สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

วิชาญ มีนชัยนันท์ พูดถึงการปรับลดเงินในมาตรา 4 เกี่ยวกับงบกลาง 13,642 ล้านบาทเศษ และสงสัยว่าเงินนั้นจะมาจากแหล่งไหน นอกจากนี้ยังอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมที่ใช้ไป 7,563,859,042 บาท และสงสัยว่า 23,000 ล้านบาทที่เหลือจะไปใช้หรือไม่

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติเพื่อปรับลดเงินในมาตรา ๔ นะครับเกี่ยวกับเรื่อง งบกลาง ซึ่งมีตัวเลขอยู่ทั้งหมดนี่ ๑๓,๖๔๒ ล้านบาทเศษ ๆ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๓ หมวดนะครับ ซึ่งก็คงขออนุญาตนะครับว่าในเรื่องของงบซึ่งได้พูดกันมาตั้งแต่เช้านี่ เกี่ยวกับมาตรา ๓ ก็ยังมีเรื่องที่ติดค้างอยู่ แล้วมาต่อมาตรา ๔ นี่ก็ยิ่งมีเรื่องสะสมมาครับ ในส่วนหนึ่งนี่ผมเองก็ฟังคําตอบแล้วก็อยากได้คําตอบอีกครั้งหนึ่งครับว่า งบประมาณ ที่เราจะใช้นี่งบรายจ่ายที่มีการเพิ่มเติมในขณะนี้ เอาเงินจากตัวเลขตรงไหนมาใช้จะเปึน การกู้หรือยืมนี่ผมก็ไม่ทราบว่ายอดทั้งหมดนี่มีความชัดเจนจากตรงไหนนะครับ เพราะเมื่อเช้า ผมก็อภิปรายสอบถามไปว่าตัวเลขนั้นเปึนเรื่องสําคัญ การเอารายละเอียดมาพูดกัน แล้วก็มาอภิปรายกันไปตั้งเปึนหมวดหมู่แล้วนี่ ผลปรากฏสุดท้ายนี่ก็ยังไม่รู้ว่ายอดเงิน งบประมาณจริง ๆ แล้วนี่เราจะเอาจากแหล่งไหน อันนี้ส่วนที่ ๑ นะครับ

ส่วนที่ ๒ เมื่อคราวที่นํางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเข้ามาเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๑ ผมเองได้เตรียมที่จะอภิปรายกับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน แต่ปรากฏว่า วันนั้นมีเหตุการณ์ซึ่งทําให้พวกเราเองไม่สามารถที่จะอภิปรายในเรื่องรายละเอียดได้ แล้วก็มีตอนช่วงปลายนี่มีการถามท่านนายกรัฐมนตรีเองนะครับ ผมจําได้ว่า ท่านพูด บอกว่าสาเหตุอันหนึ่งที่มีความจําเปึนที่จะต้องใช้งบกลางในวันนี้นั้นเนื่องจากว่าสภาพ ของเศรษฐกิจที่จําเปึนที่จะต้องหางบประมาณมากระตุ้นนะครับ แล้วดูแลพี่น้องประชาชน ที่ประสบในเรื่องของการหมุนเวียนในเรื่องของทรัพย์สินหรือการช่วยเหลือ ให้ความช่วยเหลือ ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากก็เลยทํางบประมาณตรงนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ปรารภขึ้นมาว่า ท่านเองเข้ามารับตําแหน่งนี่มีเงินงบกลางซึ่งเปึนรายจ่ายของ งบประมาณป้ ๒๕๕๒ ท่านเข้ามาบอกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วนี่ใช้ไป ๒ ใน ๓ เหลืออยู่ ๑ ใน ๓ ผมเองก็ลุกขึ้นแล้วก็ในฐานะที่เปึนรัฐมนตรีอยู่ในสมัยรัฐบาลท่านสมชาย ก็บอกว่าคงไม่ใช่หรอกครับ เพราะผมได้รับรายงานจากเอกสาร ซึ่งวันนี้ก็ขออนุญาต ว่ามันเปึนเอกสารซึ่งต้องดูในรายละเอียดขออนุญาตอ่านว่า ที่ผมได้รับแจ้งนั้นเปึนเอกสาร จัดสรรงบประมาณถึงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒ ได้ขอรายละเอียดมาจากทางสภา ซึ่งได้ ส่งตัวเลขมาว่างบประมาณในงบกลางป้ ๒๕๕๒ นี่คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒ นี่ใช้จ่ายงบประมาณไปเพียง ๗,๕๖๓,๘๕๙,๐๔๒ บาท วันโน้นผม ก็บอกว่างบประมาณนี่มันใช้อยู่ประมาณนี้ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากตัวเลข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีก็ขึ้นมาตอบอีกครับว่ามันรวมกับตัวเลขที่เปึน งบประมาณที่กันไว้แต่ยังไม่ก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งผมก็ย้ําบอกว่าตัวเลขตรงนั้นก็คงยังไม่ทราบ เพราะว่าเราใช้จริง ๆ ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะออกมา ยุบพรรควันที่ ๒ ธันวาคม (วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑) จากงบประมาณ ที่ผ่านจากสภาไป แล้วใช้ต้นป้งบประมาณเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑) ท่านประธานลองไล่ดูสิครับว่า ช่วงเวลาเพียง ๒ เดือนผ่านไปนิดเดียวนะครับ กว่าจะได้ใช้ งบประมาณ ไม่ใช่บอกว่าต้นป้งบประมาณวันที่ ๑ ตุลาคม ก็ใช้ได้เลย มันคงไม่ใช่ ผมก็เลย สอบถาม ซึ่งจําเปึนที่จะต้องมาพูดตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่างบประมาณจริง ๆ แล้วเราใช้เพียง ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ณ วันนั้น ๓๗,๔๓๖,๑๔๐,๙๕๘ บาท แล้วมาถึงวันนี้ ก็จะถามต่อว่า งบกลางตอนนี้จากที่ท่านรับจากอดีตรัฐบาลที่ผ่านมานี้ อีก ๓๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านไปใช้อะไรในขณะวันนี้ แล้วเหลือเท่าไร ซึ่งถ้าจะพูดไปแล้วนี่ นะครับ ที่บอกว่ามีการกันไว้ในส่วนของอุทกภัย ภัยพิบัติต่าง ๆ ตามมติของ ครม. หรือตามส่วนที่มติต่าง ๆ ที่เปึนเรื่องเร่งด่วนกรณีฉุกเฉินจําเปึนอีก ๒ ยอด ยอดละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ยอดนี้ตกแล้วก็อีกประมาณ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมสงสัยว่าที่เหลืออยู่นี้ ที่ใช้ไป ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้คือใช้จริง นอกนั้นรัฐบาลนี้เปึนผู้ใช้ เพราะว่าผมเอง ผมถือจากตัวเลขตรงนี้ ชนิดที่ว่ายังไม่ก่อหนี้ ยังไม่ทําอะไรนี่ ก็คงจะมาส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดนี้ ก็อยากจะทราบรายละเอียดว่า ณ วันนี้ ท่านเตรียมงบประมาณแล้วก็ใช้จ่ายไปเท่าไร พอมาถึงงบประมาณที่ทํางบประมาณ กลางป้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเปึน ๑๓,๖๐๐ กว่าล้านบาท ในหมวดที่ผมได้แปรตัดทั้ง ๓ ยอดนี่ ยอดแรก โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรของภาครัฐ ท่านประธาน ครับ เพื่อนสมาชิกอภิปรายกันหลายคน ผมเพียงแต่เสริมคงไม่เพิ่มมากมายนะครับ ๒,๖๐๐ กว่าล้านบาทนี่ บอกว่า ๒,๐๐๐ บาท แล้วมีขมวดไว้ครับว่า คนที่จะได้รับนั้น เปึนกลุ่มคนซึ่งมีอาชีพไม่ตกงาน ต้องบอกว่าไม่ตกงานครับ เพราะเปึนหมวด ถึงแม้ ตกงานแล้วอยู่ในกลุ่มอาชีพที่ใช้แรงงาน ก็ยังมีเงินชดเชยทดแทน รัฐบาลกําลังทําผิด กฎหมายหรือเปล่า อยู่ ๆ บอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เอาเงินในส่วนของภาษีอากร ประชาชนเอาไปใช้จ่ายกับกลุ่มคนที่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลย แล้วบางคนท่านไป ติดตามดูสิครับ บางคนนี่ครอบครัวทําราชการ รับราชการ ๓ คน ๒ คน เผลอ ๆ ได้คนละ ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ก็เปึนตัวเลขซึ่งไม่น่าจะเปึนไปได้ครับว่า ความคิดเห็น ความคิดอ่านของรัฐบาลนี่คิดอะไรง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เมื่อสักครู่นี้ตอนที่มาตรา ๓ ผมก็บอกว่า ยังมีกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ เอาไม่ต้องไกลหรอกครับ พวกที่ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง อยู่ในกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑลเปึนแสนคน ไม่ได้สนใจเขาเลยหรือครับพวกนี้ หรือไม่ใช่คนที่อยู่เปัาหมาย ลงลึกลงไปในรายละเอียด พวกกลุ่มแม่ค้า ถ้าจะจ่ายมันต้อง จ่ายกลุ่มพวกนี้ไล่ขึ้นมา แต่ที่คิดจะจ่ายนี่นะครับเพราะเห็นว่ามีเงินหรือเปล่า อย่าลืม นะครับ เงินเหล่านี้กู้เขามา ไม่ใช่เปึนเงินที่เกิดขึ้นมาหรือจัดเก็บจากรัฐบาลในส่วนนี้ ซึ่งยังไม่รู้เลยครับว่าจะไปกู้ตรงไหนบ้าง แล้วเปึนตัวเลขอย่างไร เพราะว่าวันนี้ท่านเองก็ยัง ไม่ได้บอกเลยครับว่าตัวเลขทั้งหมดนี้มันอยู่ตรงไหนจะไปออกพันธบัตร จะไปกู้ยืม ในประเทศที่ไหน แหล่งเงินอยู่ตรงไหน จะไปเอาจากแบงก์ชาติ หรือจะไปเอาจากสถาบัน การเงินใด ไม่มีความชัดเจนครับ แล้วถ้าไม่มีความชัดเจนก็จะเกิดปัญหาว่า การพิจารณาตรงนี้นั้นจะเกิดปัญหา เพราะว่าท่านเขียนไว้ว่า ในส่วนของโครงการนี้บอกว่า ผลที่จะได้รับ ลดปัญหาความเดือดร้อน ด้านค่าครองชีพของประชาชน บุคลากรของรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เอาไป ๒,๐๐๐ บาทนี่นะครับ ท่านจะสามารถทําให้เขาผ่อนคลายหรือลดภาระ ท่านประธานรู้ไหมครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้มีแต่ชาวบ้านบอกว่า ตกงาน ไม่มีเงิน แล้วก็มาขอ บางคนเจ็บป์วย อย่างบางคนเปึนโรคไต วันนี้ในกระทรวง สาธารณสุขเองเห็นบอกว่าเอางบประมาณไปเพียงแต่ไปทําต่อเติมศูนย์อนามัย ผมก็เห็นด้วย ว่าต้องทํา แต่ที่หนัก ๆ ที่เปึนโรคไตอยู่จํานวนถึง ๑๘,๐๐๐ ราย แล้วก็แนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ในป้ ๒๕๕๒ อีกประมาณ ๑๕,๐๐๐ ราย คนไทยป์วยเปึนโรคไตเยอะครับ ไปอุดหนุนเงิน เขาฟอกไตครั้งหนึ่ง สปสช. (สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ ๑,๐๐๐ บาท อีก ๕๐๐ บาทควักเงินออกเอง ท่านประธานครับ แล้วกลุ่มเหล่านี้เคยบอกว่าเคย ไปดูแล ไหมครับ แทนที่จะเอาเงิน ๒,๐๐๐ บาทไปดูแลคนเหล่านี้จํานวนเกือบหมื่นราย เคยไป เพิ่มเติมหรือเปล่า น่าจะให้พวกนี้ซึ่งด้อยโอกาสมากกว่า และเช็กไปแล้วนะครับ พวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วเปึนคนยากจน ฟอกไตครั้งหนึ่งควักเงิน ๕๐๐ บาท รัฐช่วย ๑,๐๐๐ บาท บางคนต้องฟอกไตเดือนหนึ่ง ๓-๔ ครั้ง เขาจะเอาเงินที่ไหน อันนี้คือตัวอย่างครับ แต่ผม ไม่ทราบว่าตรงนี้บอกมาได้อย่างไรว่าจะเปึนการลดปัญหาความเดือดร้อน ผมไม่ทราบว่า ลดหรือสร้างปัญหา เพราะเงิน ๒,๐๐๐ บาท มันเปึนเงินที่ใช้จ่ายนะครับแป็บเดียวก็หมด แต่ที่ผมแนะนําไปทําไมไม่ตั้งเปึนกองทุน ถ้าคนเดือดร้อนก็มากู้เอามาใช้ เอามายืม หรือจะ ส่งเสริมเรื่องอาชีพก็ว่าไป แต่ (๒) ยิ่งแปลกครับ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในระยะสั้น โดยผ่านการใช้จ่ายบริโภคของครัวเรือนของผู้มีรายได้น้อยอันนี้ยิ่งฟังยิ่งตลกครับ ๒,๐๐๐ บาทนะครับ ถ้าหารเปึนป้ตกประมาณ ๕ บาท ๕๐ สตางค์เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ก็บอกว่า น้ํามันก็ขึ้น ๕ บาท ๕๐ สตางค์ นี้หารเปึนตัวเลขได้ ๕ บาท ๕๐ สตางค์อีกแล้วครับ ถามว่าตัวเลข ๕ บาท ๕๐ สตางค์ ต่อวัน ครัวเรือนจะมีการกระตุ้นหรือเปล่า ผมไม่ทราบ เขียนลงมา เขียนเพื่อที่จะให้มีโครงการเกิดขึ้นนําเสนอสภา หรือจะเขียนให้พวกผม ในฐานะที่เปึนสมาชิกสภาบอกว่า ก็มีเงินงบประมาณที่ตั้งมาแล้วมันก็ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเกาถูกไม่ถูก แต่ก็ได้ใช้เงินละครับก็เปึนการกระตุ้นนโยบายประชานิยม หรือเปล่า หรือประชาสังคมหรือเปล่า ซึ่งคิดว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้คิดได้แค่นี้นะครับ ผมว่า ยุ่งละครับ เพราะว่าประเทศไทยก็คงจะแบกรับภาระที่มาตรา ๓ เขาบอกแล้วครับว่า ตัวเลขบอกว่าจีดีพีจะบวก ๒ ผมให้ลบ ๒ อย่างน้อย ญี่ปุ์นมันยังลบ ๔ เลย ประเทศไทย กล้าหาญชาญชัยอย่างไรครับ จาก จีดีพี บวก ๔ แล้วบอกว่า ลงมาเหลือบวก ๒ ฐานเศรษฐกิจเราแข็งขนาดไหนครับ คนตกงาน ว่างงานเยอะขนาดไหน ท่านประธานครับ ผมว่าคงไม่ใช่แล้วถ้าจะเอาตัวเลข ๒,๖๐๐ กว่าล้านบาทมาละลายน้ําเล่นตรงนี้ ก็ยังมี เวลาครับถ้าเกิดกรรมาธิการยังเห็นว่าตรงนี้มันมีการท้วงติงของเพื่อนสมาชิกมาก อาจจะ ปรับเปลี่ยน เพราะอํานาจกรรมาธิการก็ยังมี ถ้าท่านบอกว่าปรับเปลี่ยนไม่ได้ลองถาม รัฐบาลเอาด้วยหรือเปล่า สภาแห่งนี้ยังเคยปรับเปลี่ยนงบประมาณตอนวาระ ๒ และผ่าน วาระ ๓ เคยทําผมจําได้นะครับ แล้วก็กรรมาธิการเองก็เปึนคนปรับเปลี่ยนในส่วนของ เนื้อหาและตัวเลข มาดูใน (๒) โครงการชื่อสวยอีกครับ โครงการเพิ่มศักยภาพของ ผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนอันนี้ตั้งไว้ตั้ง ๖,๙๐๐ ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับลูกจ้าง และแรงงานในสถานประกอบการที่ถูกเลิกจ้าง ถูกเลิกจ้างนี่หมายถึงว่าสถานประกอบการพวกนี้กลุ่มนี้เขาขึ้นแล้วนะ ขึ้นบัญชี ตกงาน เขาได้เงินทดแทน ชดเชยจนกว่าจะมีงานทํา นี่เขาเรียกว่ามีหลักประกันแล้ว และนักศึกษา จบใหม่โดยอบรมพัฒนาฝ้มือแรงงานเพื่อทักษะชะลอการเลิกจ้าง นี่คนละวรรค คนละตอน แต่เขียนแล้วมันคล้าย ๆ กับว่านักศึกษาจบใหม่เขาก็มีวุฒิภาวะหลังจากที่เขาจบแล้วนี่ ถ้ามีงานทําก็เข้าไปทํางาน แต่ตอนนี้อาจจะตกงานว่างงาน ในสภาวะอย่างนี้ เอาไปฝ๊ก ทักษะฝ้มือแรงงานนะครับ มันก็คงจะมีการผ่านงานแล้ว แต่ต้องเข้าไปทํางาน แต่ถ้าบอกว่า ตกงานแล้วมาฝ๊กเพิ่มเติมหรือจะให้เรียนเพิ่มเติม เพราะนโยบายรัฐบาลชุดนี้บอกว่า เรียนฟรี ๑๕ ป้ อาจจะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา หรือถ้าจบอุดมศึกษาแล้วให้ต่ออีก ๒ ป้ จบปริญญาโทเลย ฉะนั้นต้องตั้งงบประมาณเผื่อไว้ครับ เพราะถ้าคนตกงานว่างงาน ก็เปลี่ยนวิกฤติเปึนโอกาส จ้างเขาเรียนต่อให้เขามีความรู้ มีงานไม่มีงานทําไม่เปึนไรครับ แต่พอเริ่มดีขึ้นพวกนี้จบปริญญาโทหมดแล้วครับ เปึนการเพิ่มทักษะ เพิ่มองค์ความรู้ มันต้องใส่เข้าไปครับ หรือฝ๊กอบรมวิชาชีพเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพอิสระ ถามว่า เขาจบมากลายเปึนว่าจบวิศวะ จบสถาปัตย์ จบหมอ เกิดตกงาน หมอนี่อาจจะขาดแคลน เปึนวิชาชีพเฉพาะ แต่ก่อสร้างมันไม่มีครับ สถาปนิกกับวิศวะตกงานแน่ แล้วบอกว่าให้ไป เรียนเพื่อทําอาชีพอิสระ มันดูแล้วแปลก ๆ ครับ จะให้เขาไปทําอะไรครับ จะให้ไปใช้ งบประมาณในส่วนนี้ไปฝ๊กทําดอกไม้หรือสิ่งประดิษฐ์ โอทอป หรือทําอะไรที่เปึนอาชีพ อิสระ เดี๋ยวผมต้องการคําตอบตรงนี้ด้วยครับว่าเอามาจากตรงไหน รวมถึงอบรมแล้วก็จัด จ้างนักศึกษาจบใหม่ให้มีงานทําระยะสั้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าตอนป้ที่รัฐบาลใช้งบประมาณตอนสมัยมิยาซาวาจ้างงาน นักศึกษาไม่ต้อง เลือกงานครับ ที่มีนบุรีไปสมัครงานเปึนพนักงานกวาดขยะชั่วคราว ตอนนั้นเงินเดือน เท่าไรครับจบปริญญาตรี เขาให้ ๔,๐๐๐ กว่าบาท ๔,๐๐๐ กว่าบาทครับ นั่นคืออาชีพ อิสระซึ่งเลือกไม่ได้ แต่เขาบอกว่าจ้างไปก่อนไปเก็บกวาดขยะ ไปกวาดถนน ไปตัดหญ้า ๔,๐๐๐ กว่าบาท ผมไม่ได้ว่าหรอกครับ เพราะผมก็มีคําวิจัยขององค์กรต่าง ๆ ที่ยกย่อง ประเทศไทยที่บอกว่าใช้เงินได้ตรงวัตถุประสงค์ เพราะไปผูกไว้อย่างนั้น ในเรื่องของการ ว่าจ้างแรงงาน แล้วก็ไปตัดหญ้าไปดูอะไร แต่มันไม่ได้สร้างงานครับ เปึนเพียงแต่มุมมอง ความคิดว่าจะทําอย่างไรให้พวกนี้เขาเดินไปได้ เหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พอฟุ๋นฟู เศรษฐกิจเขาหางานให้ทําครับ ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ หรือประเทศคอมมิวนิสต์ก็ไปถางหญ้า ไปปลูกโน่น ปลูกนี่ ไม่คิดมาก เดี๋ยวคิดมากแล้วจะฟุังซ่าน แต่เวลาวันนี้มันไม่ใช่นะครับ มันไม่ใช่ที่จะมาบอกว่าเอาเงินงบประมาณส่วนนี้ไป แล้วไปจ้างงานกับคนที่ว่างงานให้มัน ผ่านพ้นไปโดยใช้เงินละลายไป เงินนี้ก็กู้มา แล้วมันก็เปึนภาษีอากร ทุกคนก็มีส่วน ที่จะต้องบริหารจัดการ โดยเฉพาะสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ บอกว่า ๖ เดือน เมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านไปมันก็ ๖ เดือน ๒,๐๐๐ บาทนี่ ๖ เดือนนะครับ ที่เขาเอาไปใช้นี่ ระยะเวลาการดําเนินงานภายใน ๖ เดือน ก็ไม่รู้ล่ะครับ ใช้อย่างไรก็ขอให้เขาใช้จริง ๆ ละครับ แต่ผมดูแล้วคงยากเพราะว่ากลุ่มเหล่านี้เขาก็ชะลอ เพราะตัวเลขมันบ่งชัดครับ วันนี้คน ไปทานอาหารลดน้อยลง ร้านอาหารก็เจ๊ง โรงงานที่ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว โรงงานผลิตสิ่งต่าง ๆ ที่เปึนการแปรรูปต่าง ๆ ก็ลดน้อยลง มันกระทบไปหมดละครับ โรงงาน ตกงานว่างงาน สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดตามมา นับประสาอะไรการท่องเที่ยว เมื่อสักครู่นี้ทางเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสมคิดพูดถูก ป้ที่เราจัดการท่องเที่ยวในสมัยรัฐบาลทักษิณ ซื้อ ๑ แถม ๑ ตั๋วเครื่องบินนะ ตั๋วเครื่องบินนะครับจอง ๑ แถม ๑ เขาต้องการให้เอาคนมาใช้เงิน แล้วประเทศไทย ค่าการตลาดนี่ครับใช้น้อย ไม่ต้องมากหรอกครับเพราะว่าประเทศไทยไปเอาความรู้สึก ที่บอกว่า ที่ดี ๆ คืนกลับมาที่ป่ดสนามบินให้เกิดความมั่นคงมั่นใจในเรื่องต่าง ๆ นักท่องเที่ยวมาเองครับ เพราะประเทศไทยแหล่งท่องเที่ยวมันเยอะ