อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการขยายระยะเวลาการจำนำข้าวนาปรัง การส่งออก และโครงการประกันราคา โดยเชิญชวนสมาชิกสวมใส่ผ้าไหมและผ้าฝ้ายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทย พร้อมชี้แจงรายละเอียดโควตาจังหวัดและนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2551 จำนวน 8.5 ล้านตัน โดยระบุว่าอินเดียประสบภัยแล้งทำให้ข้าวนึ่งมีราคาสูงกว่าข้าวเจ้า และเสนอมาตรการส่งเสริมการขายผ่านสำนักงานพาณิชย์ทั่วโลกเพื่อขับเคลื่อนตลาด รวมถึงเน้นการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่เพื่อสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศจีน อลงกรณ์ พลบุตร เสนอให้เปลี่ยนระบบจากประกันราคาเป็นการประกันกำไร เพื่อลดภาระขาดทุนของเกษตรกรผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระผมมีประเด็นที่จะตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ๓ ประเด็นที่พาดพิงถึง
ประเด็นที่ ๑ คือในเรื่องของการจํานําข้าวนาป้ ที่รัฐบาลได้ขยายระยะเวลา ออกไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการส่งออก และ
ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องของโครงการประกันราคาที่รัฐบาลกําลังจะเริ่มต้น ส่วนสุดท้ายพาดพิงเรื่องเสื้อสีส้มนั้น เรียนว่าเปึนเสื้อผ้าไหมของเกษตรกรในภาคอีสานที่ ต้องการให้ส่งเสริมการใส่ผ้าไหม ผ้าฝัาย ที่ผลิตโดยคนไทยครับ ก็เชิญชวนท่านสมาชิก สุชาติ ลายน้ําเงิน และสมาชิกทุกท่านช่วยกันใส่ผ้าไหม ผ้าฝัาย เพราะว่ารัฐบาลต้องการที่ จะบริหารเชิงอุปสงค์ด้วยคือด้านดีมานด์ ไซด์ (Demand Size) ดังนั้นถ้าช่วยกันใส่ เกษตรกรก็จะอยู่ดีกินดีขึ้น
สําหรับเรื่องของมาตรการจํานําข้าวที่ขยายระยะเวลาออกไปจนกระทั่งถึง สิ้นเดือนนี้นั้น บัดนี้ก็ได้ฤกษ์วันที่ ๙ เดือน ๙ เวลา ๐๙.๐๙ นาฬิกา เป่ดรับจํานํารอบใหม่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสําหรับข้าวนาปรังที่ยังหลงเหลืออยู่ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบใหม่ คือระบบโครงการประกันราคา เพราะฉะนั้นในปริมาณของข้าวนาปรัง ซึ่งผมเคยชี้แจงต่อ สภาแห่งนี้ว่า ในช่วงของการรับจํานํา ไม่ว่าจะเปึนข้าวก็ดี ในส่วนของมันสําปะหลังก็ดี หรือข้าวโพดก็ดี รัฐบาลได้ดําเนินนโยบายในการใช้วงเงินในการรับจํานําพืชเศรษฐกิจ ทั้ง ๓ ชนิดนี้ สูงที่สุดทั้งในเชิงของปริมาณวงเงินรับจํานําแล้วก็ปริมาณรับจํานํา ซึ่งท่าน ก็คงทราบดี และในราคาที่เหมาะสมเปึนธรรม เพราะฉะนั้นในส่วนของการรับจํานํา ข้าวเปลือกนั้นก็จะขยายระยะเวลาต่อไป โดยเกษตรกรผู้มีคุณสมบัติก็คือเกษตรกรที่ได้ขึ้น ทะเบียนไว้ในฤดูการปลูกข้าวนาปรัง ๒๕๕๒ และใน ๔๗ จังหวัด ก็จะได้โควตาเหลือ เนื่องจากว่าการรับจํานํารอบแรกที่ได้เสร็จสิ้นลงไปเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคมนั้นเราได้จํานํา ข้าวนาปรังเปึนเปัาหมาย ๖,๐๐๐,๐๐๐ ตันข้าวเปลือก จากปริมาณคาดหมายการผลิต ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน เราไม่เคยเข้ารับจํานํามากเท่านี้มาก่อน และมีเกษตรกรเข้ารับจํานํา ๕,๑๐๐,๐๐๐ ตันเศษ เพราะฉะนั้นในโควตาส่วนที่เหลือก็เปึนไปตามโควตาของแต่ละ จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรและยังเหลืออยู่และไม่ได้ส่งคืนต่อกองกลาง ตรงนี้ก็เปึนเรื่องที่ หลังจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโดยคณะกรรมการข้าวแห่งชาติแล้ว หน่วยปฏิบัติไม่ว่าจะ เปึน อ.ต.ก. ธ.ก.ส. และองค์การคลังสินค้าในสังกัดของกระทรวงพาณิชย์ ผมในฐานะที่ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติทั้งหลายนั้นได้เร่ง ดําเนินการเพื่อที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการพยุงราคา เพราะว่าหลังจากเราสิ้นฤดูการรับ จํานําแล้ว ผลผลิตออกก็มีราคาที่ตกอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึง มาตรการนี้ก็จะฝาก ไปถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่มีพื้นที่ปลูกข้าวและยังมีข้าวที่ออกสู่ตลาด นะครับ ให้เข้าไปยังจุดรับจํานํา ซึ่งเริ่มแจ้งไปแล้วตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยที่ คณะกรรมการ กขช. กรรมการข้าวแห่งชาติซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเปึนประธานนั้น ก็จะ ได้แจ้งให้เกษตรกรในจังหวัดนั้นได้รับทราบถึงจุดรับจํานํานะครับ
สําหรับเรื่องที่ ๒ ก็คือในส่วนของการส่งออก ต้องเรียนว่าเรื่องของการ ส่งออกในป้นี้เราได้ตั้งเปัาหมายการส่งออกข้าวสาร ไม่ว่าจะเปึนข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวนึ่ง ๘.๕ ล้านตัน ขณะนี้เราได้ส่งออกไปแล้ว ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านตัน และจากปริมาณช่วงปลายป้ซึ่งเปึนปริมาณที่มีการส่งออกมากนะครับ คาดว่าจะทะลุ เปัาหมายการส่งออก แต่อย่างไรก็ตามในการส่งออกแม้แต่ช่วงนี้ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ฯพณฯ พรทิวา นาคาศัย ได้เดินทางไปยังอาฟริกาใต้ อาฟริกาใต้เปึน ทวีปที่นําเข้าข้าวนึ่งจากไทยมากที่สุดครับ และตอนนี้เนื่องจากว่าอินเดียประสบภัยแล้ง ทําให้เราสามารถส่งออกข้าวนึ่งซึ่งมีราคาในการส่งออกสูงกว่าข้าวเจ้า ข้าวเจ้าจะส่งออก อยู่ปริมาณ ๕๔๐ เหรียญต่อตัน ขณะที่ข้าวนึ่งสามารถส่งออกได้เกือบ ๖๐๐ เหรียญ ต่อตัน ตรงนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่เราได้ใช้มาตรการในการส่งเสริมการส่งออก โดยใช้สํานักงาน ส่งเสริมการค้าในต่างแดนของเรา แล้วก็สํานักงานพาณิชย์ของเราที่อยู่ใน ๔๐ กว่า ประเทศ ทั้งหมด ๖๖ สํานักงานในการขับเคลื่อนในการส่งออกครั้งนี้ แม้ว่าปัญหาที่ ต่อเนื่องมาอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้กล่าวไว้ก็คือว่า การที่ป้ ๒๕๕๑ เปึนป้ที่ผิดปกติ มันเกิดวิกฤตการณ์อาหาร วิกฤตการณ์พลังงาน ข้าวเมื่อ ป้ที่แล้วโดยเฉลี่ยทั่วโลกราคาส่งออกอยู่ที่ประมาณ ๔๐๐-๔๕๐ เหรียญ ราคาได้พุ่งขึ้นไป เกิน ๑,๐๐๐ เหรียญต่อตัน เพราะฉะนั้นปริมาณความต้องการป้ที่แล้วเราส่งออกได้ถึง ๑๐ ล้านตัน มันเปึนภาวะผิดปกติ พอมาไตรมาสแรกของป้นี้ราคาก็กลับมาสู่ภาวะปกติครับ แต่การกลับมาสู่ภาวะปกติที่ ๔๐๐-๕๐๐ เหรียญต่อตันนั้น จะทําให้เกษตรกรโดยเฉพาะ ชาวนาไทยเดือดร้อน จึงได้เข้าดําเนินการในการรับจํานําด้วยราคาที่ท่านก็คงทราบ นะครับ นาปรังครั้งนี้ข้าวเปลือกเจ้า ๕ เปอร์เซ็นต์นั้นอยู่ที่ ๑๑,๘๐๐ บาทต่อตัน เพราะฉะนั้นในส่วนเรื่องของการส่งออกนั้นกระทรวงพาณิชย์พยายามอย่างเต็มที่ครับ ผมเองก็ทําหน้าที่เปึนเซลล์แมน (Salesman) ก็เดินทางไปเกือบทุกภูมิภาค ท่านสุชาติ ลายน้ําเงิน ก็เคยเดินทางไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นก็คงทราบว่าขณะนี้เราได้เพิ่มมาตรการ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการสร้างความแตกต่าง ของข้าว แทนที่จะส่งออกเฉพาะเปึนข้าวขาว ไม่ว่าจะเปึนข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ หรือแม้แต่ข้าวนึ่งก็ตาม เราได้พัฒนาไปสู่การสร้างข้าวชนิดใหม่ ซึ่งสามารถที่จะสร้าง ความแตกต่างในตลาด ทั้งตลาดของผู้บริโภคทั่วไป แล้วตลาดตามซูเปอร์มาร์เกต ซึ่งล่าสุดนั้นในตลาดจีนก็ได้เข้าไปสร้างเครือข่ายในการระบายสินค้ากับบรรดา ซูเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ของประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ก็เชื่อว่าในการเพิ่มช่องทางการตลาด เหล่านี้ก็เปึนส่วนหนึ่ง
๒. ก็คือเรื่องของตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ท่านดูทีวี ในทุกคืน ก็คงจะเห็นราคาอ้างอิง ซึ่งระบุว่านั่นคือตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ก่อนหน้านี้ แทบจะทําการอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าการที่เรารับซื้อในราคาสูงก่อนหน้านี้ และทําให้เกิด การค้างของรัฐบาลประมาณ ๕-๖ ตันข้าวสาร ปัญหาก็คือว่าต้นทุนรับซื้อมาสูง แต่ราคาตลาดโลกมันกลับมาสู่ภาวะปกติ เพราะฉะนั้นตลาดซื้อขายล่วงหน้าจึง ไม่สามารถดําเนินการได้ ตอนนี้หลังจากที่เกิดความชัดเจนนะครับว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม นี้เปึนต้นไป เราจะดําเนินการในส่วนที่ ๑ ก็คือว่าการประกันราคา ในส่วนนี้ไม่มีการส่ง มอบใด ๆ ทั้งสิ้น ระบบนี้จริง ๆ อยากจะเรียกว่าเปึนการประกันกําไรให้เกษตรกรครับ ชาวนา ๓.๗ ล้านครอบครัว มันสําปะหลัง ๔๐๐,๐๐๐ ครอบครัว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๓.๗ แสนครอบครัว ทั้งหมด ๔,๔๗๐,๐๐๐ ครอบครัวนั้น ต่อไปนี้ไม่มีคําว่า ขาดทุน