สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๘ ตุลาคม ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 67 และปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำว่าปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มาบตาพุด ไม่ได้มาจากการที่รัฐบาลชุดก่อนหรือชุดนี้อยากหรือไม่อยากปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่เห็นด้วยในเรื่องของการประกาศผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทางด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ และเรียกร้องให้ศาลปกครองยื่นคำวินิจฉัยคุ้มครองชั่วคราวให้ทางหน่วยงานของรัฐสั่งระงับโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จริงการถามกระทู้ถามรู้สึกว่าท่านผู้ถาม ก็อภิปรายแสดงความคิดเห็น แล้วก็ตัดสินด้วยตัวเองไปเยอะนะครับ ถ้าถามเพียงคําถาม ก็จะตอบได้สั้น ๆ แต่บังเอิญท่านมีลักษณะของการกล่าวหาด้วยก็คงต้องชี้แจงตาม ข้อเท็จจริง ปัญหาตามมาตรา ๖๗ และปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม ถ้าบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ ละเลยคงจะไม่ใช่แน่นอนครับ เหตุผลก็คือว่าในมาตรา ๖๗ ที่ท่านได้อ่านบทบัญญัติ ในวรรคสองว่าโครงการใดซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงจะต้อง มีการดําเนินการตามขั้นตอนใดบ้าง ท่านพูดถูกครับ มาตรานี้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ ณ วันที่ผมเข้ามารับตําแหน่ง สอบถามกันว่ามีการดําเนินการ ในการเตรียมการขั้นตอนที่จะบริหารตามมาตรา ๖๗ วรรคสองไปอย่างไรบ้าง คําตอบ คือไม่มีครับ ผมก็ไม่ทราบว่าจะต้องไปหาคําขอโทษจากใครถ้าท่านจะเรียกร้องเช่นนั้น แต่ว่าผมก็ได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วก็ที่ท่านบอกว่าก่อนหน้านี้มันไม่มีปัญหา ที่มันไม่มีปัญหา ในช่วงก่อนหน้านี้ก็คือว่ามันไม่มีการอนุมัติโครงการ เพราะไม่มีใครทราบว่าจะต้อง ทําอย่างไร เนื่องจากว่าไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามาดําเนินการในการสร้างกระบวนการ ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ กรณีของปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ มาบตาพุด ท่านบอกก่อนหน้านี้ ก่อนรัฐบาลนี้จะเข้ามาชาวบ้านไม่ได้เดือดร้อนครับ ไม่ได้มีปัญหาร้องเรียนอะไร ไม่จริงครับ เขาไปฟัองคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ของรัฐบาลชุดก่อนว่าไม่ยอมประกาศเปึนเขตควบคุมมลพิษ ผมเข้ามา ศาลก็วินิจฉัยว่า ควรจะประกาศเปึนเขตควบคุมมลพิษ และแม้ว่าผมอุทธรณ์ในกรณีของคําวินิจฉัยของศาล แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ผมเปึนประธาน คือชุดที่ตัดสินใจว่าสมควรประกาศ เปึนเขตควบคุมมลพิษแล้วก็ได้มีการประกาศไป ที่จริงผมก็ไม่อยากจะต้องมาตอบโต้กัน ในลักษณะเช่นนี้ แต่เมื่อท่านหยิบข้อเท็จจริงซึ่งไม่เปึนความจริงมา ผมก็จําเปึนจะต้อง ชี้แจงเช่นนี้ ทีนี้ถามว่าปัญหามันเกิดขึ้นจากอะไร คําตอบก็คือว่าปัญหามันเกิดขึ้นไม่ใช่ เพราะว่ารัฐบาลชุดก่อนหรือชุดนี้อยากหรือไม่อยากจะทําตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ผมคิดว่าทุกรัฐบาลต้องการจะปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง แต่มันมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันว่าใครจะเปึนคนชี้ว่าโครงการใดก่อให้เกิดผลกระทบ หรืออาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทางด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเอาไว้นะครับว่าให้มีกฎหมาย หรือให้มีใครมาชี้ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ก็เปึนปัญหาที่ทําให้หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องพยายามหาข้อยุติให้ได้ว่าสมควรจะทําอย่างไร เช่น บางหน่วยงานก็เชื่อว่าน่าจะต้องมีการประกาศประเภทกิจการของโครงการที่จะ มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงในเรื่องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ แต่ก็อีกเช่นเดียวกันละครับ ก็เถียงกันได้ว่าใครควรจะมีหน้าที่ประกาศตรงนี้ กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม หรือจะเปึนกระทรวงสาธารณสุข หรือจะเปึนสํานักนายกรัฐมนตรี หรือจะต้องไปมีกฎหมาย นั่นก็เปึนประการที่ ๑

ประการที่ ๒ การพูดถึงองค์กรอิสระ ซึ่งประกอบไปด้วยองค์ประกอบตาม มาตรา ๖๗ วรรคสอง ก็เช่นเดียวกันครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติในลักษณะเดียวกับ องค์กรอิสระอื่นซึ่งเขียนค่อนข้างชัดว่าจะต้องมีกฎหมาย ก็มีการถกเถียงกันว่าจําเปึน จะต้องมีการตรากฎหมายเปึนพระราชบัญญัติหรือไม่ จะต้องเปึนองค์กรเดียวหรือไม่ หรือสามารถที่จะขึ้นบัญชีองค์กรที่มีองค์ประกอบตามนี้แล้วสามารถที่จะให้ความเห็นได้ อย่างนี้เปึนต้นครับ ซึ่งกระบวนการในการหาข้อยุติทั้งหมดนี้รัฐบาลนี้เปึนผู้เริ่มต้น และเอกชนก็ทราบดี พี่น้องประชาชนก็ทราบดี เพราะผมเชิญทั้งผู้ประกอบการ และเชิญ ทั้งผู้แทนของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมาให้ข้อมูล เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ละเลย ในเรื่องนี้เลยครับ แต่ในเบื้องต้นสิ่งที่ทางรัฐบาลนี้ได้มีการดําเนินการไปในเรื่องของ กระบวนการในการพิจารณาออกใบอนุญาต ก็คือว่าในระหว่างที่เรายังทําตัวองค์กร กระบวนการต่าง ๆ ไม่เสร็จ เราบอกว่าโครงการใดซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ก็น่าจะเดินต่อไปได้ โดยเราจะใช้เกณฑ์ว่าโครงการต่าง ๆ ที่จะลงทุนมีจํานวนมากที่ต้อง จัดทํารายงาน หรือการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็เอากระบวนการของกฎหมาย สิ่งแวดล้อมตัวนี้มาเปึนเกณฑ์ มาเปึนเกณฑ์ว่าถ้าในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมในเบื้องต้น บอกว่าโครงการที่พิจารณาอยู่นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรง ก็สามารถเดินไปได้ตามปกติ แต่ถ้าโครงการใดรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมบ่งบอกว่า อาจจะมีผลกระทบอย่างรุนแรง ก็ต้องให้มาทําตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง นี่คือแนวทางซึ่งได้เปึนข้อยุติในเบื้องต้นในการทํางาน แล้วก็ได้มีการดําเนินการ ตามนั้นไป เพียงแต่ว่าเมื่อต่อมามีผู้ร้องไปยังศาลปกครอง ซึ่งคดีที่ไปร้องต่อศาลปกครองนั้น ยังไม่ได้มีการตัดสินนะครับ สิ่งที่ศาลปกครองได้มีคําวินิจฉัยไปท่านเห็นว่าเปึนมาตรการ คุ้มครองชั่วคราว ระหว่างที่ยังไม่มีการตัดสินว่าจะทํากันอย่างไร ท่านก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า ให้ทุกโครงการที่ต้องทําผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พูดง่าย ๆ เสมือนกับว่าสันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าเปึนโครงการที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรง ก็ต้องการที่จะเห็นมีกระบวนการ ตามมาตรา ๖๗ ก็จึงได้มีคําวินิจฉัยคุ้มครองชั่วคราวให้ทางหน่วยงานของรัฐสั่งระงับ โครงการต่าง ๆ ที่ได้มีการอนุญาตไป มีสาระสําคัญสั้น ๆ ถามว่าตรงนี้รัฐบาลทําอะไร ผมก็กราบเรียนอีกครั้งครับว่ารัฐบาลยึดถือหลักว่าการพัฒนาต้องเดินหน้า แต่ประชาชน จะต้องได้รับการคุ้มครองในเรื่องของคุณภาพชีวิต เราจึงได้อุทธรณ์ว่าเฉพาะโครงการ ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้พิจารณาแล้วว่าไม่ได้มีผลกระทบอย่างรุนแรง ก็จะขอให้ท่านได้ ทบทวนคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวตรงนี้ให้เดินต่อไปได้ แต่เราก็จะเดินหน้าในการที่จะทํา ในเรื่องของกระบวนการตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งหลังจากที่ผมตอบกระทู้ถามท่าน ผมก็จะไปประชุมแล้วก็คาดว่าจะนําเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ในวันอังคาร ที่จะถึงนี้

โดยขอสรุปอีกครั้งนะครับ รัฐบาลนี้เปึนรัฐบาลแรกที่มาจัดระบบตรงนี้ อย่างจริงจัง แล้วผมก็ได้พบกับทั้งฝ์ายพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนภาคเอกชน ซึ่งก็เพิ่งมาพบผมอีกรอบ แล้วก็แสดงความขอบคุณที่รัฐบาลชุดนี้เปึนรัฐบาลที่เข้ามา แล้วก็มาดูแลเอาใจใส่ ส่วนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ท่านบอกว่าผมให้รอ ๒ ชั่วโมงแล้วไปประชุม ๑๕ นาที ไม่ใช่หรอกครับ ผมประชุมมาหลายครั้ง มันมีครั้งเดียว ที่ผมเข้าไป ๑๕ นาที เพราะว่าตรงกับวันประชุมสภานะครับ ผมก็มาทําหน้าที่ตรงนี้ และระหว่างนั้นก็ให้ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ท่านทําหน้าที่ไปพลางก่อนช่วงที่ผมไม่อยู่ครับ ขอบคุณครับ