สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ กันยายน ๒๕๕๒

ชลน่าน ศรีแก้ว สอบถามประเด็นหลัก ๆ ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณา โดยพูดถึงการแก้ไขกฎหมายที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย และถามถึงอำนาจของคณะกรรมาธิการร่วมกันในการแก้ไขกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขลักษณะคล้ายกันในกฎหมาย และถามถึงเหตุผลที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ก็ ๒๒ ท่านใช่ไหมครับ ผมได้ตรวจสอบ ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้ไปพิจารณามีทั้งหมดอยู่ ๓๓ ประเด็น ผมมีข้อคําถามประเด็นหลัก ๆ อยู่ ๒ คําถามเท่านั้นเองครับท่านประธาน

คําถามที่ ๑ ในการพิจารณา ๓๓ ประเด็นของท่าน มีเรื่องที่เปึนการ พิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมในร่างกฎหมายเดิม ความหมายคือร่างกฎหมายเดิม คือร่างของสภาผู้แทนราษฎร มีการแก้ไขร่างเดิม ไม่ใช่เพิ่มเติมนะครับ แก้ไขร่างเดิมของ สภาผู้แทนราษฎร และมีความเห็นตามวุฒิสภาและความเห็นตามสภาผู้แทนราษฎร ที่แก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมต้องเรียนถามประการแรกสุดก็คือว่า อํานาจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการร่วมกันที่ไปพิจารณาทั้ง ๓๓ ประเด็นนี้ โดยเฉพาะประเด็นที่ เปึนความเห็นร่วมกันของคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างการแก้ไขของวุฒิสภา กับการแก้ไข กับร่างของสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นนี้ผมไม่ติดใจ ไม่ติดใจเพราะว่า ข้อบังคับก็ดี รัฐธรรมนูญก็ดี กรณีถ้ากฎหมายสภาผู้แทนราษฎรส่งไปให้วุฒิสภาแล้ว วุฒิสภา มีการแก้ไข ถ้ามีการแก้ไขต้องส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ถ้าเราเห็นด้วย จบไปก็ส่งทูลเกล้าฯ เพื่อพระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยนะครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี ข้อบังคับก็ดี ก็เขียนว่าให้เราตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันไป พิจารณา ถ้ามีการแก้ไข ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันไปพิจารณา ซึ่งสอดรับกับรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๔๗ กรณีเปึนเรื่องอื่น ก็คือมีการแก้ไขแล้วเราไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมก็เลยถามท่านคณะกรรมาธิการร่วมกันนะครับว่า ในการแก้ไข เพิ่มเติมก็ดี การแก้ไขก็ดี ท่านมีอํานาจหน้าที่หรือไม่ที่ไปแก้ไข ผมยกตัวอย่างในมาตรา ๔ มาตรา ๔ ในกฎหมายฉบับนี้ที่เปึนร่างร่วมของกรรมาธิการร่วมกันนี่นะครับ ผมเข้าที่ มาตรา ๔ ชัด ๆ เปึนบทที่ว่าด้วยคํานิยาม กรรมาธิการร่วมกันเห็นชอบให้ไปตัดนิยามคําว่า หน่วยงานของรัฐ ออกทั้งหมด ซึ่งร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรก็คงอยู่ ร่างของวุฒิสภา เมื่อส่งไปแล้วก็ไม่มีการแก้ไข แต่เมื่อเข้าไปสู่ชั้นของกรรมาธิการร่วมกันท่านตัดอันนี้ออก ทั้งหมด แล้วก็ให้เหตุผลพวกเรามาว่ามีการแก้ไขในมาตรา ๔ คําถามผมนะครับว่า ในสิ่งที่ ผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้ทําการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ วุฒิสภาก็ไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย แต่เข้าชั้นคณะกรรมาธิการร่วมกัน ท่านมีอํานาจหน้าที่หรือไม่ในการที่จะไปปรับแก้เอาร่างเดิม ก็คือร่างของสภาผู้แทนราษฎร หรือร่างของวุฒิสภาที่ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลย ผมเองกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ เขียนไว้ชัดครับว่า ถ้าเปึนกรณีอื่น เขาใช้คําว่า กรณีอื่น ท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณาเป่ดในมาตรา ๑๔๗ ของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการตราพระราชบัญญัติ ถ้าวุฒิสภาแก้ไข ก็เปึนไปตามลําดับขั้นก็ส่งให้ผู้แทนราษฎรพิจารณา ถ้าเห็นชอบก็ส่ง ถ้าไม่เห็นชอบก็ตั้งกรรมาธิการร่วมกัน แต่กรณีอื่นนั่นก็คือให้ไปตั้งคณะกรรมาธิการ ร่วมกัน คือกรณีที่เราไม่เห็นชอบ ซึ่งสอดรับกับข้อบังคับที่เขียนรับไว้ ท่านประธานดู ข้อ ๑๓๕ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านให้ฟังครับ ข้อ ๑๓๕ ข้อบังคับของการประ ชุม สภาผู้แทนราษฎรซึ่งต้องใช้ในการประชุมร่วมกันไม่ว่าของรัฐสภาหรือของการประชุม ร่วมกัน เนื่องจากว่าข้อบังคับของรัฐสภายังไม่ออก ข้อ ๓๕ วรรคสอง ท่านประธานครับ ถ้าสภาไม่เห็นชอบ สภาในที่นี้หมายถึงสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วย กับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาให้ประธานดําเนินการให้สภากําหนดจํานวนและตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกัน ประเด็นก็คือว่าการเกิดขึ้นของคณะกรรมาธิการร่วมกันก็คือว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาก็ให้ไปพิจารณาในประเด็นนั้นที่เปึนข้อถกเถียง ข้อขัดแย้งกัน แล้วหาทางออกมารายงาน ๒ สภา ถ้า ๒ สภารับก็จบไปครับ ดําเนินการตาม กระบวนการและขั้นตอนของการตราพระราชบัญญัติต่อไป แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่รับ ก็คือการยับยั้งพระราชบัญญัตินั้น ๑๘๐ วันครับ ถ้าเราจะเอา หมายถึง สภาผู้แทนราษฎร จะเอาเราก็หยิบมายืนยันได้หลังจาก ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้นถ้าดูตามข้อบังคับนี้ ผมต้องถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการร่วมกันครับ ท่านมีอํานาจหรือครับ ที่จะไปแก้ไขกฎหมายซึ่งวุฒิสภาเขาไม่ได้แก้ไข ร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรก็เปึนไป อย่างนั้น มีอํานาจหรือไม่ อันนั้นคําถามอันที่ ๑ นะครับ

คําถามที่ ๒ อํานาจในการแก้ไขกับแก้ไขเพิ่มเติมลักษณะคล้ายกัน แต่แก้ไขเพิ่มเติมผมพออาจจะอนุโลมได้ เพราะว่าอาจจะมีร่องรอยของการแก้ไขในส่วนที่ เกี่ยวข้องท่านก็ไปเปลี่ยน ไปแก้ไขได้ให้มันสอดคล้องและเหมาะสมไป ตัวนั้นไม่ค่อยติดใจ เท่าไร ยกเว้นแก้ไขเพิ่มเติมที่จะเปึนประเด็นสาระสําคัญ อย่างเช่น เปลี่ยนจาก ส่วน เปึน หมวด อย่างนี้ไม่ติดใจครับ จริง ๆ แล้วถ้าจะติดใจก็ถามกลับเลยว่า ท่านมีอํานาจไปแก้ ด้วยไหม เพราะมันคล้ายกันเลย

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะมีคําถามใหญ่ก็คือว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการ ร่วมกันถามในซีกของสภาผู้แทนราษฎร ท่านไปเห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา มีทั้งหมด ๗ ประเด็นครับท่านประธานที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเห็นชอบตามร่าง ของวุฒิสภา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานที่ผมไม่พูดถึงคณะกรรมาธิการเห็นชอบกับ ร่างสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าเราเปึนสภาผู้แทนราษฎรเรายืนตามร่างเราอยู่แล้ว ผมก็ต้องถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการร่วมกันว่า เหตุผล ที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา แล้วนํามาเปึนร่างร่วม ท่านมีเหตุผลอะไร ซึ่งผมจะถามเปึนประเด็น ๆ ไปนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องคําปรารภง่าย ๆ ครับ ซึ่งไม่เปึนประเด็นอะไรมาก แต่ผม ก็อยากจะรู้ว่าต่อไปนี้กระบวนการของการตรากฎหมาย ถ้ามันมีความที่ไม่สอดคล้อง ไม่เหมือนกันเราจะเอาอย่างไร คําปรารภง่าย ๆ ครับ วุฒิสภาไปแก้ไขในคําปรารภ เปลี่ยนจากคําว่า ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ท่านก็ไปเขียนให้เปึนเรื่องที่ชัดเจนไปก็คือว่า ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เรื่องนี้ผมเองจริง ๆ ไม่อยากจะเสียเวลาสภาท่านประธานครับ เพราะมันเปึนเรื่องของนิติวิธี มันควรจะจบไปแล้ว แต่ว่าท่านเขียนมาอย่างนี้ผมก็ต้อง ถามว่าท่านมีเหตุผลอะไร และเหตุผลนี้ถ้าสมมุติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ผ่านไปที่วุฒิสภา วุฒิสภาจะต้องแก้ไขอย่างนั้นหรือไม่ ผมยกตัวอย่าง ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. .... ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว หลักการเขียนเหมือนกันครับ ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจ เงินแผ่นดิน ผมเชื่อครับว่าไปถึงวุฒิสภา วุฒิสภาต้องแก้แน่ วุฒิสภาจะต้องแก้ว่า ให้มี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ผมถามเหตุผลครับว่า ทําไม ในชั้นการยกร่างมาจริงอยู่เราให้อํานาจองค์กรอิสระเปึนผู้ตรากฎหมายเอง เขาอาจจะไม่รู้กระบวนการของนิติวิธีแล้วเขียนมาอย่างนี้ ผมกล่าวหาเขาอย่างนั้นนะครับ ถ้าสมมุติว่าสภาแห่งนี้เห็นชอบตามวุฒิสภาแก้ไข กลับไปถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เปึนที่ปรึกษาฝ์ายกฎหมายของรัฐบาล กลับไปถามผู้รู้สิครับ ผมอยากรู้จริง ๆ ครับ ประเด็นนี้ประเด็นที่ ๑ อยากทราบคําตอบท่าน เพราะผมเองก็ไปแอบถามเขามา เหมือนกัน ผมอยากรู้ผมไม่ได้เรียนกฎหมายผมก็ไปแอบถาม เขาบอกโดยรวมแล้วอย่างไร เขาให้ใช้คําว่า กฎหมาย เพราะมันเปึนคําโดยรวม แล้วตรงนี้ก็เปึนร่างด้วย ยังไม่เปึน พระราชบัญญัติ ถ้าเปึนพระราชบัญญัติแล้วก็ใช้พระราชบัญญัติ ถ้าผ่านกระบวนการ ขั้นตอนทุกอย่างนะครับ ขอฝากประเด็นนั้นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๓ ในสิ่งที่ผมต้องถามเกี่ยวกับสาระและรายละเอียดที่ท่านได้ แก้ไขมาในเรื่องของ มาตรา ๓ ท่านชวลิตถามไปแล้ว ผมไม่ถามต่อ ประเด็นคล้ายกันที่มี คําถามเรื่องของการไปยกเลิก แต่ผมมีประเด็นเหตุผลถามต่อเรื่องมาตรา ๓ นิดเดียว เท่านั้นเองที่จะขออนุญาตท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านถามว่า เหตุผลทําไมไปยกเลิก ผมพยายามถามหลายฝ์ายที่เกี่ยวข้องกับการเปึนคณะกรรมาธิการร่วมกัน เขาให้ผมสั้น ๆ ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมันยกเลิกไปแล้ว อันนี้ก็ต้องยกเลิกไป อาศัยบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๐๒ ว่าให้คงอยู่เฉพาะ ๔ เรื่องเท่านั้น ๔ พ.ร.บ. เท่านั้น ที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลือ ก็ให้ยกเลิกไป ท่านประธานครับ ผมถามต่อเลยว่ากรณีพูดอย่างนี้ เมื่อป้พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ จะออกเรามีการทําประชามติ และถามว่า ท่านใช้กฎหมายฉบับไหนทํา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๑ ใช่ไหมครับ ถ้ายกเลิกทําไมท่านใช้ได้ อันนั้นเปึนคําถาม ผมนะครับ ว่าทําไม

ประเด็นต่อไปที่เปึนคําถามเพิ่มเติมที่เปึนการแก้ไขของวุฒิสภาและ คณะกรรมาธิการร่วมกันเห็นชอบกับวุฒิสภา ท่านประธานครับ ประเด็นในมาตรา ๖ วุฒิสภาแก้ไขทางคณะกรรมาธิการร่วมกันเห็นชอบด้วย ผมเพียงแต่สอบถามว่าท่านตัด วรรคท้ายออกไปทั้งหมดทําไม มาตรา ๖ นะครับ เพราะว่าสาระตรงนี้เปึนสาระสําคัญ ที่เขียนไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๕ เลย เมื่อมีการประกาศให้มีการออกเสียง ประชามตินะครับ เมื่อมีประกาศให้มีการออกเสียงให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในเรื่อง ที่จะจัดทําประชามติต้องดําเนินการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะทําประชามติแก่ผู้มีสิทธิ ออกเสียงให้ทราบอย่างเพียงพอ อันนี้เปึนบททั่วไปที่เขียนไว้ในบท มาตรา ๖ เพราะ มาตรา ๖ เปึนบททั่วไปนะครับ ท่านอย่าอ้างว่า มาตรา ๑๐/๑ เขียนไว้แล้ว ถ้าอ้างอย่างนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าในบททั่วไปกับบทที่นําสู่การปฏิบัติมันจะต้องสอดรับกันหรือไม่อย่างไร ขอทราบเหตุผล

เรื่องมาตรา ๘ ใจความเดิมเขียนเฉพาะเรื่องของหน่วยงานที่จะต้องทํา ประชามติ ก็ให้หน่วยงานที่จะทําประชามตินั้นรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ท่านไป เพิ่มเติมทั้ง ๒ กรณีก็คือว่าหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคือหน่วยงานของรัฐ กรณีออกเสียงประชามติ กรณีเปึนการประชามติทั่วไปที่นายกรัฐมนตรีร้องขอ นายกรัฐมนตรีประกาศภายใต้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แล้วก็ท่านประธาน วุฒิสภา และท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร นั่นให้รัฐเปึนผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แล้วก็ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่เขาจะออกประชามติไป ตรงนี้ท่านมี เหตุผลอย่างไร ถามว่าผมชอบไหม ชอบครับ ชัดเจนครับ แต่อยากทราบเหตุผลว่าทําไม

ประเด็นต่อไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๘ เปึนการแก้ไขเพิ่มเติมของ คณะกรรมาธิการร่วมกัน ผมเองมีประเด็นที่กราบเรียนถามในมาตรา ๑๘ ก็คือว่า ในวรรคท้ายจริง ๆ เปึนการแก้ถ้อยคําเท่านั้นเองครับ ในวรรคท้ายขอทราบเหตุผลว่า ท่านมีความหมายอย่างไร ท่านแก้อย่างนี้ในมาตรา ๑๘ วรรคท้าย ในกรณีที่ผู้ใดขัดขวาง การออกเสียง ให้กรรมการประจําหน่วยออกเสียงมีอํานาจสั่งให้ผู้นั้นออกไปจากที่ ออกเสียงได้ แต่ต้องไม่ขัดขวางต่อการที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะใช้สิทธิออกเสียง นี่ข้อความเดิม ไม่ขัดขวางของผู้มีสิทธิที่จะไปออกเสียง ไม่ว่าจะผู้ที่ถูกไล่ออกไปหรือใครก็แล้วแต่ที่จะมา ออกเสียงไปขัดขวางมิได้นะครับ แต่ทางกรรมาธิการร่วมกันไปแก้อย่างนี้ครับ แต่ต้องไม่ ขัดขวางต่อการใช้สิทธิออกเสียงของผู้นั้น ก็คือว่า ไล่ได้ มาโวยวายเอะอะขัดขวาง การออกเสียงประชามติไล่ออกจากหน่วยเลือกตั้งได้ แต่ไปห้ามเขามาออกเสียงไม่ได้ เน้นเฉพาะ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่คําถามเดิมว่าร่างเดิมเขาห้ามหรือครับ ร่างเดิมที่ผมมอง ความหมายเชิงกว้างนะครับ เชิงกว้างหนึ่งไม่ห้ามผู้ที่เอะอะโวยวายด้วย และไม่ห้ามไป ขัดขวางคนอื่นด้วย คนอื่นที่จะมาออกนะครับ ความหมายคืออะไรครับ เช่น ป่ดหน่วย ป่ดหน่วยนี่ถือเปึนการห้ามคนอื่นมาออกเสียงเลยนะครับ เพื่อเจตนาที่จะขับไล่คนที่จะมา ขัดขวางการออกเสียงประชามติในหน่วยนั้น กรรมาธิการก็จําเปึนต้องป่ดหน่วย แต่ว่าร่างเราบอกว่ากระทํามิได้นะ คุณจะไปขัดขวางการกระทําของคุณ การที่จะให้คน ที่มาขัดขวางการออกเสียงออกจากหน่วย ไปขัดขวางการออกเสียงของคนอื่นไม่ได้ด้วย ร่างเดิมผมคิดว่าน่าจะกว้างกว่า ของท่านเน้นเฉพาะเลยว่าให้สิทธิคนนี้ ไล่คนนี้ออกไปได้ แต่ผดุงสิทธิเขาไว้ แต่การกระทําของคณะกรรมการประจําหน่วยบางครั้งมันจําเปึน สมมุติเขาจะมาซุ่มยิง มาก่อการร้ายท่านจําเปึนต้องป่ดหน่วย ไม่ให้ใครมาออกเสียงเลย อันถือว่าเปึนการขัดขวางของการมาใช้สิทธิของผู้อื่นเขานะครับ ท่านคิดถึงข้อนี้หรือเปล่าครับ ผมถามว่าท่านแก้ด้วยเหตุผลใด ในประเด็นต่อไปครับ