สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง พูดถึงเรื่องจริยธรรมและความสำคัญของการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในสังคมไทย เขาแสดงความไม่เชื่อมั่นในความสามารถของสังคมไทยในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม และมองว่าคนไทยโดยแท้จริงแล้วมักจะโอนอ่อนผ่อนตามผู้มีอิทธิพลและไม่ปฏิบัติตามหลักจริยธรรม

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ต้องขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าวันนี้ก็รู้สึกเปึนอีกครั้งหนึ่งที่ได้พิจารณาในเรื่องที่ คิดว่าเปึนเรื่องสําคัญ ผมเองอาจจะมีความเห็นอาจจะต่างกับเพื่อนสมาชิกบางท่านและก็ เห็นพ้องกับเพื่อนสมาชิกบางคน ในเรื่องของจริยธรรมต้องถือว่าเปึนเรื่องสําคัญและก็เปึน เรื่องที่คนทุกคนไม่ว่าชนชาติใดภาษาใดต้องมี เพราะการไม่มีจริยธรรมมันก็คือคนที่ ไม่ตระหนักอะไรเลย เพราะว่าลําพังเพียงกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทําให้ทุกคน เปึนคนดีได้ และก็ไม่สามารถทําให้ทุกคนไม่ทําผิดได้ เพราะฉะนั้นการมีจริยธรรมเปึน อีกส่วนหนึ่งเปึนอีกบทหนึ่งที่จะเปึนตัวในการขับเคลื่อนหรือตัวช่วยในการที่จะทําให้ การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือการปฏิบัติร่วมกันในสังคมนั้นได้มีความคิด ความเข้าใจและก็ พึงปฏิบัติต่อกันในทิศทางที่ดี และก็จะไม่มีความขัดแย้งใด ๆ หรือมีความเข้าอกเข้าใจกัน ผมเองได้อ่านและก็ได้ศึกษาจากคณะที่ไปยกร่างมา ก็ต้องขอขอบคุณส่วนหนึ่ง แต่ผม ไม่มั่นใจ ไม่มั่นใจว่าในสิ่งที่ท่านได้ไปยกร่างหรือทํา จริง ๆ แล้วท่านต้องการ สักกี่เปอร์เซ็นต์ในความเข้าใจ ท่านอาจจะคิดว่าที่เขียนมาร่างมาท่านอาจจะบอกว่า นี่ยังร่างไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่เพื่อน ๆ จะรับได้หรือเปล่า จริง ๆ อยากจะเอา มากกว่านี้เสียอีก เอาให้เปึน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย หรือท่านอาจจะบอกว่านี่สุดฝ้มือแล้ว มัน ๑๐๐ แล้ว ผมก็ยังไม่มั่นใจว่าทิศทางมันคืออย่างไร แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า ไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วประเทศของเราในสังคมของเรามันมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราและก็ทุกคน ไม่แน่ใจว่าได้เข้าใจและก็ได้ศึกษาหรือไม่ นั่นก็คือธรรมจริยา ธรรมจริยาถือว่าเปึน บทสําคัญอย่างใหญ่หลวงของคนในการที่จะประพฤติตนในการทําหน้าที่ ในส่วนบท ที่เขียนมาในบางข้อ ผมยกตัวอย่าง เช่น ในข้อ ๘ มันก็คล้าย ๆ ในบทหนึ่งในข้อ ๑ ในธรรมจริยาเหมือนกัน มีส่วนเกี่ยวข้องเหมือนกัน แต่ว่าไม่ทั้งหมด ไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ว่าอยากจะเรียนต่อ คณะผู้ร่างว่า จริง ๆ แล้วมันก็ต้องเปึนอย่างนี้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าในสังคมเรานี่หรือคนทั่วไป ในสังคมเราก็ต้องวางมาตรฐานด้วย เพียงมีบทของกฎหรือข้อบังคับหรือใดก็ตามแต่ เข้ามาในการที่จะให้ประพฤติปฏิบัติอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่สิ่งอื่นรอบด้านจะต้องทําให้ ไปตามนั้นด้วย ไม่ใช่ฉันออกกฎมาระเบียบมาบอกว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ แต่ท่านไม่ได้สอนหนังสือ ไม่ได้ยกในระดับของชั้นเรียนให้ ไม่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียน ให้ ทุกคนจะต้องไปแสวงหาเอาเอง สิ่งเหล่านี้คิดว่ามันน่าจะไม่ใช่เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ผมก็ยกตัวอย่างของความไม่มั่นใจว่ามันจะทําได้หรือไม่ได้ ในข้อ ๘ ก็คือตอนสุดท้าย ตอนสุดท้ายช่วงสุดท้ายนะท่านดูด้วย และไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามอิทธิพลใด ๆ ท่านเชื่อหรือ ประเทศไทยทําได้ ท่านเชื่อหรือ ผมไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อจริง ๆ นะท่านประธาน ข้อนี้ทําไม่ได้ เพราะคนไทย โดยแท้ของคนไทยก็คือ โอนอ่อนผ่อนตามผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ผู้มีบารมีทั้งหลาย ผู้มีอํานาจทั้งหลาย นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่ท่านเขียนไว้ อย่างนี้จะประพฤติปฏิบัติได้หรือไม่อย่างไร ผมไม่เชื่อนะครับว่าจะทําได้ ในสิ่งหนึ่ง ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในครั้งนี้ถ้าเราทําได้แล้วทําได้จริง ก็เชื่อว่าสังคมเรา ประเทศเราก็จะก้าวผ่านพ้นไปอีกช่วงหนึ่งในอีกระดับหนึ่งของความขัดแย้งทั้งหลาย อยากจะกราบเรียนครับว่าความจริงแล้ว ถ้าเรามีจริยธรรมต่อกันหรือเรามีใช้ธรรมจริยา ต่อกันนี่ มันก็มีความเข้าใจในระดับหนึ่งของความขัดแย้ง เพราะทุกคนจะต้องรู้หน้าที่ รู้ตัวเองว่าควรจะทําอย่างไร การที่จะไม่ไปกระทบกระทั่งกับใครเลยนี่ถือว่าเปึนเรื่องของ สิทธิและหน้าที่ที่พึงจะกระทําต่อสังคม มิใช่ทําด้วยตนเอง แต่ในขณะนี้บางครั้งนี่เราก็ต้อง ยอมรับนะครับ รักษาตนเองให้พ้นภัยนะครับ เปึนลักษณะอย่างนั้น ทุกคนก็เลยบอกว่า อีหรอบตัวเองก็ไม่เปึนไร เพราะว่าขืนไปยุ่งกับคนอื่นมากเราก็เจ็บตัว ท้ายที่สุดเมื่อเราเจ็บตัว ก็ไม่มีใครมาเยียวยากับเรา ท้ายที่สุดทุกคนก็เลยปล่อยไป นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสังคม บ้านเรา จนกระทั่งเราก็บอกว่าอะไรนะ เรื่องของผัวเมียเขาเราอย่าไปยุ่ง อะไรทํานองนั้น นะท่านประธาน ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า พอมาถึงตรงนี้ก็อยากจะ กราบเรียนครับ เห็นเพื่อนสมาชิกได้พูดไปหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งของเพื่อน ๆ ได้พูดไปนั้นคือ การที่อะไร สภา รัฐสภา ขอบเขตอาณาบริเวณ ใช่หรือไม่ใช่อย่างไร แล้วก็บอกว่าการ อภิปรายในวันนั้น การแถลงนโยบายมันถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ผมอยากจะ เทียบเคียงให้ฟัง บางคนก็บอกว่า เอ๊ะ นี่สามารถไปทําที่อื่นได้ ไม่จําเปึนต้องทําตรงนี้ มัน มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากจะยกขึ้นมา แล้วเชื่อว่าในไม่ช้าไม่นานมันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ อาจจะไม่เกิดขึ้นในสมัยยุคนี้ก็ได้ มันอาจจะเกิดขึ้นในสมัยยุคลูกหลานก็ได้ ถ้าเราขืนที่จะ แปรเปลี่ยนกันลักษณะไม่ตระหนักใดเลยของการที่เราจะพึงเคารพซึ่งกันและกัน นั่นก็คือ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเรานี่นะครับ ป้พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ นั่นก็คือในเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากจะ กราบเรียนที่ยกตรงนี้มาเพราะอย่างนี้ครับท่านประธาน ถ้าเกิดวันดีคืนดีมีคณะหนึ่งที่เปึน ฝ์ายค้านในสมัยลูกหลานในอนาคตข้างหน้า ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐมนตรี ปรากฏว่าวันหนึ่งก็ย้ายสภากัน ย้ายไปอยู่ที่อื่นเสีย ไม่เอาตรงนี้แล้ว วันเรียกก็เรียกอีกวันหนึ่ง วันประชุมก็อีกวันหนึ่ง อาจจะวางแผนกลอุบายอันแยบยลก็ได้ เอาคนมาป่ดล้อมไม่ให้ฝ์ายค้านเข้า คําถามก็คือ ฝ์ายค้านไม่สามารถเข้าไปเสนอได้ในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ถามว่าญัตตินั้นตกไปไหม ตกไปครับท่านประธาน ฝ์ายรัฐบาลก็ไม่ต้องลงมติ ไม่ต้องฟังอะไรทั้งหมด ท้ายที่สุดก็คือฝ์ายค้านไม่ได้ทําหน้าที่ คําถามที่หาคําตอบก็คือ นี่คือสิ่งที่อยากจะตอบ แล้วอยากจะบอกไว้ว่า การแถลงนโยบาย การใช้รัฐสภาและสถานที่นั้น ท่านคิดว่าอย่างไรน่าจะถูกมากกว่ากัน แต่ในมุมมองของผม ก็คือมันย้ายไม่ได้ เพราะว่าถ้าย้ายได้นี่ มาตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๕๙ นี่ครับ มันไม่มีสัมฤทธิ์ผลเลยนะครับท่านประธาน ไม่สัมฤทธิ์ผลเลยนะ เพราะว่าผมจะย้ายหนี แล้วก็แจ้งปัูบเดียวครึ่งชั่วโมง ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แล้วถ้าเกิดย้ายไปเชียงใหม่ เชียงราย หรือ ย้ายไปภาคใต้อย่างนี้ทําอย่างไรครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะนั้น ผมยกตัวอย่างแล้วก็ให้บันทึกไว้ในลูกหลานว่านี่คนรุ่นนี้เขาก็คิดกัน อย่างผมผมก็คิด เอาไว้ว่ามันเปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วต้องบอกกับท่านประธานครับว่าในชาติบ้านเมือง ผมเองก็พูดกับสภา พูดกับท่านประธานหลายครั้ง ผมเองเวลาเรียนหนังสือก็พยายาม เรียน แล้วก็ให้เทียบเคียงกับยุคสมัยให้มันเหมาะสมกับสิ่งที่มันควรจะเอามาใช้ให้เปึน ประโยชน์ต่อยุคสมัย ก็ไปทําการวิจัยในดุษฎีนิพนธ์ของผมก็คือ ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา ความขัดแย้ง ถามคําถามที่หาคําตอบก็คือ ที่มันวุ่นวายทุกวันนี้เพราะอะไร นี่คือสิ่งที่ อยากจะบอกแล้วก็อยากจะพูด แต่จริง ๆ ก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานนะครับว่า หลายเรื่องที่บางทีก็พูดไม่ค่อยได้ และหลายเรื่องก็อยากจะพูด แต่อยากจะบอกกับ ท่านประธานนะครับว่า สิ่งที่ควรจะแก้ไขและควรจะทําแน่นอนก็คือว่า ทุกคนต้องละวาง ต้องละวางนะครับท่านประธาน อํานาจที่มีก็ไม่ใช่มีเสมอไป เงินทองที่มีอยู่ก็ไม่ได้มีต่อไป ทุกวันนี้ผมบอกได้เลยว่ามันเกิดขึ้นบ้านเมืองมันเกิดขึ้นอะไร ไม่ใช่ตัวเองกลัวนะ ไม่ใช่เกิด ว่าเปึนเพราะนั่นนะครับ เปึนเพราะโลกแห่งความกลัว ไม่ใช่โลกแห่งความได้นะ อยากนะ ทุกคนบางคนบอกว่าโลกแห่งความอยาก ไม่ใช่นะท่านประธาน โลกแห่งความกลัว กลัวอด กลัวจน กลัวตาย กลัวลูกไม่มีกิน กลัวหลานไม่มีใช้ หาเก็บเอาไว้ ถูกต้องหรือไม่ มันไม่ใช่ว่านั่นนะท่านประธาน