อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดน กัมพูชา และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดี ในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ยังอธิบายถึงการเข้ามาของกองกำลังกัมพูชาในพื้นที่ส่วนหนึ่ง และยืนยันว่าเป็นหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คําถามสุดท้าย ค่อนข้างจะหลากหลายนิดหนึ่ง จะพยายามตอบให้ครบ
ประเด็นแรก ที่จริงผมไม่ได้มีเจตนาเรื่องว่าไปโยนความผิดอะไรให้ใครครับ ท่านเปึนคนถามประเด็นว่าความขัดแย้งทั้งหมดเกิดขึ้นจากท่านรัฐมนตรีกษิตใช่หรือไม่ ผมก็ตอบว่าไม่ใช่ ดูตามข้อเท็จจริงเหตุการณ์ต่าง ๆ แม้มีความเห็นที่แตกต่างกันเรื่อง เขตแดนมาช้านาน มันมาปะทุเข้าก็เพราะว่าเรื่องการดําเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน เปึนมรดกโลก แล้วก็เกิดความขัดแย้งทางความคิดขึ้น นั่นประเด็นที่หนึ่ง
ประเด็นที่สอง ที่ท่านกล่าวหาว่าผมไปเหมือนกับกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ผมเพียงแต่พูดข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีฮุน เซน พูดในลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่เปึนการพูดครั้งแรก เคยพูดมาหลายครั้งหลายโอกาส เปึนการยืนยันข้อเท็จจริง เท่านั้นนะครับ
ส่วนความสัมพันธ์ในภาพรวมที่ท่านกังวลว่าจะเปึนปัญหาหรือไม่ ผมก็ อยากจะหยิบยกตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อไม่นานมานี่สัปดาห์ ๒ สัปดาห์ก็เพิ่งบรรลุข้อตกลง เพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้าชายแดนบริเวณปอยเปต อรัญประเทศ เพิ่มจุดค้าขาย เพิ่ม ข้อตกลงในเรื่องของสินค้าที่จะผ่านเข้าไป ซึ่งก็เปึนการยืนยันว่านโยบายในการที่จะ เพิ่มพูนการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านยังเดินต่อ แล้วก็ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ดี จริงผมเชื่อว่าก็คงไม่สามารถตกลงกันได้ แต่นี่เพิ่งตกลงกันแล้วก็มีการเดินหน้าอย่าง ต่อเนื่องในการขยายการค้าการลงทุน ผมเองมีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ๔ ครั้ง ก็ได้มีการพูดกันชัดเจนครับว่า ความสัมพันธ์ในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของทาง เศรษฐกิจยังมีอีกหลายประเด็น แล้วเราก็จะไม่ปล่อยให้ปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องของ ปราสาทพระวิหารมาเปึนตัวข้อจํากัดในการที่จะขยายความร่วมมือทางด้านอื่น เพราะฉะนั้นถ้าพูดในภาพรวมภาพกว้าง ความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชาก็ขอยืนยันว่า ความร่วมมือด้านอื่น ๆ เดินหน้าต่อไปครับ ก็มีแต่จุดนี้ที่ต้องบริหารจัดการกัน ถามว่า เรื่องมีกองกําลังเข้ามาเสียดินแดนหรือไม่ ผมยืนยันอย่างนี้นะครับ เข้ามาตั้งแต่ ป้ที่แล้วครับ ถ้าไม่เข้ามาตั้งแต่ป้ที่แล้วรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร และท่านนายกรัฐมนตรีสมชายคงไม่มาเสนอกรอบการเจรจาต่อสภาในเรื่องการถอน กําลังของทั้ง ๒ ฝ์าย การเสนอเข้ามาก็เปึนการยอมรับว่ามีกําลังทั้ง ๒ ฝ์ายอยู่แล้ว อันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ป้ที่แล้วขอยืนยันอย่างนั้นนะครับ และผมก็กราบเรียนว่า ผมไม่ได้มองว่า ตรงนี้เปึนการไปตําหนิหรือไปโทษอะไรอย่างไร ผมก็มีหน้าที่แก้ไขในขณะนี้ แล้วเราก็มี เรื่องที่ค้างอยู่ในวาระของการประชุมร่วมของรัฐสภาในเรื่องของกรอบการเจรจาที่จะไป ทํางานในกรอบของเจบีซี หรือจีบีซี (GBC) ต่อไปนะครับ
สําหรับประเด็นในเรื่องของนโยบายซึ่งท่านอ้างอิงไปถึงท่านอดีตรัฐมนตรี สุรินทร์เกี่ยวกับเฟลคซิเบิล เอนเกจเมนท์ ก็ขอเรียนว่าจริง ๆ ท่าทีที่เราได้แสดงออกไป ในนามของประธานอาเซียน ทุกครั้งเปึนการย้ําข้อมติซึ่งอาเซียนเคยมีอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไร แปลกใหม่ แล้วเราก็ระมัดระวังเพราะทราบดีว่าเราก็ต้องทํางานกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็สร้างความเปึนเอกภาพในอาเซียนให้ได้ แต่ว่าการที่ในระยะหลังประเทศในอาเซียน ก็มีกฎบัตรใหม่ ทุกคนก็ยอมรับหลักการหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของพลเมือง ในอาเซียน เปึนเรื่องที่เราก็มีกลไกในการที่จะแสดงออก ซึ่งก็มีการทําความเข้าใจกันอยู่ ในกรอบในที่ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน ผมก็ยืนยันครับว่าจะสามารถ ดําเนินการคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้ได้ แต่ว่าเราก็ต้องรักษาหลักการของเรา ซึ่งผม คิดว่าถ้อยแถลงของอาเซียนนั้นท่านสมาชิกซึ่งได้เปึนผู้ถามกระทู้เองก็น่าจะเข้าใจได้ เพราะเปึนเรื่องของหลักการของสิทธิมนุษยชน
สําหรับกรณีการพบปะระหว่างผมกับท่านเลขาธิการสหประชาชาตินะครับ ที่จริงก็เปึนการพูดคุยกันครอบคลุมหลายประเด็นมาก ถามว่าเรื่องไทย-กัมพูชา อยู่ในความสนใจไหม ก็ควรจะอยู่ในความสนใจละครับ เพราะว่ามันก็เปึนรายงานข่าว ที่ปรากฏออกไปทั่วโลกนะครับ มีการสอบถามกันผมก็ได้ยืนยันกับท่านเลขาธิการ สหประชาชาติ เหมือนกับที่ผมยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่าทั้ง ๒ ประเทศก็ต้องการที่จะแก้ไข ปัญหานี้บนหลักการของสันติวิธี มีข้อตกลงซึ่งลงนามกันมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๓ ทั้ง ๒ ฝ์ายก็ยังยืนยันที่ทํางานในกรอบนั้น ยังไม่มี อะไรเปลี่ยนแปลง แต่ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงกรณีของยูเนสโก (UNESCO) ว่าตั้งแต่เข้ามาดําเนินการ ในเรื่องของมรดกโลกนั้นได้เพิ่มความตึงเครียด ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าจะตรงกับเจตนารมณ์ หรือวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์กรนี้ อันนี้เปึนเพียงประเด็นเดียวเท่านั้นในอีกหลายต่อ หลายประเด็น ประเด็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ ประเด็นที่ผมได้พูดกับเลขาธิการสหประชาชาติ เพราะว่าที่สนทนากันมีตั้งแต่เรื่องที่เราพูดถึงเรื่องดาร์ฟูร์ (Darfur) พูดถึงเรื่อง ไคลเมท เชนจ (Climate Change) การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ไปจนกระทั่งการที่ประเทศไทย ต้องการมีบทบาทมากขึ้น เพราะว่าเราเองเปึนที่ตั้งของสํานักงานขององค์การที่อยู่ ในสังกัดของสหประชาชาติ แล้วปัจจุบันเอกชนไทยก็มีความปรารถนาที่จะเข้าไปร่วม ในเรื่องกระบวนการของการจัดซื้อจัดจ้างของสหประชาชาติมากขึ้น แล้วก็ยังมีประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้า วิกฤติเศรษฐกิจ ก็สนทนาเรียกว่าหลายประเด็นครับ กรณีไทย-กัมพูชาก็เปึน ๑ ประเด็นที่ได้มีการสนทนา ซึ่งผมก็ได้ออกมาแถลงข่าวอย่าง ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการสนทนาครอบคลุมทั้งหมด โดยสรุปประเด็นยูเสค (USABC) คงไม่จําเปึนต้องชี้แจงอะไรนะครับ เพราะเปึนเรื่องที่เขาก็ดําเนินการกัน ผมก็เห็นเขาให้ ความช่วยเหลือเรื่องประชาธิปไตย เมื่อป้ ๒๕๕๐ ก็มาให้ความช่วยเหลือ กกต. ในเรื่อง ของการจัดการเลือกตั้ง ก็เปึนเรื่องปกติซึ่งมีการดําเนินการมาตลอดเวลา แต่โดยสรุป ก็อยากจะกราบเรียนอีกครั้งครับว่ารัฐบาลนี้มีนโยบายแน่ชัดที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งเปึน ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันด้วยสันติวิธี จะดําเนินการ ทุกวิถีทางที่จะรักษาสิทธิดินแดนอธิปไตย กองทัพมีความพร้อม รัฐบาลมีความพร้อม แต่ทุกวิธีการที่เราดําเนินการจะดําเนินการไปด้วยความรอบคอบโดยตระหนักถึง ความละเอียดอ่อน ความลึกซึ้งของปัญหา และจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่าง เต็มร้อยครับ ขอขอบคุณครับ