สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒

จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องความเป็นกลางของศาลรัฐธรรมนูญและผลกระทบจากการวินิจฉัยของศาล ซึ่งเขาเห็นว่าการตัดสินของศาลไม่ยุติธรรมและขัดต่อหลักนิติธรรม โดยเฉพาะการยุบพรรคการเมืองหลายพรรค

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบสัดส่วน กลุ่มที่ ๖ พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่าโอกาสที่เราจะได้มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบ องค์กรอิสระหรือแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นเราก็ต้องรอเปึนทางการเมื่อถึงคราวที่ เขาต้องมารายงานต่อสภา เมื่อป้กลายนั้นผมก็ได้วิพากษ์วิจารณ์การทําหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญ ป้นี้การทํารูปเล่มดีกว่าฉบับป้ที่แล้วหน่อย ป้ที่แล้วนั้นมันเปึนแฟชั่น ถ่ายรูป เต๊ะท่า ตั้งท่าแต่นี่ไม่เปึนสาระสําคัญที่ผมจะอภิปราย แต่ดูเนื้อหานี่นะครับ ผมเป่ดไปในเรื่องของผลงานของศาลรัฐธรรมนูญในหน้า ๕๔ คือศาลรัฐธรรมนูญนั้น เปึนศาลการเมือง และเปึนศาลที่ถ้าเอียงข้างวางตัวไม่เปึนกลางสมกับการเปึน ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนศาลสูงสุดนั้นก็จะสร้างปัญหาให้กับประเทศต่อไป ต้องยอมรับ ความเปึนจริงว่าหลายเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นค่อนข้างที่มีความเคลือบแคลง สงสัยว่าได้ตัดสินภายใต้พื้นฐานของความยุติธรรมหรือไม่ ผมเชื่อว่ากระบวนศาลยุติธรรม ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเวลาพิพากษาตัดสินใครนั้นไม่ว่าโจทย์หรือจําเลยสามารถสบตากับ ผู้พิพากษาศาลนั้นได้ว่า ไม่ว่าฝ์ายผิดฝ์ายถูกเขาจะได้รับรู้ ลิ้มรสของความยุติธรรม แต่หลายเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่อย่างนั้น ดูเสมือนว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น เปึนธงหนึ่งของการกําหนดเกมในทางการเมืองเสียเปึนส่วนใหญ่ โดยคําวินิจฉัยที่เปึน ผลผูกพันแล้วก็จะกลายเปึนเรื่องในวันที่ ๒๒ กันยายน คือคําวินิจฉัยที่ ๖ (๖) คําวินิจฉัย ที่ ๖-๗/๒๕๕๑ กรณีคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ผลของคําวินิจฉัย คําแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน เปึนหนังสือที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของประเทศ ท่านประธานที่เคารพ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีหน้าที่ที่จะวินิจฉัยตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ บอกว่า หนังสือใดมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย แต่ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้บังอาจไปแต่งเติมรัฐธรรมนูญ ไปเติมคําว่า อาจ พอ อาจ ความหมายก็เปลี่ยน แล้วคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมันไปผูกพันกับ ทุกองค์กร ป.ป.ช. ก็รับลูกมาจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็จะตัดสินวินิจฉัยกันในวันที่ ๒๒ จากการเริ่มต้นที่ผิดโดยศาลรัฐธรรมนูญ แล้วถามว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเอาสิทธิอะไร ไปแต่งเติมรัฐธรรมนูญ แต่นี่ว่าเมื่อตัวเองมีความสูงสุดใครไปแตะต้องไม่ได้ แต่ยังโชคดีว่า วิพากษ์วิจารณ์ได้ ไปอุทธรณ์ก็ไม่ได้ แต่วินิจฉัยโดยการไปเติมรัฐธรรมนูญนั้น อันนี้ ไม่เรียกว่าธงแล้วไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็รัฐธรรมนูญบอกว่ามีผลเปลี่ยนแปลง ศาลชุดนี้ไปเติม คําว่า อาจจะ อยู่ในคําวินิจฉัย เอาสิทธิอะไรไปเติมในรัฐธรรมนูญ แต่มันมีผลผูกพัน กับประเทศ มันมีผลผูกพันต่อชะตากรรมของคน จากการเติมเนื้อคําในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ นี่ประเด็นที่ ๑ ในเวลาจํากัด

คําวินิจฉัยที่ ๒ เปึนคําวินิจฉัยที่ ๑๒ ถึง ๑๓/๒๕๕๑ กรณีวินิจฉัยเรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเปึน รัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ผลคําวินิจฉัยนี้ที่ให้นายสมัครพ้นไปจากตําแหน่งนี้นะครับ ตามมาตรา ๒๖๗ เปึนเหตุให้ความเปึนรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เพราะความเปึนลูกจ้าง โดยสรุปความว่าอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๒๖๗ นี้นะครับ ซึ่งไม่ว่าจะเปึน นายกรัฐมนตรีหรือแม้กระทั่งคนที่เปึนศาลรัฐธรรมนูญเองนี้ที่บอกว่าจะดํารงตําแหน่งใด ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดําเนินธุรกิจโดยมุ่งแสวงหาผลกําไร หรือรายได้มา แบ่งปันกัน หรือเปึนลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย ท่านประธานที่เคารพ เปึนการวินิจฉัยที่ ช็อก (Shock) โลก ช็อกที่ว่าก็ด้วยความตลก คือประเทศอื่นความเปึนไปของ นายกรัฐมนตรีนั้น เขาต้องสิ้นสุดไปจากการทุจริต หรือสภาไม่ไว้วางใจ แต่นายกรัฐมนตรี ประเทศไทยดันไปสิ้นสุดด้วยการไปทํากับข้าว แล้วที่สุดสําคัญที่สุดก็คือว่าและไปดู ผู้วินิจฉัยเขาละครับ หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอีกหลายคนก็ไปเปึนอาจารย์ พิเศษ อาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยเอกชน แถลงผลประกอบการแต่ละป้มีกําไร กี่เปอร์เซ็นต์ มียอดกําไรสุทธิป้นี้กี่เปอร์เซ็นต์ก็รับจ้างสอนเปึนรายชั่วโมง บางคนเปึน อาจารย์พิเศษยังไม่พอยังเปึนโลโก้ (Logo) ให้กับมหาวิทยาลัยนั้น ๆ โฆษณาให้นักศึกษา มาสมัครเปึนนักศึกษา แล้วก็ไปจัดรายการวิทยุเหมือนที่นายสมัครไปจัดรายการโทรทัศน์ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกันด้วยความไม่อับอาย ทั้งที่ตัวเองควรจะดูแลคุณสมบัติของ พวกเดียวกันเองเสียก่อน ผมเรียนอย่างนี้กับท่านประธานเพราะว่าอะไรครับ การเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเมื่อองค์กรอิสระแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมารายงานต่อ สภานั้นผมบอกเสมอตั้งแต่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันแรกว่า ผมไม่ได้มีหน้าที่จะมา สอพลอองค์กรใด หรือมีความคิดว่าถ้าพูดดีให้กับเขาวันหนึ่งเมื่อชะตากรรมไปอยู่ในเงื้อมมือ ของศาลรัฐธรรมนูญและจะได้รับความเมตตา ผมไม่มีทางที่จะคิดอย่างนั้น ผมต้องการให้ ศาลรัฐธรรมนูญนี้เปึนแบบอย่างเปึนที่พึ่งได้ นี่อิเหนาไปตัดสินอิเหนา ก็ตัวเองไปรับเปึน ลูกจ้าง ท่านเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญลองไปถามตุลาการรัฐธรรมนูญบางคน ไปบ่น พึมพําบนเครื่องบินว่าบอกแล้วว่าให้ไปเล่นเรื่องอื่น นี่เตือนแล้ว สุดท้ายก็เอาเรื่องนี้ก็เกิด เรื่องกันจนได้ เพราะว่าตัวเองก็มีชนักติดหลังอยู่เหมือนกัน

ท่านประธานที่เคารพ คําวินิจฉัยต่อไปเรื่องการยุบพรรค ๓ พรรค พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพ ถ้าท่านประธานจําได้ว่ามีการประกาศของแกนนําพันธมิตร นายสนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่า จะไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเวลานั้นไปเข้าเฝัาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ ๔ ธันวาคม ท่านประธานที่เคารพ ผมเองก็ไม่คาดคิดว่าการที่ พันธมิตรเขาลงทุนตั้งแต่ยึดทําเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม ปลายเดือน พฤศจิกายนไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ท่านประธานทราบไหมครับว่า มันกลายเปึนการ ส่งซิกแนล (Signal) แรกกับการยุบ ๓ พรรคกับการถอนตัวออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ ท่านประธานลองดูสิว่าทุกคนมันมีความคาใจว่าในการวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ว่าจะ เปึนศาลปกติหรือศาลใดก็ตามนั้นเขาจะต้องพิจารณากันด้วยความยุติธรรม เอาละ ย้ายที่ พิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญเพราะต้องการจะตัดสินให้ก่อนวันที่ ๔ ธันวาคม ให้ได้ ถามว่าทําอย่างไรท่านประธาน ย้ายไปที่ศาลปกครอง แล้วทําอย่างไรต่อครับท่านประธาน ที่เคารพ พรรคพลังประชาชนนั้นเขามีมติว่าจะไม่ไปชี้แจง แต่พรรคที่ไปชี้แจงคือพรรค ที่โดนอีก ๒ พรรค คือพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทยโดยคุณบรรหาร ศิลปอาชา ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าถ้าท่านประธานดูผลตามการถ่ายทอดโทรทัศน์ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา ได้ให้ปากคําในศาลรัฐธรรมนูญ เบิกความด้วยน้ําตานองหน้า หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยให้ปากคําด้วยน้ําตานองหน้า ระยะเวลานี่นะครับที่ให้ปากคํากันก็ก่อนเที่ยงเล็กน้อยก็จบแล้ว แต่ปรากฏว่าบ่ายตัดสิน เลย ก็ศาลรัฐธรรมนูญเปึนศาลที่วางรูปแบบอย่างนี้ไม่ใช่หรือว่า หลังจากที่มีการฟังความ ได้ครบถ้วนให้มีการวินิจฉัยเฉพาะตัวเสียก่อนทั้ง ๙ คน แล้วดูเสียงเปึนอย่างไรจึงมี คําวินิจฉัยกลาง แต่พฤติกรรมที่ไปยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ในวันที่ ๓ ธันวาคมนั้น พูดได้อย่างชัดเจนเลยว่าท่านเขียนคําวินิจฉัยมาก่อนที่จะมาฟัง นายบรรหาร ศิลปอาชา แล้วก็หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ผมเรียนกับท่านประธาน เลยว่า ณ วันนี้ที่เราต้องพูดแรง ๆ กันอย่างนี้ก็คือว่า เราต้องการให้บ้านเมืองนี้มันเดินไป ข้างหน้า ผมกับท่านต้องการความยุติธรรมเหมือนกัน ความยุติธรรมที่ว่าก็คือว่า ตรงไปตรงมา ผิดเปึนผิด ถูกเปึนถูก แต่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เปึนไป อย่างเร่งรีบ ดูเสมือนหนึ่งว่าจะต้องยุบให้ได้ก่อนวันเข้าเฝัาวันที่ ๔ ธันวาคม วันนี้ท่านมา รายงานต่อสภา ผมอาจจะวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะที่เปึนสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่เห็น การกระทําของท่าน แต่ผมข้ามพ้นไปแล้ว แต่เมื่อท่านมารายงานในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ผมบอกได้เลยว่าการวินิจฉัยของท่านนั้น มันขัดต่อหลักนิติธรรมด้วย ประการทั้งปวง ดูเสมือนหนึ่งว่าเสื้อครุยที่ท่านใส่แล้วก็ตัดสินในนามพระปรมาภิไธยนั้น ไม่ได้ช่วยให้ท่านได้มีความยุติธรรมขึ้นมาเลย ผมไม่ได้บอกว่าผิดถูกอย่างไรครับ แต่ขั้นตอนการพิจารณาก็ควรจะฟังความผู้ที่ถูกกล่าวหาให้ครบถ้วน แล้วตั้งหลักเขียน คําวินิจฉัยเฉพาะตัว แล้วทําอย่างละมุนละม่อม จะประหารชีวิตคนอื่นทําให้เนียนหน่อยสิ แม้ว่าจะรับธงมาก็ตาม แต่การทําในลักษณะอย่างนี้มันยิ่งตอกย้ําปัญหาของประเทศชาติ ว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น เปึนเครื่องมือทางการเมืองเครื่องมือหนึ่ง ผมเรียนกับท่านประธาน เลยนะครับว่าผมไม่สนใจว่าในวันข้างหน้าผมจะมีปัญหาอะไรกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่า มีการไปชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญจริง แต่พวกผมไม่เคย รุกล้ํากล้ําเกินเข้าไปในศาลรัฐธรรมนูญ คนที่ยิงป๋นเอ็ม ๗๙ เข้าไปนั้น พวกผมได้ตั้งรางวัล นําจับ ๕๐๐,๐๐๐ บาทบัดนี้ก็ยังไม่ได้ เพราะอะไรครับ การสร้างสถานการณ์ความเลวร้าย อันนั้น พวกผมอยู่ข้างทําเนียบก็ไม่เคยเข้าไปข้างใน เรารู้ว่าเราต่อสู้กันขนาดไหน อย่างไร ทั้งหมดนั้นจะได้มีการพิสูจน์กัน ใครสั่งการฆ่าประชาชน ใครสร้างสถานการณ์ ความรุนแรง ใครก่อเหตุอย่างไร สู้กันตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีปัญหา แต่ผมบอกว่า แม้ว่าผมจะชิงชังกับพฤติกรรม การตัดสินที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ พวกผมไม่มีสิทธิที่จะไปทําแม้กระทั่งสีถลอกของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าที่เราต้อง วิพากษ์วิจารณ์ก็คือว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แม้ผมจะไม่ยอมรับเพียงใด แต่เมื่อในโลก แห่งความเปึนจริงมีศาลรัฐธรรมนูญนั่งอยู่ และคอยประหัตประหารทางการเมืองที่เปึน กลไก ศาลรัฐธรรมนูญเติมคําว่า อาจจะ แล้วส่งไปยัง ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญประหาร ชีวิตคณะรัฐมนตรีชุดนั้นไม่ได้ แต่ส่งไป ป.ป.ช. ประหารต่อได้ เล่นลูกกันอย่างเปึนระบบ และ ป.ป.ช. นี่ก็หนักไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รับเงินเดือนความจริงก็ไม่ได้ เพราะคนรับเงินเดือนนับวันโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์ในวันรับเงินเดือน มาตรา ๑๒ ก็ยังไม่ยกเลิกกฎหมาย ป.ป.ช.