สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๓ กันยายน ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสรุปข้อดีและข้อเสียที่จะเผยแพร่ให้กับผู้ลงมติหรือผู้ออกเสียงประชามติ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับบทบัญญัติที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ และขอชี้แจงจากคณะกรรมาธิการ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติได้ให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา ที่ให้เพิ่ม มาตรา ๑๐/๑ ขึ้นมานะครับ ซึ่งเปึนการให้ความเห็นชอบโดยสาระส่วนใหญ่ เพียงแต่ไปแก้ไขนํา (๖) มารวมกับ (๕) เท่านั้นเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วสาระสําคัญไม่ได้อยู่ตรง การรวม (๖) กับ (๕) จากเดิมที่วุฒิสภาให้แยก เพราะว่ามีสาระอันเดียวกัน สาระสําคัญ ของประเด็นนี้อยู่ที่ว่าเรื่องของการสรุปข้อเปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของเรื่องที่จะทํา ประชามติ แล้วก็เผยแพร่แจกจ่ายให้กับผู้ลงมติหรือผู้ออกเสียงได้รับทราบเปึนเรื่องที่มี สาระสําคัญ ผมคิดว่าการสรุปเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียนั้น เปึนเรื่องที่ทํายาก ไม่ใช่ว่า ใครก็ได้หยิบข้อดีมาอยู่ด้านหนึ่ง ข้อเสียมาอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนตัดสิน แต่ในการเขียนข้อดีและข้อเสียนั้น มันอาจจะแฝงไว้ซึ่งความโน้มเอียง หรือการเข้าข้างใด ข้างหนึ่งได้ง่าย ท่านประธานที่เคารพครับปัญหาอยู่ที่ว่าใครจะเปึนคนสรุปข้อดี ข้อเสีย ให้กับผู้ออกเสียงประชามติได้เปึนคนตัดสินใจ นั่นเปึนประเด็นหนึ่ง

ประเด็นที่สอง ก็คือในร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้เห็นชอบกับร่างของ วุฒิสภาก็คือการให้เผยแพร่ข้อมูลกับผู้ออกเสียงเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง อย่างทั่วถึง การให้ข้อมูลกับผู้ออกเสียงเปึนสิ่งที่มีความจําเปึนมาก และการที่จะตัดสินเลือกเอาข้างใด ข้างหนึ่งนั้น การที่มีข้อมูลอยู่ในมือเปึนเรื่องที่สําคัญที่สุด แต่ประเด็นปัญหาว่าการให้ ข้อมูลนั้นทําในระดับมากน้อยแค่ไหน และทําโดยการใช้สื่อสารมวลชนของรัฐในการ เผยแพร่ข้อมูลนั้น จะเปึนการให้ข้อมูลที่มีความโน้มเอียงหรือไม่ และเปึนการใช้ สื่อสารมวลชนของรัฐไปเพื่อประโยชน์เข้าข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าในการ ทําประชามตินั้นตามมาตรา ๑๖๕ (๑) นั้น เปึนเรื่องที่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลเปึนคนที่ ปรึกษาหารือกับประชาชน นี่พูดกันง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อจะปรึกษาหารือกับประชาชน ก็มีความคิดอยู่ในใจอยู่ในระดับหนึ่ง ยิ่งมาใช้สื่อมวลชนของรัฐในการไปให้ข้อมูลกับ พี่น้องประชาชนแล้ว ผมคิดว่ายิ่งก่อให้เกิดความไม่เปึนธรรม จริง ๆ แล้วในมาตรา ๑๑ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบไปแล้วมีความชัดเจน มีความครอบคลุมอยู่แล้ว บอกว่า เมื่อมีประกาศกําหนดวันออกเสียง ตามมาตรา ๗ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ กระบวนการและขั้นตอนออกเสียงให้ผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับทราบโดยทั่วถึง รวมทั้งจัดให้ มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งบุคคลฝ์ายที่เห็นชอบและ ไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทําประชามติ ซึ่งผมคิดว่าความในเหล่านี้มันให้หลักประกัน เพียงพออยู่แล้วสําหรับ ๒ ฝ์ายที่มีความเห็นแตกต่างกัน ท่านต้องอย่าลืมว่าการจะทํา ประชามติก็ต่อเมื่อมีความเห็นของ ๒ ฝ์ายแตกต่างกัน แล้วก็ไม่สามารถลงรอยกันได้ ก็ต้องตัดสินด้วยการให้ประชาชนได้ออกเสียง แต่การที่มีหน่วยงานของรัฐหรือว่าการใช้สื่อมวลชนของรัฐไปในการให้ข้อมูลข่าวสารกับ ด้านใดด้านหนึ่งจะเปึนปัญหาในอนาคต ซึ่งก็อยากจะฝากเรื่องนี้เอาไว้นะครับ

ประเด็นที่สาม ในมาตรา ๔๓ โดยสรุปแล้วคณะกรรมาธิการร่วมกัน ก็เห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา เพียงแต่ก็มีการปรับปรุงวรรคตอนเล็กน้อยเท่านั้น จุดที่มีความสําคัญมากก็คือว่า มีอยู่ ๒ ประเด็นในเรื่องนี้ ก็คือวุฒิสภาได้ไปเพิ่มเติมเรื่อง ของการขาย จําหน่าย แจกจ่าย จัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตออกเสียงระหว่างเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาของวันก่อนวันออกเสียงเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันออกเสียง ก็มีการพูดกันมาก ครับว่า ในวันที่มีการออกเสียงประชามติคนไม่ควรจะกินเหล้า ไม่ควรจะมีการจําหน่าย จ่ายแจกสุรา ซึ่งฟังดูมันก็ดีนะครับว่า ทําให้คนได้อยู่ในสภาพสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทุกประการในการไปออกเสียง แต่ว่าถามจริง ๆ เถอะครับ ท่านได้ไปวิเคราะห์ศึกษาวิจัยมา มากน้อยแค่ไหนว่า การจําหน่ายสุรา การดื่มสุราในวันนั้นมันมีผลต่อคะแนนเสียงจริง ๆ ไม่มีข้อมูลตรงนี้ยืนยันเลยนะครับ มีแต่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งพยายามที่จะบอกว่าการขาย หรือเลี้ยงสุรามีผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เปึนธุรกิจท่องเที่ยว เปึนรายได้หลักของประเทศก็กลายเปึนอุปสรรค เปึนปัญหาในการทํางานแล้วก็มีการ ปล่อยปละละเลย โดยที่มีช่องว่างของกฎหมายอันนี้ทําให้ผู้ปฏิบัติ ผู้บังคับใช้ตามกฎหมาย ไปมีผลประโยชน์กับบริษัทหรือว่าห้างร้านเหล่านั้น อันนี้ก็อยากตั้งเปึนข้อสังเกตไว้

สําหรับมาตรา ๔๓ ก็คือว่าวุฒิสภาได้ไปเพิ่มเติมในวรรคท้ายนะครับ บอกว่า ผู้กระทําความผิดที่ทําให้เปึนเหตุให้มีการออกเสียงประชามติใหม่ให้ผู้นั้นต้องรับผิดชอบใน ค่าใช้จ่ายในการออกเสียงประชามติในคราวถัดไป เปึนบทบัญญัติที่มีข้อความที่กินความ กว้างขวางมาก คือไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องรับผิดชอบนั้นมันจํานวนเท่าใด และในความ เปึนจริงผู้ที่กระทําผิดตามอนุมาตราที่ได้ระบุไว้ก็คือ (๒) ถึง (๖) สามารถที่จะรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนั้นได้จริงหรือเปล่า สมมุติว่ามีการเลือกตั้งใหม่แล้วในเขต เลือกตั้งนั้นจําเปึนต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ เปึนเงินถึง จํานวนหลายล้านบาท คนเหล่านั้นจะมีปัญญาที่จะไปชดใช้เงินที่จะต้องให้มีการเลือกตั้ง ใหม่หรือไม่ ปัจจุบันนี้เราได้ยินเรื่อง ส.ส. ที่ได้ใบแดงแล้วจําเปึนต้องชดใช้ค่าเลือกตั้งใหม่ วันนี้ไปถาม กกต. ดูเถอะครับว่ามีใครยอมชดใช้เงินค่าเลือกตั้งใหม่กันบ้าง ผมคิดว่า การเขียนบทบัญญัติไว้เช่นนี้ไม่เปึนจริงในทางปฏิบัติ ก็อยากจะขอคําชี้แจงจาก คณะกรรมาธิการร่วมกันในที่นี้ด้วย กราบขอบคุณครับ