ชลนาน ศรีแกว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

ชลนาน ศรีแกว อภิปรายเหตุผลที่จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดด้านความไม่แน่นอนของท้องถิ่นในการจ่ายต่อ และระยะเวลาการขึ้นทะเบียนที่สั้นเกินไปซึ่งอาจทำให้ประชาชนตกหล่นและสูญเสียสิทธิประโยชน์

นายชลน่าน ศรีแก้ว กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๒ ใน (๑) ของกระทรวงมหาดไทย เปึนเรื่องของโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้ แก่ผู้สูงอายุ วงเงินทั้งหมด ๙,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในโครงการนี้ผมได้เสนอ ความเห็นปรับลดวงเงินงบประมาณไปร้อยละ ๒๐ ผมมีเหตุผลและมีความจําเปึน ที่จะต้องขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อมาขอความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ หรือขอความเห็นชอบจากกรรมาธิการเสียงข้างมากที่อาจจะมีความเห็นคล้อยตาม กรณีที่ผมได้อภิปรายชี้แจงต่อสภาให้กับท่านประธานและท่านประธานคณะกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เห็นในเหตุผลของผม เพราะว่ากระผมได้ชี้แจงในขั้นตอน ของห้องงบประมาณ แต่ว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันที่จะคงร่างเดิม ก็ต้องขอ อาศัยอํานาจของท่านประธานและสภาแห่งนี้ช่วยวินิจฉัย ท่านประธานครับ ในโครงการ สร้างหลักประกันรายได้ของผู้สูงอายุ เม็ดเงิน ๙,๐๐๐ ล้านบาท หลักการโดยรวมแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ผู้สูงอายุที่มีทั้งหมดในประเทศไทยขณะนี้นะครับ ตัวเลขที่ได้รับ รายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอาศัย ตัวเลขเมื่อสิ้นป้นะครับ มีผู้สูงอายุทั้งหมดอยู่ ๗,๐๒๐,๙๕๙ คน ๗,๐๒๐,๙๕๙ คน ท่านประธานครับ ในโครงการนี้ทางคณะรัฐมนตรี รัฐบาลได้เสนองบประมาณมาทั้งหมด ๙,๐๐๐ ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ครอบคลุมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ท่านใช้คําพูดว่า อย่างนั้นนะครับ เพิ่มขึ้น ๓ ล้านคน โดยจ่ายเปึนเงินเดือน เดือนละ ๕๐๐ บาท จํานวน ๖ เดือน ก็ตกอยู่ที่เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ๖ เดือนก็ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมเองต้องปรับลดร้อยละ ๒๐ เปึนเงิน ๑,๘๐๐ ล้านบาท ผมเอามาทําไมครับ ท่านประธานครับ

เหตุผลอันที่ ๑ จํานวนผู้สูงอายุที่มีทั้งหมด ๗,๐๒๐,๙๕๙ คน ในรายงาน ได้รับจากการชี้แจงท่านประธานครับ ขณะนี้ในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ มีผู้สูงอายุที่ได้รับ สวัสดิการเบี้ยยังชีพ ผมใช้คําว่า เบี้ยยังชีพ ตามรายงาน ตามโครงการที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งหมด ๒,๓๘๖,๕๘๑ คนครับ ๒,๓๘๖,๕๘๑ คนนี่เปึนเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ จํานวน ๑,๘๒๘,๔๕๖ คน อันนี้ได้รับงบประมาณ ตั้งแต่ต้นป้ครับท่านประธานครับ ขณะนี้ก็เบิกจ่ายกันไป แต่ทราบข่าวว่าหลายพื้นที่ หลายจังหวัดไม่มีเงินลงไปครับ เหมือนกับที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปราย ได้บอกเล่ากับท่านประธานในสภาแห่งนี้ เนื่องจากว่ามีการไหลเวียนของ งบประมาณลงสู่ท้องถิ่นค่อนข้างล่าช้า ในจํานวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษนี่เปึนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะเปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่เขาใช้งบประมาณของตนเอง ของกรุงเทพฯ ของเมืองพัทยา รวมกันแล้วอยู่ที่ ๕๔๘,๑๒๕ คน นี่ได้รับอยู่แล้วท่านประธานครับ นั่นหมายความว่าถ้าคํานึงถึง เจตนารมณ์ตามมาตรการที่รัฐบาลตั้งใจ ผมประมาณด้วยตัวเองว่า ท่านบอกเพิ่มขึ้นอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน นั่นหมายความว่าผู้สูงอายุจะต้องได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้น คือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน บวกกับของเดิมที่ได้รับจะอยู่ที่ ๕,๘๒๘,๔๕๐ กว่าคน ท่านประธานครับ จากผู้สูงอายุที่มีอยู่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ เกือบครอบคลุมครับ เกือบครอบคลุม เพราะ ท่านบอกว่าท่านจะครอบคลุมทุกคนแต่ท่านประธานครับ ผมเองมาตรวจสอบดูตัวเลข ตรงนี้นี่ ถ้าสมมุติเอา ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษลบออกจาก ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ ผม ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมอภิปรายรวดเดียวเลยจะเหลือผู้สูงอายุอยู่ ๑,๑๙๒,๕๐๓ คน ท่านประธานครับ เหลือไม่มากครับ ใน ๑,๑๙๒,๐๐๐ คนเศษ ท่านประธานครับ ตัดเอา ผู้ที่มีสวัสดิการออก เพราะว่าในโครงการนี้ท่านได้กําหนดเงื่อนไขว่าเปึนผู้สูงอายุทุกคน ที่ไม่มีสวัสดิการจากภาครัฐหรือเอกชน เช่น เงินบําเหน็จ บํานาญ หรือเบี้ยยังชีพ ประกันสังคม คนกลุ่มนี้ตัวเลขนะครับ ผมให้กลม ๆ เลยก็ได้อยู่ที่ ๕ แสนคนครับ จริง ๆ มี อยู่ ๔๐๐,๐๐๐ คนเศษ ให้ตัวเลขแค่ ๕๐๐,๐๐๐ คนนี่ก็จะมีผู้สูงอายุเหลืออยู่ที่ไม่ได้รับ จริง ๆ โดยคาดการณ์จาก ๑,๑๙๐,๐๐๐ คน ก็จะเหลืออยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนครับ ท่านประธานครับ ผมเองในมุมนี้ถ้าสมมุติว่าขาดเท่านี้เองนะครับ ผมเองก็จําเปึนต้องปรับ ลดเงินออกมา ๑,๘๐๐ ล้านบาท เพื่ออะไรครับ เพื่อมาต่อรองกับรัฐบาล ผมจําเปึนต้องเอา เงินออกมา ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจจะช่วยทั้งหมดผมคืนเงินให้ไปที่ส่วนกลาง ท่านเอา เงินมาสมทบอีกแค่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเองครับ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ครบครับ ทีนี้ท่านจะเอาเงินมาจากไหนผมไม่รู้ แต่ว่าผมคืนให้ท่าน ๑,๘๐๐ ล้านบาท นั่นคือสมมุติฐานที่ ๑ ที่ผมตั้งไว้ นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องปรับลด ผมต้องการให้ครอบคลุม ทั้งหมดที่ผู้สูงอายุจะมีโอกาส

เหตุผลอันที่ ๒ ท่านประธานครับ กรณีถ้าสมมุติว่าทางคณะรัฐมนตรี บอกว่า ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่แน่ใจว่าหลังจากที่ออกโครงการนี้ไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังจะจ่ายเบี้ยยังชีพ ๕๔๘,๐๐๐ กว่าคนนี้ให้กับผู้สูงอายุ อยู่หรือไม่ ท่านประธานครับ ตรงนี้ถ้าผมปรับลดออกมา ๑,๘๐๐ ล้านบาทนี่เอามาให้เขาได้ ทันทีเลยครับ เพราะใช้เม็ดเงินโดยรวมประมาณ ๑,๖๐๐ ล้านบาทเศษ นี่คือเหตุผล ที่จําเปึนต้องปรับลดเพื่อกันว่าอย่างน้อยผู้สูงอายุที่ท่านตั้งเปัาไว้จะได้รับเงินเต็ม แต่สิ่งที่ สําคัญท่านประธานครับ เหตุผลอันที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านไปกําหนด เงื่อนไขว่าผู้สูงอายุตามที่มีคุณสมบัติต้องมาขึ้นทะเบียนครับ ต้องมาขึ้นทะเบียน ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๗๗๖ แห่งนี่นะครับ แล้วกําหนดระยะเวลาที่สั้นมาก เพราะท่านจะต้องรีบดําเนินการ เงินจะต้องไปถึงผู้สูงอายุวันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งเปึน วันผู้สูงอายุแห่งชาติ ท่านประธานครับ ถ้ากําหนดอย่างนี้ ศักยภาพขีดความสามารถที่จะ ขึ้นทะเบียนจํานวนผู้สูงอายุที่มีทั้งหมด ๕,๘๐๐,๐๐๐ คน ที่ผมนําเรียนท่านประธาน เอาตัวเลข ๒ ตัวนั้นมาบวกกันนี่นะครับ ทําได้ไหม ถ้าทําไม่ได้ตกหล่นครับ เปึนการตัดสิทธิ ผู้สูงอายุทันทีเลย จากมาตรการการทํางานของภาครัฐเอง เขาเหล่านั้นขาดรายได้ทันที ถ้าเปึนอย่างนั้นท่านประธานครับ ถ้าท่านขึ้นทะเบียนได้แค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ตามที่ ท่านมุ่งหวัง ท่านมีความจําเปึนต้องใช้เม็ดเงินอยู่แค่ ท่านประธานครับ ถ้าขึ้นได้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็แค่ ๙,๐๐๐ ล้านบาทตรงนั้น แต่ ๙,๐๐๐ ล้านบาทตรงนั้นเปึนเงินที่ ท่านเติมไปใหม่ เงินเก่ามีครับ ผมหักลบกลบหนี้ออกไปนะครับจะเหลือผู้สูงอายุที่เขาจะ ได้รับอยู่เดิมแล้วบวกกับอันใหม่ ตัวเลขกลม ๆ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน จะอยู่ที่ ๑,๑๗๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง ใช้เงินอีก ๓,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ถ้าเปึนอย่างนี้ผมปรับลด ๖,๐๐๐ ล้านบาทเลย ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่มีข้อจํากัด

เหตุผลต่อไปครับท่านประธาน ที่ผมจําเปึนต้องปรับลดลงมา ตามเหตุผล ตัวเลขข้างบนแล้ว สิ่งที่จําเปึนต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือ เรื่องการให้สวัสดิการหรือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุครั้งนี้ หลักเกณฑ์หลักการมันเปลี่ยนไปครับ หลักเกณฑ์เดิม เปึนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ ที่ไม่มีรายได้เพียงพอท่านก็เขียนไว้ ถ้าคํานวณตามนั้นนะครับ ในป้ ๒๕๕๒ จะมีผู้สูงอายุที่เข้าเกณฑ์ตรงนั้น ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน เท่านั้นเองท่านประธานครับ ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน นอกนั้นถือว่าเกินจากคุณสมบัติที่กําหนด ไว้ในการให้เบี้ยยังชีพ แต่ถ้าท่านให้ทั้งหมดอย่างนี้ สิ่งที่ท่านต้องตอบกับสังคมขณะนี้ มันไม่ใช่เบี้ยยังชีพแล้วครับ เปึนเบี้ยสวัสดิการหรือเปึนเงินสวัสดิการที่สงเคราะห์ผู้สูงอายุ ซึ่งแน่นอนครับมีสมาชิกเสนอกฎหมายเข้ามา ผมแปรญัตติไว้ผมจะไม่ใช้คําว่า เบี้ยยังชีพ ผมจะเรียกเปึน เบี้ยสวัสดิการ หรือเงินสวัสดิการสําหรับผู้สูงอายุในการดํารงชีพ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลที่ผมจําเปึนต้องปรับลดเพื่อเอาเงินมาให้ผู้สูงอายุ อย่างครอบคลุม

ในเรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมต่อเรื่อง อสม. เลยนะครับ อยู่ในมาตรา เดียวกัน ท่านประธานครับ ทางรัฐบาลได้ตั้งให้ อสม. อยู่ที่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท มีความต้องการที่จะให้พี่น้อง อสม. ๘๓๓,๓๐๐ คนทั่วประเทศนี่นะครับ ได้รับเงินเดือน หรือเงินค่าตอบแทนเปึนรายเดือน เดือนละ ๖๐๐ บาท ๖ เดือน ใช้เม็ดเงินอยู่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ อยู่ ๒,๙๐๙ ล้านบาทเศษเท่านั้นเอง แต่ว่าเอาละครับ เราตั้งกลม ๆ ที่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ มาตรานี้ผมเองเสนอปรับลดอยู่ที่ร้อยละ ๑๐ ปรับไป ๓๐๐ ล้านบาท ทําไมท่านประธานครับ เหตุผลสําคัญที่สุดต้องกราบเรียน ท่านประธานในหลักการว่า ผมเองเปึนแพทย์ทํางานด้านการสาธารณสุขมากับพี่น้อง อสม. มานาน มีความรู้สึก มีความเข้าใจและเห็นใจ อยากให้เขาได้อย่างนี้จริง ๆ ครับ ตั้งแต่ผมมาเปึนผู้แทนราษฎรเรื่องนี้ก็เคยพยายามที่จะทํามาตลอดก็ต้องขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ที่ตัดใจที่จะให้เขาไปเลย แม้ในสภาวะเปึนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมปรับลดร้อยละ ๑๐ ๓๐๐ ล้านบาทผมต้องการแลกคืนครับ แลกคืน จากรัฐบาลที่จะจัดเงินเพิ่มมาให้กับพี่น้อง อสม. ซึ่งขณะนี้โดยเฉลี่ยแล้ว ในพื้นที่ ไปขึ้นทะเบียนแล้วก็มีการจัดสรรแบ่งส่วนกัน บ้านไหนเกิน ๕ ได้ ๕ ครับ แล้วส่วนใหญ่ เกิน ๕ ครับ โดยเฉพาะภาคที่มีการทํางานชุมชนเข้มแข็ง พี่น้อง อสม. มีส่วนร่วม ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง ๕ ถึง ๑๐ หรือ ๑๐ กว่าก็มีสําหรับหมู่บ้านใหญ่ เพราะฉะนั้นตัวเลข ๘๓๐,๐๐๐ คน อาจจะเปึนตัวเลขที่เปึนการขึ้นทะเบียนที่ไม่จริงและมีพี่น้อง อสม. ที่ยังหลงเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นผมแลกกับทางรัฐบาล เอาเงินมาให้กับพี่น้อง อสม. ตามเจตนารมณ์ของท่าน แต่สิ่งที่ผมต้องตั้งข้อสังเกตท่านประธานครับ การให้ อสม. ท่านกําหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างชัดเจนและรัดกุมมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของกิจกรรม ที่จะต้องดําเนินการในพื้นที่ ท่านเขียนอย่างนี้ครับ ต้องปฏิบัติงานอย่างน้อย ๔ วัน ต่อเดือน ๔ วันต่อเดือนครับ งานอะไรครับ ก็คืองานบริการสาธารณสุขชุมชน แจ้งข่าวร้าย กระจายข่าวดีนะครับ ชี้ช่องทางแห่งความสุขทางด้านการบริการด้านการสารณสุข การฝ๊กอบรม การสํารวจ การวิเคราะห์ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณสุขชุมชน เขาทํา ท่านประธานครับ ๔ วันต่อเดือนนี่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้จะเปึนคําถามไปยัง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยก็คือว่าพี่น้อง อสม. ส่วนใหญ่ไม่อยู่ในพื้นที่ นั่นหมายความว่าเขาถูกตัดสิทธิไหม เช่น เขาเปึน อสม. แต่โยกย้ายไปทํางานที่อื่น ด้วยเงื่อนไขที่ท่านต้องไปขึ้นทะเบียนให้เขาทํางาน ๔ วัน ต่อเดือน อันนี้ผมเห็นด้วย อย่างยิ่งครับ เพราะว่าผมเองเคยเสนอคณะกรรมาธิการงบประมาณ ต้นป้ก็เสนอครับว่า กิจกรรม อสม. เราเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเงินอุดหนุนให้หมู่บ้านละ ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วไปกําหนดกิจกรรมลักษณะนี้ครับ เปึนการตอบแทนเขาตามลักษณะ งานที่ดําเนินการ โดยเฉลี่ยก็อย่างนี้ครับ ๔ ครั้ง ครั้งละ ๑๕๐ บาท เขาไปตรวจลูกน้ํา ยุงลายได้ ๑๕๐ บาท เขาไปตรวจมะเร็งเต้านมได้ ๑๕๐ บาท เขาไปสํารวจเรื่องยาบ้า อสม. ทําทุกอย่างครับ ไข้หวัดนก สํารวจไก่ก็ ๑๕๐ บาท ๔ ครั้ง หรือแม้กระทั่งไปอยู่ที่ อนามัยหรืออยู่โรงพยาบาลนะครับ ฝ๊กอบรมปฏิบัติงานวันละ ๑๕๐ บาท ๔ ครั้ง อสม. กลุ่มหนึ่งครับ ไม่อยู่ในพื้นที่เขาได้สิทธิไหม ถ้าเขาตาลีตาเหลือกมาขึ้นทะเบียนทิ้งงานเลยครับมากินเงินเดือน เดือนละ ๖๐๐ บาท พอใจอยู่กับลูกกับเมียได้ไหมให้เขาหรือเปล่า สิ่งที่เปึนห่วงอีกอย่างหนึ่งท่านประธานครับ อสม. ที่จะมาขึ้นทะเบียนใหม่ท่านบอกว่าถ้าหลังจากนโยบายออกแล้วจะไม่ได้รับในส่วนนี้ อสม. ใหม่ ในฐานะที่ท่านนิยามตรงนี้ ผมพยายามทําความเข้าใจครับ ถ้าเปึน อสม. ใหม่ จริง ๆ ท่านเขียนบอกไม่ได้รับเงินเดือนอาจจะมีคนมาขึ้นบ้าง หรือไม่มาขึ้นเลย มาขึ้นเพื่อ จะเอาเงินในป้ต่อไป ซึ่งไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่ โครงการนี้อาจจะ ๖ เดือนจบ ถ้าป้ต่อไป จัดให้ไม่ว่าครับ เขาอาจจะมาขึ้นทะเบียนใหม่ เพราะกระบวนการการเปึน อสม. ท่านประธานครับ เขาต้องมีการฝ๊กอบรม ต้องมีฝ๊กปฏิบัติงาน มีหลักสูตร มีการรับรอง ถึงจะเปึน อสม. ได้ ท่านบอกไม่ได้ครอบคลุมในโครงการนี้ ผมฝากเปึนประเด็นนะครับ ในป้ต่อไป อสม. อาจจะเพิ่มขึ้น ท่านจะมีหลักเกณฑ์อะไรที่จะจํากัดจํานวน ท่านมี หลักเกณฑ์อะไรว่า อสม. ไม่ใช่คนของคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ในท้องถิ่น อย่างเช่น เปึนคน ของผมที่เปึนนักการเมือง ยกตัวอย่างนะครับ ผมไม่ว่าคนอื่น สมมุติเปึนคนของผม ผมตั้งเองเลย ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ก็เปึนคนของผมตั้งขึ้นมาเอามากินเงินเดือนตรงนี้ ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ต้องฝากท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก

สุดท้ายครับท่านประธานในสิ่งที่ผมฝากเปึนข้อสังเกต ก็คือว่าท่านต้องหา มาตรการเยียวยากลุ่มอาสาสมัครอื่นที่อยู่ร่วม หรือแม้กระทั่ง อสม. อื่นที่ไม่ได้รับ ประธาน แม่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน อปพร. ตํารวจบ้านทุกอาสาครับ หมอดินอาสาที่อยู่ในพื้นที่ ตรงนี้ท่านไปหามาตรการเยียวยาทําอย่างไรครับไม่ให้เงิน ๖๐๐ บาท ไปทําลาย อสม. เพราะ อสม. เดิมมีจิตอาสา มีจิตสํานึกสาธารณะช่วยกันทํา ถ้าเขารับเงินเดือนไป ๓ เดือน แต่ถูกด่าทุกวันนะครับ ๙๐ วัน ผมว่าเขาลาออกแน่นอนครับ ไม่คุ้มครับ ถูกด่าทุกวัน มีงานอะไรก็ อสม. ไฟไหม้ อสม. น้ําร้อนลวก อสม. ฝนตก อสม. งานศพ อสม. ตายครับ ท่านประธานครับ จิตอาสาจิตสํานึกสาธารณะเสียหายไป เพราะฉะนั้นผมฝากเปึนประเด็นว่า สิ่งเหล่านี้ที่ผมฝากเปึนข้อสังเกต เพื่อให้เม็ดเงินที่รัฐบาลเองมีน้อยเอากู้เข้ามาใส่ไป ในชุมชนถึงแม้จะเปึนการให้กับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขาทํางานจริงผมเห็นด้วยถึงแม้จะเปึน การสงเคราะห์เขา แต่ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดและปัองกันข้อขัดแย้งในสังคมไม่ให้เกิด การแตกแยกกันก็จะเปึนประโยชน์กับพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณท่านประธานครับ