อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี และขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุน โดยมีแผนการดำเนินการที่ครอบคลุม และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระผมจะตอบในนามของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติ ราชการในต่างประเทศ
สําหรับกระทู้ถามของท่าน ส.ส. ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จังหวัดจันทบุรี ในเรื่องการติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ก่อนอื่นต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส. ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. ธวัชชัย อนามพงษ์ ท่าน ส.ส. พงศ์เวช เวชชาชีวะ จังหวัดจันทบุรีทั้ง ๓ ท่าน รวมไปถึงท่าน ส.ส. ธีระ สลักเพชร ในนามจังหวัดตราด และ ส.ส. สาธิต ส.ส. ธารา ป่ตุเตชะ ส.ส. บัญญัติ เจตนจันทร์ และ ส.ส. วิชัย ล้ําสุทธิ รวมทั้ง ส.ส.จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อรัฐบาลได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ท่าน ส.ส. ในภาคตะวันออก ซึ่งถือได้ว่าเปึนแหล่งผลิตผลไม้ที่สําคัญของประเทศแห่งหนึ่ง ได้ผลักดันติดตามประสานงานอย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของจังหวัดจันทบุรีและในส่วนของ ชาวสวนผลไม้ ตลอดจนการประสานงานกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กระผมใคร่ขอตอบกระทู้ถามดังกล่าวโดยแบ่งเปึน ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ ก็คือการดําเนินการในช่วงที่ผ่านมา ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ มีการนําเสนอโครงการก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออก โดยได้มี มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ และวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ ได้อนุมัติ โครงการดังกล่าวภายใต้งบประมาณ ๕๔๙ ล้านบาท หลังจากนั้นได้มีการสํารวจออกแบบ โดยจังหวัดจันทบุรี ปรากฏว่างบประมาณได้กําหนดเพิ่มเติมเกินกว่าวงเงินงบประมาณที่ คณะรัฐมนตรีให้การอนุมัติ โดยมียอดรวม ๗๒๗ ล้านบาท หรือเกินจากวงเงินงบประมาณ ๑๗๘ ล้านบาท ซึ่งจะต้องมีการนําเข้าสู่ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๐ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ชะลอโครงการ ดังกล่าวจนกว่าจังหวัดจันทบุรีจะได้มีการเสนอแผนดําเนินการและแผนธุรกิจในการ บริหารจัดการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานการทํางานร่วมกันกับจังหวัดจันทบุรี และ ได้นําเข้าสู่คณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ แต่อย่างไรก็ตาม สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้มีความเห็นว่าก่อนที่ จะดําเนินการต่อไปในเรื่องนี้ จําเปึนที่จะต้องให้มีการจัดทําแผนธุรกิจและแผนการบริหาร การตลาด เพื่อให้ตลาดกลางดังกล่าวนั้นสามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ในเชิงพาณิชย์ มิให้ เปึนภาระต่องบประมาณแผ่นดินอีกต่อไป นั่นคือการดําเนินการก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา สําหรับการดําเนินการของรัฐบาลชุดนี้ต้องเรียนท่านประธานสภาผ่านไปถึงท่านสมาชิกว่า ความมุ่งมั่นตั้งใจของชาวสวนผลไม้ทั้ง ๔ จังหวัดในภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดันของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สอดคล้องต่อแนวทางนโยบายของ รัฐบาลชุดนี้ในการสร้างกลไกทางการตลาดเพื่อที่จะสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหา ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าระยะกลาง และระยะยาว จึงได้ดําเนินการในการขับเคลื่อนผลักดัน เรื่องนี้ บัดนี้ต้องเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้นําเสนอโครงการ ดังกล่าว ซึ่งมีงบประมาณในการดําเนินการ ๕๒๔ ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองงบประมาณของแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็งรอบ ๒ หรือที่เรียกว่า เอสพี ๒ โดยแบ่งงบประมาณออกเปึน ๓ ป้งบประมาณ ดังนี้ ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ จํานวน ๑๖๕ ล้านบาท ป้ ๒๕๕๔ ๑๖๐ ล้านบาท และป้ ๒๕๕๕ ๑๙๙ ล้านบาท ด้วยความตั้งใจที่จะให้ตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออก นั้นปรากฏเปึนจริงภายใต้รัฐบาลชุดนี้หลังจากที่ชาวภาคตะวันออกนั้นรอคอยมาเปึนเวลา ๔ ป้เต็ม และต้องเรียนเพิ่มเติมว่านอกเหนือจากการสนับสนุนภายใต้ข้อเสนอของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน ๔ จังหวัด และต้องขอบคุณเปึนการเฉพาะคือ ส.ส. จังหวัด จันทบุรีที่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลนี้เล็งเห็นว่าการที่แหล่งผลิตผลไม้แหล่ง ใหญ่ของประเทศในภาคตะวันออกนั้น ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางการตลาด ไม่มีจุดศูนย์ รวม และทําให้เกษตรกรนั้นต้องขายอยู่ตามริมท้องถนน เปึนอันตรายต่อความปลอดภัย และยังไม่สามารถสร้างอํานาจต่อรองในการรวบรวมผลไม้อย่างเปึนระบบ ประกอบกับ การจัดการในการรักษาคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวเปึนเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง จึงได้ทํา การเชื่อมโยง นอกเหนือจากเรื่องของการสนับสนุนเพื่อรับการพิจารณาภายใต้ งบประมาณของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แล้ว ยังได้ดําเนินการจัดงบประมาณในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ภายใต้นโยบายที่เรียกว่า โลคัล ทู โกลบัล (Local to global) ก็คือการนําผลผลิตเกษตรและผลไม้ของเรานั้นไปสู่ ตลาดโลก เมื่อเดือนที่แล้วกระผมในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นํา หอการค้าจังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดระยอง พร้อมด้วยผู้ประกอบการได้เดินทาง ไปทําความตกลงในการเป่ดตลาดใหม่ที่มณฑลเหลียวหนิง โดยเข้าไปทําความตกลงกับ นครต้าเหลียน โดยเชื่อมโยงในการระบายเข้าไปสู่ตลาดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคเหนือของประเทศจีน และได้ทําความตกลงโดยเซ็น เอ็มโอยู (MOU) ระหว่าง หอการค้าทั้ง ๓ จังหวัด ร่วมกับทางกระทรวงพาณิชย์ของประเทศจีน เพื่อที่จะสามารถ ระบายผลผลิตซึ่งรวมได้ที่ตลาดกลาง สินค้าเกษตร ภาคตะวันออก และผ่านระบบของ การส่งออกไปสู่เมืองท่าใหม่ เช่น ที่เมืองท่าต้าเหลียน เปึนต้น พร้อมกันนั้นยังได้เชื่อมโยง ทําความร่วมมือกับเครือข่ายของซูปเปอร์มาร์เกต (Supermarket) ใหญ่ที่สุดอันดับ ๔ ของ ประเทศจีนก็คือบริษัท ต้าฉาง ซึ่งมียอดขายถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านหยวน หรือคิดเปึนเงินไทย เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อป้ในการระบายสินค้าโดยเฉพาะผลไม้ของไทย พร้อมกับ จัดการในเรื่องของการทําการโปรโมชั่น (Promotion) ทางการตลาด เช่น ทําอินสตอล โปรโมชั่น (Install promotion) เปึนต้น และการจับคู่ทางธุรกิจ นอกจากนั้นในห้วงเวลาที่ ผ่านมา ได้เชิญผู้แทนของกระทรวง เอคิวเอสไอคิว (AQSIQ) ของประเทศจีน เดินทางเข้า มาดูพื้นที่ตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออก และได้พบปะกับชาวสวนผลไม้และ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออกที่จังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดระยอง ทั้งนี้เพราะว่าการนําเข้าผลไม้ไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่ผมยกตัวอย่างเฉพาะ ประเทศจีนนั้น กระทรวง เอคิวเอสไอคิว ก็คือกระทรวงในการตรวจโรคพืช มีบทบาท สําคัญในการที่จะอนุมัติผ่านการตรวจตราผลไม้เพื่อให้เปึนไปตามมาตรฐานของ สุขอนามัย หรือข้อความ เอสพีเอส (SPS) พร้อมกันนั้นยังได้ติดต่อประสานงานเพื่อให้ มีการกระจายไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรในประเทศจีน อย่างน้อยอีก ๓ จุดใหญ่ นอกเหนือจากตลาดต้าเหลียนแล้ว ก็คือตลาดซินฟาตี้ ที่ชานกรุงปักกิ่ง เปึนตลาดกลาง สินค้าเกษตรและกระจายสินค้าเกษตรใหญ่ที่สุดในมณฑลภาคเหนือของประเทศจีน ซึ่งได้เชิญผู้บริหารของตลาดซินฟาตี้ ตลอดจนผู้นําเข้าผลไม้จากปักกิ่งนั้นเดินทางมา เยือนภาคตะวันออกและได้เข้าไปชมโครงการตลาดกลางสินค้าเกษตร ภาคตะวันออก ที่ท่านสมาชิกได้ตั้งกระทู้ถาม รวมไปถึงการที่ได้เชิญและการที่เดินทางไปที่เขตปกครองตนเองกวางสี ซึ่งมีตลาดที่ใหญ่ ที่สุดในมณฑลกวางสีอยู่ที่นครหนานหมิง เรียกว่าตลาดอู่ลิถิงเปึนตลาดที่อยู่ใกล้ประเทศ ไทยมากที่สุด พร้อมกับทําการเจรจาจนประเทศจีนยอมเป่ดด่านผิงเสียงซึ่งอยู่ติดระหว่าง ประเทศเวียดนามกับเขตปกครองตนเองกวางสี สามารถขนย้ายผลไม้จากภาคตะวันออก ก็ดี ภาคใต้ ภาคเหนือก็ดี ผ่านทางนครพนม บนเส้นทางอาร์ ๑๒ ซึ่งปัจจุบันเปึนเส้นทางที่ ใกล้ที่สุดในการผ่านเข้าไปยังตลาดของมณฑลทางใต้ของจีน เพราะฉะนั้นนอกเหนือจาก การที่รัฐบาลนี้จะสร้างฝันให้เปึนจริงสําหรับชาวสวนภาคตะวันออกและชาวสวนในภาค ต่าง ๆ ด้วยการสนับสนุนโครงการในการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออก แล้ว ยังได้เตรียมการในการเตรียมพร้อมตลาดที่บริโภคสินค้าผลไม้ของเรามากที่สุดก็คือ ตลาดจีน ทั้งการขนส่งทางทะเล การขนส่งทางอากาศ และการขนส่งทางบก จึงเรียนท่าน ประธานผ่านไปถึงสมาชิกครับ