ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดลพบุรี โดยหารือเรื่องปัญหาการว่างงานที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายนอกประเทศ และเสนอแผนการแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงมาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการ เช่น การลดดอกเบี้ย การสนับสนุน และการเพิ่มสภาพคล่อง นอกจากนี้ยังเสนอให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาวิกฤติแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน และเพิ่มการลงทุนในการสร้างงานให้มากที่สุด
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดลพบุรีนะครับ คุณอํานวย คลังผา
ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณนะครับ ที่ท่านอํานวย คลังผา นั้นได้ให้ความ สนใจกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเปึนผู้ที่มีรายได้น้อยแล้วก็มีปัญหา อย่างที่ท่านได้ ถามว่ากระทรวงแรงงานมีมาตรการตรวจสอบอย่างไรนะครับ แล้วก็มีผู้ว่างงานมีจํานวน ทั้งหมดเท่าไร แล้วก็แนวโน้มจะเปึนอย่างไรบ้างนะครับ อันนี้กระผมขอเรียนชี้แจงนะครับ ว่าปัญหาการว่างงานเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดจากภายนอกประเทศที่มีภาวะ เศรษฐกิจตกต่ํากําลังซื้อไม่มี แต่กําลังการผลิตนั้นในประเทศของเรายังมีเพียงพอ ซึ่งการแก้ปัญหานี้คงจะยากกว่าการแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจเมื่อป้ ๒๕๔๑ นะครับ ตอนนั้นก็มีภาวะการว่างงานนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ในช่วงนั้นเกิดขึ้นเนื่องจาก ภายในประเทศของเราเองซึ่งเกี่ยวกับเงินลงทุน ค่าเงินบาทลอยตัว จากเปึนหนี้เอาเงิน ต่างประเทศมา ๑๐๐ บาท ต้องเปึนหนี้เขา ๒๐๐ บาท สถาบันการเงินนั้นก็มีปัญหา แต่การแก้นั้นก็แก้ง่ายโดยที่ว่าหาเงินแล้วก็ให้นายทุนหรือเจ้าของเงินนั้นมั่นใจว่า เรามีปัญญาหาใช้ได้แต่กําลังซื้อมี เพราะฉะนั้นจึงแก้ปัญหาเพียงป้เศษ ๆ นะครับ ก็แก้ปัญหาได้ แต่สําหรับครั้งนี้เกิดจากภายนอกประเทศซึ่งกําลังซื้อไม่มี เมื่อเปึนเช่นนี้ แน่นอนครับผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่แล้วรายได้จากการส่งออกกับการท่องเที่ยวมีถึง ประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินงบประมาณแผ่นดิน จากการประเมินในการติดตาม ตัวเลขที่ชัดเจนที่สุดนะครับก็คือตัวเลขของผู้ประกันตนนะครับ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดผู้ใช้ แรงงานที่อยู่ในการประกันตนนั้นมีจํานวนถึง ๙ ล้าน ๒ แสนกว่าคนนะครับ แล้วจาก การติดตามในช่วงที่ต้นป้ ๒๕๕๑ นั้นนะครับไม่ค่อยรุนแรง จะมารุนแรงขึ้นเมื่อในช่วงของ เดือนตุลาคม ๒๕๕๑ นะครับ ปรากฏว่าสถานประกอบการต้องปลดคนงานออกนี่ครับ ถึง ๒๙,๐๐๐ คน ในเดือนตุลาคม ในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมาเปึน ๓๘,๐๐๐ กว่าคน เดือนธันวาคมเพิ่มมาเปึน ๔๙,๐๐๐ กว่าคน เดือนมกราคมเพิ่มขึ้นเดือนเดียว ถึง ๖๖,๐๐๐ กว่าคน รวมแล้วช่วง ๔ เดือนนี่ครับ คนต้องตกงานไปถึง ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน ด้วยการประเมินเช่นนี้นะครับ แล้วก็มีแนวโน้มว่าภายในป้ ๒๕๕๒ นี่ครับ สถานประกอบการซึ่งได้จดทะเบียนเพื่อการส่งออกกับกระทรวงพาณิชย์มี ๑๕,๐๐๐ กว่าแห่ง จะมีผลกระทบประมาณสัก ๔,๐๐๐ แห่ง ส่วนมากก็เปึนพวก อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ อุตสาหกรรมส่งออก พวกเครื่องอะไหล่ แล้วก็อัญมณี แต่สิ่งทอนั้นก็เล็กน้อย สําหรับ ๔,๐๐๐ กว่าแห่งนั้นนะครับ คาดว่า แต่ละแห่งนั้นจะมีผลกระทบคนจะต้องปลดออกถึงประมาณ ๒๐๐ คนต่อหนึ่งแห่ง ซึ่งจะ เปึนตัวจํานวนคนที่จะต้องถูกออกจากงานประมาณ ๘ แสนคน แล้วสถานประกอบการ ที่ไม่ได้จดทะเบียนเพื่อการส่งออกอีกนะครับเข้าใจว่าจะประมาณไม่น้อยกว่า ๑ แสนคน นอกจากนั้นนะครับแรงงานพวกที่จบการศึกษาใหม่ซึ่งตามปกติแล้วก็อยู่ ประมาณสัก ๖ แสนคนที่จบนะครับ ถ้าภาวะปกติเขาก็จะหางานได้โดยทั่วไปอาจจะ เหลือตกค้างอยู่บ้าง เช่น การว่างงานทั่ว ๆ ไปนะครับ ก็อยู่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ก็อยู่ประมาณสัก ๔-๕ แสนคน แต่ครั้งนี้นะครับคาดว่านักศึกษาที่จบใหม่นี่ครับจะต้อง ตกค้างไม่น้อยกว่า ๒ แสนคน ถ้ารวมเบ็ดเสร็จเช่นนี้แล้วนะครับก็ภายในป้ ๒๕๕๒ จะมีปัญหาประมาณสักล้านกว่าคน
สําหรับการแก้ปัญหานะครับ ซึ่งรัฐบาลเองก็มีทั้งมาตรการระยะสั้นและ ระยะยาว สําหรับระยะสั้นนั้นนะครับต้องทําอย่างไรที่เราจะต้องชะลอให้บริษัทนั้น เลิกจ้างคนน้อยลง การที่จะชะลอนั้นมาตรการของรัฐบาลก็มีอยู่หลายส่วน เช่น เรื่องของ การลดดอกเบี้ย เรื่องของการสนับสนุน เรื่องของสภาพคล่องนะครับ
สําหรับผู้ที่ประกอบการนะครับ แต่แน่นอนครับเมื่อผู้ประกอบการมี ปัญหาที่จะชะลอการเลิกจ้างนี่ มันก็คงเปึนส่วนหนึ่งคือ จะต้องลดการทํางาน ลดโอที (OT : Overtime การทํางานล่วงเวลา) ลงนะครับ ลดจํานวนการทํางานลงแบบใช้ มาตรา ๗๕ ก็คือคนงานนั้นได้รับค่าแรง ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ยังมีนิติสัมพันธ์ ยังเปึนลูกจ้าง นายจ้างกันอยู่ ในส่วนนี้รัฐบาลเองก็มีมาตรการที่ว่า เมื่อคนที่มีรายได้ลดลงเนื่องจากการทํางานน้อยลง โอทีน้อยลง เพราะฉะนั้นรัฐบาลเอง ก็ได้จัดงบประมาณ ของบประมาณเพิ่มเติมกลางป้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นกรรมาธิการ จํานวน ๑๑๖,๕๐๐ ล้านบาทนี้นะครับ ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปเรื่องของการแก้ปัญหา การว่างงาน ซึ่งกระจายไปอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ที่เราได้เห็นว่าบางกระทรวงเขาบอกว่า ได้งบน้อยเหลือเกิน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เปึนเรื่องของการที่ช่วยของคนว่างงาน โดยเฉพาะ ผู้ที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในฝ์ายประกันตนของประกันสังคมนี่ครับ จํานวน ๑ ล้าน ๘ แสนคน ก็ได้รับการช่วยเหลือ ผู้ที่มีเงินเดือนไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งจํานวนนี้มีจํานวนถึง ๘ ล้าน ๑ แสนกว่าคน ซึ่งเปึนจํานวนเงินก็ประมาณ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเงิน จํานวนนี้ก็คือเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเพื่อให้ลดค่าใช้จ่าย บรรเทาค่าใช้จ่าย ที่ยังมีอยู่ และ
นอกจากนั้นก็มีงบส่วนนี้ส่วนหนึ่งไปตั้งไว้ในงบกลาง คืองบส่งเสริมการฝ๊ก อาชีพสําหรับคนที่ต้องออกจากงานแล้วไปเปลี่ยนงานใหม่ โดยที่ว่าตัวเองไม่มี ประสบการณ์ ก็มาฝ๊กอบรมแล้วก็เข้าสู่ในการทํางานทันที โดยช่วยเหลือเบี้ยเลี้ยง เปึนค่าอาหารวันละ ๒๐๐ บาท โดยเน้นในเรื่องของคนที่ออกจากงานก่อนเปึนกลุ่มแรก กลุ่มที่ ๒ ก็เปึนกลุ่มพวกที่จบการศึกษาใหม่ แต่ในอาชีพของตัวเองที่เรียนมานั้นไม่ตรงกับ ตําแหน่งงานที่มีอยู่ อันนี้ก็จะให้มีการฝ๊กอบรมเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นส่วนหนึ่งก็คือผู้ที่ กลับไปอยู่บ้านก็ดีหรืออะไรก็ดีต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะไปเสริมอาชีพ แล้วก็ทางรัฐบาลเอง ก็ได้เพิ่มอาชีพ ไม่ว่าจะเปึนเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้าน อันนั้นก็คงจะเปึนส่วนหนึ่ง นะครับ เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ส่วนนี้ก็เปึนการเพียงว่าชะลอการเลิกจ้างแล้วก็ให้มีปัญหาน้อย ที่สุดนะครับ ส่วนที่ท่านได้ถามว่าจะสนับสนุนด้านการลงทุนอย่างไรนั้นนะครับ ผมเองได้ เสนอให้เรื่องของการแก้ปัญหาการว่างงานเปึนวาระแห่งชาติ ซึ่งจะต้องไปเกี่ยวข้องกับ หลาย ๆ กระทรวง ให้จัดงบประมาณงบลงทุนที่ลงมาในช่วงของป้ ๒๕๕๓ ควรจะ ติดต่อกันต่อป้ ๒๕๕๒ นี่ครับ เน้นในเรื่องของการสร้างงานให้มากที่สุด เพราะฉะนั้น หลายกระทรวงจะต้องเข้ามาร่วมกันในการพิจารณาในจุดนี้ ผมจึงได้เสนอให้เปึนวาระ แห่งชาติ ซึ่งกําลังเสนอ ครม. ให้ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาวิกฤติแรงงานนี้ โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเปึนประธาน แล้วรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเปึนกรรมการ กระทรวงแรงงานนั้นเปึนกรรมการและเลขานุการ เพื่อจะแก้ปัญหาภาพรวมเรื่องของการ ลงทุนอย่างที่ท่านได้เรียนไว้แล้วนะครับ
แล้วการแก้ปัญหาเร่งด่วนอีกอันหนึ่งนะครับ เพื่อจะได้รู้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า จํานวนคนหางาน คือว่างงานกับตําแหน่งงานที่มีอยู่ กระทรวงแรงงานเองก็ได้สํารวจ ตําแหน่งงานกับนายจ้าง ขณะนี้ได้มีการสํารวจกับนายจ้างทั่วไปแล้วนะครับ ยังมี ตําแหน่งที่จะจัดให้คนทํางานได้ ๑๓๕,๐๐๐ กว่าตําแหน่ง ส่วนการที่จะให้ผู้หางานนั้น มาลงทะเบียนหรือมาพบกันเราจึงมีการจัดนัดพบแรงงาน ซึ่งได้เริ่มดําเนินการไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม แล้วก็จะดําเนินการต่อเนื่องไปนะครับถึงวันที่ ๒๘ มีนาคม ในกรุงเทพมหานครนี้ก็จะมี ๑๑ แห่ง ต่างจังหวัดนี้จะมีทุกจังหวัดนะครับ มีรวมกัน ทุกจังหวัดเลย แล้วก็จะมีการจัดระดมพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในวันที่ ๒๐-๒๑ มีนาคมนะครับ จากการที่เราจัดนัดพบแรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะมี การประชาสัมพันธ์ให้ว่า ผู้ที่หางานนี่ขอให้มาลงทะเบียน เราจะได้ทราบว่าจํานวนคนที่ หางาน คนที่ออกไป คนที่จบใหม่มีจํานวนเท่าไรที่จะต้องหางาน แล้วกับหน่วยงานที่เรา มีอยู่ เราจะจัดการให้เจอะ ถ้าหากว่ายังมีปัญหาเรื่องตําแหน่งงานไม่เพียงพอ ขณะนี้ก็มี ต่างด้าวที่มาทํางานอยู่ในเมืองไทย ไม่ว่าจะอยู่บนดินหรือใต้ดินนี่ครับ ก็ยังมีค่อนข้าง เยอะเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเราจะขอความร่วมมือแล้วก็การปราบปรามผู้ที่ลักลอบ เข้าทํางาน แล้วก็ในตําแหน่งงานที่คนไทยยังสามารถที่จะทําได้ เราจะส่งเสริมแล้วก็ สนับสนุนให้คนไทยมาทํางานมากที่สุดนะครับ เมื่อไม่มีตําแหน่งที่คนไทยจะต้องทําแล้ว นะครับ ถึงจะให้คนต่างด้าวนั้นดําเนินการ
อีกมาตรการหนึ่งนะครับ เพื่อเปึนการเร่งด่วนแล้วก็แก้ปัญหาได้ทันทีทันใด นี่ครับ กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ คือแก้ไขปัญหาแรงงานจากวิกฤติ เศรษฐกิจในทุกจังหวัดครับ โดยเริ่มต้นนําร่องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ขณะนี้ก็ได้ ดําเนินการไปแล้วทุกจังหวัด แล้วก็ศูนย์นี้จะมีการประสานแล้วก็ให้ดําเนินการแก้ไข ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จนะครับ โดยอยู่ในกรอบที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ไปนะครับว่าเราจะใช้ มาตรการ ๓ ลด ๓ เพิ่ม คําว่า ๓ ลด นี่ก็คือ ลดการจ้างงานนะครับ แล้วก็ลดการ เคลื่อนย้ายแรงงาน แล้วก็ลดค่าครองชีพ ซึ่ง ๓ อันนี้ก็ได้ดําเนินการไปค่อนข้างเยอะแล้ว นะครับ ส่วน ๓ เพิ่มนั้นนะครับ เพิ่มตําแหน่งการจ้างงานแล้วก็ตําแหน่งงานให้มากขึ้น แล้วก็เพิ่มทางเลือกใหม่ ทางเลือกประกอบอาชีพใหม่ แล้วก็เพิ่มการพัฒนาฝ้มือ ให้มากขึ้นเพื่อที่จะจัดให้แบบครบวงจร
นอกจากนั้นก็ยังมีการบริการที่แน่นอนครับ มันต้องมีคนออกอย่างที่ผมได้ เรียนไปตอนต้นแล้วว่า เราเอาตัวเลขมาจากประกันสังคมนี่ครับ เมื่อมีคนต้องออกมา อย่างนี้ เราต้องดูแลตามสิทธิของเขาที่ควรจะได้รับนะครับ เดิมทีเดียวผู้ที่จากการว่างงาน ที่ออกจากงานนี้นะครับ จะต้องได้รับเงินกองทุนจากประกันสังคม ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนเปึนเวลา ๖ เดือนนะครับ เราทราบว่าภาวะวิกฤติอย่างนี้คงจะยาวนาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตรงนี้นะครับ ก็ได้ขออนุมัติมติคณะรัฐมนตรีนะครับ ขอขยายเปึน ๘ เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๒
นอกจากนั้นนะครับก็ยังมีโครงการที่จะให้มีงานทําในชุมชนที่เข้มแข็ง นะครับ โดยจะบริการแบบเชิงรุก ใช้รถบริการเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณ ณ จุดที่มีการ เลิกจ้าง แล้วก็ในชุมชนที่มีการว่างงานเปึนจํานวนมากนะครับ เพื่อให้บริการ ให้หลากหลายหลายรูปแบบ เช่น การให้ข้อมูลข่าวสาร ตลาดแรงงาน การรับสมัครงาน การขึ้นทะเบียน ผู้ประกันตนกรณีว่างงานเพื่อสาธิตและเรื่องของการสนับสนุนให้มีการ ประกอบอาชีพอิสระนะครับ
สําหรับนักศึกษาที่จะจบการศึกษาใหม่นะครับ นี่เราจะจัดเน้นให้เปึนกรณีพิเศษ นะครับ ก็คือที่จะจัดเขาเรียกว่า โครงการอาชีพสร้างรายได้สู้ภัยเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งจะจัด ขึ้นในวันที่ ๒๐ และวันที่ ๒๑ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ที่ จัดได้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้จบการศึกษาใหม่และผู้ที่ถูกเลิกจ้างมีโอกาสได้สมัคร งานกัน พบนายจ้าง พบสถานประกอบการโดยตรงแบบหลากหลาย นอกจากนี้แล้ว นะครับ ก็มีเรื่องของสนับสนุนนะครับ ให้มีการรับงานไปทําตามบ้าน จะมีการฝ๊กอบรมแล้วก็มีการสนับสนุนให้กลุ่มอาชีพ แล้วก็ พร้อมทั้งเมื่อฝ๊กอบรมเสร็จ ก็ให้มีวงเงินในการกู้ในวงเงิน ๑๓๐ ล้านบาท ซึ่งสามารถกู้ได้ เปึนกลุ่มนะครับ กลุ่มหนึ่งก็ประมาณ ๒ แสนคน