แล้ว และภาคเศรษฐกิจ นักธุรกิจก็ยังรอคอยบทบาทของทางรัฐบาลในการที่จะก้าว ขึ้นมาลงทุนในช่วงสภาวะที่ทางภาคเอกชนยังมีความอ่อนแอ กําลังซื้อจากคู่ค้ายังต่ํากว่า ที่เคยปรากฏในอดีตและกําลังการผลิตของภาคเอกชนก็ยังถือว่ายังต่ําอยู่ เพราะฉะนั้น ในส่วนของตรงนี้ความจําเปึนในการลงทุนยังมีต่อเนื่อง และการที่เราสามารถที่จะเจียด เม็ดเงินเพิ่มเติมที่จะใช้ในการลงทุนที่ได้มาจากการกู้ยืมต้องถือว่าเปึนประโยชน์ต่อการใช้ เม็ดเงินที่คุ้มค่ากว่าสําหรับประเทศ คราวนี้มาถึงตัวพระราชบัญญัติก็มีเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้เท้าความถึงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของทางรัฐบาลที่ได้แยกกฎหมายออกมา เปึน ๒ ฉบับ เดิมทีผมเคยอภิปรายชี้แจงในสภาแห่งนี้แล้วว่ากระทรวงการคลังได้นําเสนอ ต่อท่านนายกรัฐมนตรีให้การกู้ยืมทั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเปึนการกู้ยืมภายใต้ พระราชกําหนด เพราะเรามองจริง ๆ ว่าเรื่องของการใช้เม็ดเงินส่วนนี้เพื่อแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนเปึนเรื่องเร่งด่วน แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ทักท้วงทาง กระทรวงการคลังไว้ แล้วก็ได้แนะนําว่าเราควรที่จะแยกส่วนการกู้ออกมาเปึน ๒ ส่วน ส่วนที่เรามั่นใจว่าเราใช้ได้อย่างรวดเร็วจริง ๆ ส่วนแรกก็ให้ออกเปึนพระราชกําหนด ส่วนที่คาดว่ายังอาจจะต้องใช้เวลาในการเตรียมการเพื่อให้มีความพร้อมในโครงการ มากขึ้นก็ให้ออกเปึนพระราชบัญญัติเพื่อทางรัฐสภาจะได้มีโอกาสในการที่จะพิจารณา มากขึ้นนะครับ นี่ก็คือที่มาและความตั้งใจของทางท่านนายกรัฐมนตรีและของทางรัฐบาล ที่เราได้แยกเสนอขออํานาจการกู้ยืมเพิ่มเติมให้กับกระทรวงการคลังออกมาเปึนกฎหมาย ๒ ฉบับนะครับ

ส่วนในแง่ของการใช้นั้นผมก็จะต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าโครงการ ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเปึนกรอบไว้แล้วนะครับ ก็มีมูลค่าโดยรวม ณ ปัจจุบัน ๑.๓ ล้านล้านบาท ก็คือ ๑.๐๖ ล้านล้านบาทเดิม เมื่อวานนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็ได้มีโอกาส พิจารณาโครงการเพิ่มเติมอีกประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็จะต้องมีการคัดสรร จากจุดนั้นว่าส่วนไหนจะใช้เม็ดเงินจากพระราชกําหนด ส่วนไหนจะใช้เม็ดเงินจาก พระราชบัญญัติ ซึ่งก็เปึนขั้นตอนที่ฝ์ายบริหารจะดําเนินการต่อไป ผมก็ขออนุญาตเรียน เพื่อพวกเราได้เข้าใจถึงขั้นตอนจากวันนี้สู่การใช้เม็ดเงินเพื่อประโยชน์สูงสุดของ พี่น้องประชาชน คราวนี้ที่มาทางกฎหมายก็เช่นเดียวกันพวกเราก็ทราบดีนะครับว่า งบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ มีเม็ดเงินโดยรวม ๑.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าเม็ดเงิน งบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ ในขณะที่ความจําเปึนในแง่ของการใช้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจโดยรัฐบาลนั้นมีมากขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลคาดว่า เปึนเม็ดเงินที่ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน และการลงทุนที่เรา เชื่อว่าจะส่งผลต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างรายได้ของ พี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องแสวงหาวิธีการในการที่จะเข้าถึงแหล่งเงินเพิ่มเติม เพื่อที่จะนําเม็ดเงินส่วนนั้นมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม คราวนี้ เราก็มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย โดย พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ก็มีการอภิปรายกันไปในวาระแรก วาระรับหลักการแล้วถึงข้อจํากัดส่วนนี้ ที่ทําให้เราไม่สามารถขาดดุลงบประมาณได้ เหมือนประเทศอื่น ๆ เขา ที่เขาอาจจะสามารถขาดดุลงบประมาณเท่าไรก็ได้แล้วแต่ที่สภา เขาจะอนุมัติตามข้อเสนอของทางรัฐบาลของเขา แต่ของเรามีกฎหมายที่ผูกมัดระดับ การขาดดุล จึงทําให้เราจึงต้องนําเสนอโดยอาศัยมาตรา ๑๖๙ ของรัฐธรรมนูญในการ ที่จะเสนอวิธีการเข้าถึงแหล่งเงินเพิ่มเติมของทางรัฐบาล ซึ่งในรายละเอียดที่มาขั้นตอน ทางกฎหมายก็มีการอภิปรายกันไปหลายครั้งหลายรอบ แต่สุดท้ายก็ขออนุญาตเรียน โดยสังเขปว่าเราก็อาศัย พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ มาตรา ๒๓ ตรงกับที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายและชี้แจงไปในประเด็นนี้ ในการที่จะออกพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ เพื่อมอบอํานาจส่วนนี้ให้กับทางกระทรวงการคลัง คราวนี้ประเด็นสําคัญ ๓ ประเด็นที่ผมอยากที่จะชี้แจงนะครับ ส่วนแรกที่เกี่ยวข้องกับตัวพระราชบัญญัตินี้

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องที่มาของเงินว่าเม็ดเงินส่วนนี้มาจากไหน

ประเด็นที่สอง ก็คือวิธีการการใช้เงินว่าเราจะใช้เงินนี้ทําอะไร ซึ่งก็เปึน ประเด็นที่พวกเราทุก ๆ คนมีความกังวล แล้วก็เพื่อนสมาชิกจากฝ์ายค้านก็มีความกังวล ในประเด็นนี้เปึนพิเศษ และเปึนที่มาของการแก้ไขร่างกฎหมายโดยวุฒิสภาในมาตรา ๓ ที่พวกเรากําลังให้เวลามากเปึนพิเศษในการที่จะอภิปราย

ประเด็นที่สาม ที่มีความสําคัญก็คือประเด็นเรื่องของการตรวจสอบ การตรวจสอบการใช้เงินว่ามีผลสัมฤทธิ์หรือไม่ ว่ามีการทุจริตรั่วไหลหรือไม่

๓ ประเด็นนี้ผมถือว่าเปึน ๓ ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย ตามพระราชบัญญัติการกู้ยืมเงินฉบับนี้

ในส่วนที่มาของเงินผมคงไม่ใช้เวลามากในการที่จะชี้แจง ก็เคยได้มีโอกาส อภิปรายไปแล้ว ผมคิดว่าประเด็นที่มีความสําคัญมากที่สุดที่อยากจะเรียนอีกครั้งหนึ่ง ก็คือแหล่งเงินทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึนจากพระราชกําหนดหรือพระราชบัญญัติก็ตามจะเปึน จากแหล่งเงินในประเทศเปึนการกู้ยืมเงินในเงินบาทเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ก็เพื่อความสบายใจ ของเพื่อนสมาชิกว่าความเสี่ยงในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนจะไม่มี และนอกจากนั้น แหล่งเงินก็มีล้นเหลือ เพราะสภาพคล่องจนถึงทุกวันนี้ในระบบก็ยังอยู่เท่าเดิมประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งเหลือเฟ๋อต่อการกู้ยืมโดยรัฐบาล ซึ่งในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้กู้ยืมส่วนแรก ก็คือโดยการออกพันธบัตรที่เราเรียกว่า พันธบัตรไทยเข้มแข็ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ในการสมทบเงินคงคลังโดยพระราชกําหนด แล้วก็เราก็จะมี แผนในการที่จะออกพันธบัตรในลักษณะเดียวกันต่อเนื่อง แผนขั้นต่อไปที่เราจะออก พันธบัตรไทยเข้มแข็งรอบ ๒ ก็น่าจะเปึนประมาณต้นป้ ตามความต้องการการใช้เงินจาก การเบิกจ่ายซึ่งเริ่มแล้ว อันนั้นก็คือเรื่องที่มาของเงิน

ส่วนเรื่องของการใช้เงินผมก็ต้องขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพว่า เรามองว่าตรงนี้เปึนภาระหน้าที่หลักของฝ์ายบริหาร และเรื่องของการใช้เงินกับเรื่องของ การตรวจสอบนั้นเปึนประเด็นที่ผมคิดว่าเราต้องแยกออกจากกัน คือมาตรา ๓ ที่มีข้อเสนอ โดยรัฐบาลว่าเราจะนําเสนอโครงการกรอบการลงทุนเพื่อรัฐสภาได้ทราบ ตรงนี้ ตามที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็ด้วยเจตนาตั้งใจของทางรัฐบาลที่จะเพิ่มระดับ ความโปร่งใสเมื่อเทียบกับพระราชกําหนดการกู้ยืมเงินในลักษณะเดียวกันที่เคยออกมา ในอดีต ผมคงไม่ลงในรายละเอียดตรงนั้น แต่ในส่วนของตรงนี้เปึนความพยายาม ในส่วนของรัฐบาลที่จะเพิ่มความโปร่งใสเพื่อให้มีการรายงานกรอบการลงทุนให้กับ สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ ทีนี้ก็มีความพยายามแล้วก็มีข้อเสนอโดยวุฒิสภา ซึ่งผม ได้เรียนไปก่อนหน้านี้ว่าผมก็ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการคนหนึ่ง แล้วก็ต้อง ขออนุญาตเรียนว่าการอภิปรายในทุกมาตรา ในชั้นวุฒิสภา ไม่ว่าจะเปึนระดับกรรมาธิการ หรือในวุฒิสภาก็ตามก็เปึนไปด้วยเหตุและผล และทางรัฐบาลก็ได้ให้ความเคารพต่อ ข้อเสนอแนะและแนวคิดความเปึนห่วง ความกังวลของวุฒิสภาในทุก ๆ ประเด็น ก็ต้อง ขออนุญาตเรียนในที่นี้ว่าเพื่อนวุฒิสภาของเราได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งจริง ๆ ในการ ที่จะช่วยเราพิจารณากลั่นกรองพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ในส่วนของข้อเสนอให้เปลี่ยน คําว่า เพื่อทราบ เปึน เพื่อพิจารณา นั้น ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่ามีประเด็นปัญหา ทั้งเชิงกฎหมาย แล้วก็ในเชิงปฏิบัติให้กับทางรัฐบาล ในแง่ของการปฏิบัตินั้นก็มีคําถาม โดยวุฒิสภากันเองว่าเมื่อเราบอกว่าให้พิจารณานั้น ความหมายในเชิงปฏิบัติคืออะไร คือจริง ๆ ให้ทําอะไร ความหมายก็น่าจะหมายถึงว่าให้เราเอารายละเอียดโครงการ เพราะว่ามีการเติมประโยคตอนท้ายเข้าไปด้วยว่า ไม่ใช่ให้เปึนเพียงแค่การเสนอกรอบ แต่ให้เปึนการเสนอรายละเอียดโครงการเพื่อมีการพิจารณา ซึ่งในส่วนของรายละเอียด โครงการทางรัฐบาลก็ไม่เกี่ยงที่จะเป่ดเผยให้ทุก ๆ ท่านสามารถที่จะเข้าถึงและรับทราบได้ว่า โครงการที่จะใช้เม็ดเงิน ไม่ว่าจะเปึนจาก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. นั้นจะนําไปใช้ในโครงการ อะไรบ้าง แต่เมื่อเรานํามาที่สภาในกรณีที่ได้มีการแก้มาตรา ๓ จาก เพื่อทราบ ให้เปึน เพื่อพิจารณา นั้น วิธีการต่อไปผมนึกภาพก็คงจะเปึนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อพิจารณา ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็มีประเด็นปัญหาที่อยากจะฝากไว้กับทางเพื่อนสมาชิก ทางกฎหมาย เพราะในส่วนของการพิจารณาโดยชั้นคณะกรรมาธิการในลักษณะนั้น มันก็เปึนการพิจารณาในวิธีเดียวกันกับการพิจารณางบประมาณ ซึ่งในส่วนของ การพิจารณางบประมาณนั้นเปึนอํานาจที่มอบให้กับทางฝ์ายนิติบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญว่ามีการมอบอํานาจให้ฝ์ายนิติบัญญัติพิจารณางบประมาณ ที่เปึนโครงการนอกงบประมาณ เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าเรามีประเด็น ปัญหาทางกฎหมายกันครับ ถ้าท่านจะบอกว่าให้เราร่างกฎหมายขึ้นมาเฉพาะเพื่อที่จะ มีอํานาจให้กับทางฝ์ายนิติบัญญัติในการที่จะพิจารณาการใช้เม็ดเงินนอกงบประมาณนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าเราทําเช่นนั้นได้หรือไม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญก็จํากัดความในส่วนของ บทบาทอํานาจของเราไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าการพิจารณาการใช้เม็ดเงินนั้นทําได้ในส่วนของ พ.ร.บ. งบประมาณประจําในแต่ละป้ เพราะฉะนั้นประเด็นคําถามในเชิงปฏิบัติมีครับ แล้ววันนั้นก็อภิปรายกันอย่างกว้างขวางในชั้นวุฒิสภาว่าเอาเข้าจริงแล้วจะทําอย่างไร พูดง่าย ๆ

ทีนี้ประเด็นต่อไปที่ผมอยากจะเรียนก็คือในการที่เราพิจารณาในลักษณะนั้น ไม่ได้ มันมีผลต่อความโปร่งใสหรือผลต่อลักษณะโครงการที่ได้รับบรรจุใน พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. หรือไม่ ผมอยากที่จะเรียนในประเด็นนี้ว่าเรื่องของการตรวจสอบและเรื่องของ ความโปร่งใสนั้นเปึนประเด็นที่ผมมองว่ามีความสําคัญอย่างมาก ท่านนึกภาพออก นะครับว่าในแง่ของทางรัฐบาลนั้นเราเห็นอยู่แล้วว่าประเด็นนี้มีความสําคัญ เพราะอะไรครับ เพราะว่าประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าโครงการไทยเข้มแข็งนั้นจะส่งผลในเชิงบวก ต่อชีวิตของเขา ต่อเศรษฐกิจหรือไม่ และนอกจากนั้นจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ของทุจริต คอร์รัปชันหรือไม่ เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐบาลเราต้องหาทุกวิถีทางในการที่จะปัองกันตัวเอง แล้ววิธีที่จะ ปัองกันตัวเองที่ดีที่สุด ก็คือการกําหนดวิธีการให้มีความโปร่งใสสูงที่สุดในทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ บาท ที่เราจะใช้เม็ดเงินจากการกู้ยืม โดยพระราชกําหนดและพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตเรียนว่าที่ท่านต้องการที่จะเห็นรายละเอียดของโครงการนั้น วันนี้ท่านสามารถเข้าไปดูได้เลยครับ ไม่ใช่ว่าถ้าไม่มีกฎหมายบังคับว่ารัฐบาลจะต้องนํา รายละเอียดโครงการมาให้สภาพิจารณาจะทําให้สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถที่จะพิจารณา รายละเอียดของโครงการได้ ความจริงสิ่งที่เราจัดทําไว้ดีกว่านั้นอีก เพราะสิ่งที่เราจัดทําไว้นั้น คือระบบการเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของทุกโครงการ ไม่ใช่เพียงให้กับสมาชิกรัฐสภา แต่ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะถ้าท่านเข้าไปดูในเว็บไซต์ที่ทางกระทรวงการคลัง จัดทําขึ้นมา ก็คือเว็บไซต์ไทยเข้มแข็ง ทีเคเคสองห้าห้าห้าดอทคอม (tkk2555.com) สาเหตุที่เราต้องใช้ภาษาอังกฤษเพราะว่าผมได้รับคําแนะนําว่ากดง่ายกว่า ผิดพลาด น้อยกว่า ก็ต้องขออภัย แต่เว็บไซต์ ทีเคเคสองห้าห้าห้าดอทคอม มีรายละเอียดข้อมูล ทุกรายการ ในการใช้เม็ดเงินพระราชกําหนดตามที่ทางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปแล้ว ก็คือ หมายถึงในชั้นแรก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านเข้าไปดูได้เลยครับว่าบ้านท่าน มีโครงการอะไรบ้าง ลงไปถึงรายละเอียดว่าราคากลางกําหนดไว้เท่าใด ผู้รับเหมา ที่ประมูลได้งาน ประมูลไปในราคาเท่าไร บริษัทผู้รับเหมาชื่ออะไร ข้าราชการที่รับผิดชอบ โครงการนั้นเปึนใคร หลังจากนั้นที่ได้มีการเซ็นสัญญา แล้วเริ่มมีการเบิกจ่ายแล้ว ท่านสามารถที่จะดูได้ว่างานนั้นล่วงไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ตรงตามกําหนดเวลาที่ตกลงกัน กับรัฐบาลหรือไม่ และมีการเบิกจ่ายไปแล้วเท่าไร เพราะฉะนั้นรายละเอียดข้อมูลเหล่านี้ ผมขออนุญาตเรียนว่าในระบบงบประมาณปกติไม่มีนะครับ หมายถึงว่าพี่น้องประชาชน ไม่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลลักษณะนี้ได้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องเปึนห่วงครับ ถึงแม้ว่า ท่านไม่มีโอกาสที่จะพิจารณาอย่างเปึนทางการในชั้นนี้ ข้อมูลมีอยู่แล้ว แล้วว่าไปแล้ว ความจริงถ้าท่านอยากที่จะอภิปรายความเหมาะสมการจัดสรรเม็ดเงิน ท่านสามารถทําได้แล้ว เพราะท่านเข้าไปดูได้เลยว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกที่เราจัดสรรจาก พ.ร.ก. นั้น เราเอาไปใช้ทําอะไรบ้าง ท่านก็รู้ว่าการจัดสรรในส่วนของ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทหลัง จาก พ.ร.ก. ยังไม่แล้วเสร็จ แล้วในส่วนของตัว พ.ร.บ. ก็ยังไม่ได้จัดทํา เพราะว่าขั้นตอน การพิจารณาทางสภายังไม่สมบูรณ์ ท่านสามารถที่จะชี้แนะให้กับทางรัฐบาลได้เลยว่า จาก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกที่ท่านเห็น ท่านมีข้อทักท้วง มีข้อเสนอแนะอย่างไร จังหวัดไหน ได้มากเกินไปแล้ว ส่วนที่เหลือทางรัฐบาลช่วยกรุณาอํานวยให้กับจังหวัดอื่นบ้าง หรือกระทรวงใดที่คิดว่าได้งบประมาณน้อยไปท่านอภิปรายได้แล้ว เพราะข้อมูลมีใน รายละเอียด

เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่า อันดับแรกถ้าจะให้แก้จาก เพื่อทราบ เปึน เพื่อพิจารณา ผมไม่ทราบว่าเราทําได้จริงหรือไม่ แต่ที่ผมมั่นใจก็คือ จะไม่ส่งผลแตกต่าง เพราะว่าถึงมีอํานาจในการพิจารณาก็เปึนเพียงแค่อํานาจในการ รับทราบนั่นละครับว่าโครงการเหล่านั้นหมายถึงโครงการอะไรบ้าง เพราะพวกเราไม่มีสิทธิ พวกเราในฐานะฝ์ายนิติบัญญัติไม่มีสิทธิในการที่จะเสนอแนะโครงการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านั้นผมกําลังบอกท่าน ท่านอย่าเสียเวลาที่จะมาถกเถียงกัน ในประเด็นนี้ ในเมื่อข้อมูลมีอยู่แล้ว ท่านสามารถ ถ้าท่านสนใจจริงก็ไปดูได้ตั้งแต่วันนี้เลย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมก็อยากที่จะนําเรียนชี้แจงนะครับ เพราะผมคิดว่าเราได้อภิปราย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๓ กันมาก็พอสมควร และถ้าผมชี้แจงในลักษณะนี้ ผมเชื่อมั่นว่าท่านก็คงจะมีความสบายใจในระดับหนึ่งถึงความโปร่งใสและความสามารถ ในการเข้าถึงข้อมูลตามที่ท่านเองต้องการ แล้วผมก็ขออนุญาตยืนยันไว้ในที่นี้นะครับว่า ประเด็นเรื่องของความโปร่งใสนั้นก็เปึนประเด็นที่เราจะพยายามหาทุกวิถีทางในการที่จะ เสริมให้มีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น และผมก็อยากที่จะขออนุญาตวิงวอนเพื่อนสมาชิก ทุก ๆ ท่าน ฝากบอกพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของท่านด้วยว่า เราต้องการเห็นการตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบการใช้เม็ดเงินโครงการ ไทยเข้มแข็งนะครับ เพราะว่าตามที่ท่านอภิปรายถูกต้องครับ นี่เปึนการใช้เม็ดเงินที่เรา กู้ยืมมา ถึงแม้ว่าจะกู้ยืมจากพี่น้องคนไทยกันเองก็แล้วแต่ก็เปึนการกู้ยืมนะครับ เพราะฉะนั้นความระมัดระวังการใช้เม็ดเงินให้สัมฤทธิผล แล้วก็ให้ประชาชนได้ประโยชน์ จริงเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเปึนภาระหน้าที่ของรัฐบาล และเปึนเรื่องที่สําคัญ ก็อยากจะ วิงวอนให้พวกเรากันเองนะครับ แล้วก็รวมไปถึงพี่น้องประชาชนช่วยเข้าไปศึกษา รายละเอียดข้อมูล เราพร้อมจะเป่ดเผยทุกอย่าง ถ้าท่านมีประเด็นที่ท่านอยากที่จะ ร้องเรียนหรือหลาย ๆ ท่าน ดูเหมือนว่ามีเบาะแส มีเขาอ้างว่า หรือเขาเล่าให้ฟังว่าอาจจะ มีแนวการกระทําในทางที่ไม่ชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้เม็ดเงินโครงการไทยเข้มแข็ง ท่านสามารถที่จะชี้แจงมาให้เราได้รับทราบได้เลยนะครับ แล้วก็มีพี่น้องประชาชนบางส่วนนี้ ฝากบอกผมมาบอกว่า ความจริงเขามีข้อมูลที่เขาอยากที่จะชี้ให้เราได้รับทราบ แต่เขา ไม่กล้าที่จะนําเสนอผ่านเว็บไซต์ไทยเข้มแข็ง เพราะว่าในเว็บไซต์นั้นการนําส่งข้อมูล จะต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวบุคคลนะครับ เขาก็อยากที่จะมีวิธีที่จะส่งข้อมูลมา ในนามแฝง พูดง่าย ๆ เราก็เลยได้เป่ดเว็บไซต์ให้เขาใหม่ตามคําขอนะครับ ก็คือ พลับบลิค วอช (Public watch) ขออภัยอีกนะครับที่ต้องใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ พลับบลิควอชแอททีเคเค สองห้าห้าห้าดอทคอม (publicwatch@tkk2555.com) อันนี้ก็คือเพื่อความสะดวกในการที่จะ กดเรียกตัวเว็บไซต์นี้ขึ้นมา ก็สามารถที่จะนําเสนอข้อมูลให้กับเราได้ แล้วก็มีข้อมูล เข้ามาแล้วนะครับ เราก็มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลที่คณะรัฐมนตรี ได้จัดตั้งขึ้นมา มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณแล้วมารับหน้าที่ในการที่จะเปึน องค์คณะกรรมการ มีหน้าที่รับข้อมูลนี้ จะตั้งคณะอนุกรรมการหรือจะดําเนินการอย่างไร ก็แล้วแต่ ก็มีคณะกรรมการชุดนี้ที่มีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบเพิ่มเติม

ส่วนบทบาทของทาง สตง. มาตรา ๑๑/๑ ตามข้อเสนอแก้ของทางวุฒิสภา ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าเราไม่ได้ขัดข้องเลยนะครับ ถ้าในส่วนของทาง สตง. อยากที่จะเพิ่มบทบาทในการตรวจสอบของเขาให้เข้มข้นขึ้น อยากที่จะมารายงานสภา ทุกเดือนก็แล้วแต่ครับ เขาสามารถที่จะทําได้ คือจะทิ้งมาตรานี้ไว้ก็ไม่เปึนปัญหาต่อ รัฐบาล แต่ผมก็ขออนุญาตเรียนนะครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปราย บทบาท หน้าที่ของ สตง. ในการตรวจสอบมีอยู่แล้วตามกฎหมาย ไม่ได้มีความจําเปึนต้องระบุใน กฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับว่า สตง. มีหน้าที่ที่จะคอยตรวจสอบ ผมจะมีประเด็นเดียว ก็คือผมไม่แน่ใจว่าเรานี้มีสิทธิไปกําหนดแนวทางการปฏิบัติขององค์กรอิสระหรือไม่ เท่านั้นเองนะครับว่าเขาจะต้องมารายงานทุก ๆ กี่เดือนก็แล้วแต่ เพราะว่าผมเข้าใจว่าก็มี กฎหมายของเขาเองที่กําหนดบทบาทหน้าที่ของเขาอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ อาจจะเปึนประเด็นเดียวที่ผมมีความกังวลต่อมาตรา ๑๑/๑ ตามข้อเสนอของทางวุฒิสภา นอกนั้นในเรื่องของการตรวจสอบ ในเรื่องของการชักชวนให้เพื่อนสมาชิกฝ์ายค้านเตรียม ข้อมูลที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ในข้อมูลที่จะถาม ตั้งกระทู้ถามถาม ทําทุกอย่าง เพื่อให้มีความโปร่งใสและมีความชัดเจนต่อการใช้เม็ดเงินโครงการไทยเข้มแข็งนั้น เราสนับสนุนเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ