สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องการแก้ไขร่างกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 66 วรรคสอง และมาตรา 96 วรรคสอง เพื่อให้การแสดงความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นสิ่งที่ประโยชน์ต่อการออกกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 99 วรรคท้าย เพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอํานาจตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวนและฟัง คดีได้เอง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการ ได้ยอมถอนในส่วนของมาตรา ๖๖ วรรคสอง แล้วก็มาตรา ๙๖ วรรคสอง ในส่วนของ มาตรา ๖๖ วรรคสองที่ให้ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้าหรือผู้รับผิดชอบสํานักงาน เอกชนเปึนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาออกไปนะครับ ผมถือว่าเปึนการ ถอนครั้งสําคัญของคณะกรรมาธิการ ซึ่งกว่าจะถอยตรงนั้นออกมาได้ผมคิดว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละท่านได้อภิปรายให้เหตุให้ผลกันมากพอสมควร ซึ่งก็ต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้รับฟังความเห็นตรงนี้แล้วก็นําไปแก้ไข ไปปรับปรุง มีการถอนเมื่อเห็นว่ามีเหตุผลพอสมควร ดังนั้นการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดง ความเห็น ผมคิดว่าเปึนสิ่งที่เปึนประโยชน์ต่อการที่กฎหมายนี้จะออกไปบังคับใช้ ในการพิจารณาครั้งที่แล้วก่อนจะจบมีการพิจารณาถึงมาตรา ๙๙ ซึ่งอยู่ในส่วนที่ ๓ ของการตรวจสอบสืบสวน ได้มีการเพิ่มถ้อยคําว่า และให้ศาลประทับรับฟัองไว้พิจารณา โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง ตรงนี้เมื่อสักครู่ในตอนต้น ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่า จะขอให้เปึนไปตามร่างเดิม ถ้าเปึนไปตามร่างเดิมก็เท่ากับตัดวรรคท้าย แต่เอาไปไว้ อยู่ในวรรคแรกเหมือนเดิม สาระก็ยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่าก็คือว่า และให้ศาลประทับ รับฟัองไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง เพียงแต่เปลี่ยนจากวรรคท้ายไปอยู่วรรคแรก สาระก็ยังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า ตามความเห็นที่ผมมีข้อสงสัยอยู่นี้ ถ้าเปึนไปตามนั้น กระผมก็ไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ เพราะผมมีเหตุผลดังนี้ครับท่านประธาน

ประการแรก อํานาจอธิปไตยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมันมีอยู่ ๓ อํานาจ ด้วยกัน คือ นิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ การที่ฝ์ายนิติบัญญัติจะออกกฎหมายให้ คตง. หรือ สตง. มีอํานาจฟัองคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความฟัองคดีแทน ประการสําคัญ ก็คือบังคับให้ศาลประทับรับฟัองไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง ตรงนี้ผมถือว่า เปึนประเด็นสําคัญนะครับ การที่ไปบังคับให้ศาลประทับรับฟัองโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง ถามว่าฝ์ายนิติบัญญัติจะไปออกกฎหมายก้าวก่ายอํานาจศาลได้หรือไม่ ถ้าบอกว่า กฎหมาย ป.ป.ช. ก็ออกทํานองนี้ ถ้าเราไปดูมาตรา ๒๕๐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เขากําหนดไว้ชัดเจนครับท่านประธาน ที่ให้อํานาจ ป.ป.ช. ให้มีอํานาจดังที่ว่ากล่าวได้ แต่ในส่วนของ สตง. กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๓ ไม่ได้กําหนดอํานาจหน้าที่ตรงนี้ ไว้เลย มีแต่เพียงกําหนดอํานาจหน้าที่ให้ตรวจสอบ สอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการให้ คําแนะนําเรื่องการตรวจเงินแผ่นดิน ดังนั้นการที่บัญญัติเพิ่มเติมนี้ผมคิดว่าเปึน การกระทําเพิ่มเติมเกินกว่าที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดนะครับ กรณีที่คณะกรรมาธิการ บางท่านเคยให้ข้อมูลว่าการที่ให้ สตง. มีอํานาจทั้งตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวนและฟัอง คดีได้เองนั้นเพราะว่าเคยส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช. ทําไม่ทัน มีคดีค้างจํานวนมาก จึงจําเปึนจะต้องฟัองคดีเอง ผมเห็นว่าเปึนคนละเรื่องครับท่านประธาน เพราะหน้าที่ ของ ป.ป.ช. มีหน้าที่ในการตรวจสอบปราบปรามผู้กระทําความผิดทางด้านทุจริต ตรงนั้น เปึนเรื่องสําคัญ ส่วน สตง. หลักสําคัญแล้วจริง ๆ คือ ตรวจ แนะนํา ให้คําปรึกษา แล้วก็ ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการ ไม่ใช่มีหน้าที่ที่จะต้องทําเบ็ดเสร็จในตัวของตัวเอง ซึ่งตรงนั้นผมเคยอภิปรายไว้เบื้องต้นว่าถ้าได้คนดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดี เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าจะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ผมอยากจะเรียนไปยังพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านว่า หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องชอบและเห็นชอบในการที่จะมีการตรวจสอบ การทุจริต ตรงนี้เราเห็นกันชัดเจนว่าจะต้องตรงกัน แต่ถ้าอํานาจนั้นไปเบ็ดเสร็จอยู่ที่ องค์กร ๆ เดียว ตั้งแต่ตรวจสอบ สืบสวน สอบสวน ฟัองคดีได้เอง ผมคิดว่าอํานาจนั้น จะล้นฟัา ล้นแผ่นดิน เหมือนกับในสมัยหนึ่ง ป้ ๒๕๑๔ ป้ ๒๕๑๕ ที่มี ค.ต.ป. ออกมา ตรงนั้นเราก็เห็นความล้มเหลวในอดีตมาแล้ว ผมไม่อยากที่จะให้มีองค์กรที่มีลักษณะ เช่นนี้เกิดขึ้นในยุคเรา สมัยเรา ที่บ้านเมืองเราจะพัฒนาไปในแนวทางประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่เพียงจะใช้ในประเทศเราหรือประเทศเราดูแลเท่านั้น นานาอารยประเทศเขาก็มอง เรื่องนี้อยู่ ผมถึงอยากจะให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ ในกรณีที่จะอ้างว่า ป.ป.ช. ทํางาน ไม่ทัน แล้ว สตง. จะทําเอง ถ้าอย่างนั้นในกระบวนการยุติธรรม ถ้าอัยการส่งฟัอง ไปยังศาลแล้วศาลตัดสินอะไรต่าง ๆ นี่ ยังชักช้าไม่ทันการ อัยการจะขอออกกฎหมาย เพื่อตัดสินคดีเองขึ้นมาบ้างในอนาคตเราจะว่าอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ เปึนไปไม่ได้ที่จะให้เปึนอย่างนั้น เช่นกัน สตง. ก็ไม่ควรที่จะเปึนไปอย่างนั้นเช่นกัน ผมถึงมี ความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มเติมในมาตรา ๙๙ วรรคท้าย หรือถ้าประธาน คณะกรรมาธิการจะตัดตรงนี้ออกไป แต่คงข้อความเดิมอยู่ในวรรคแรกก็มีสาระเดียวกัน ซึ่งผมเห็นว่ามาตรานี้ควรจะถอนไปทั้งหมดท่านประธาน ขอบคุณครับ