พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสํานักงานศาลปกครอง ประจําปี 2550 โดยมีข้อสังเกตและขอปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทํางานของศาลปกครองมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเรียกร้องการปรับปรุงแก้ไขเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องคดีแถลงการณ์ร่วม กรณีที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมที่จะสนับสนุนให้ ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเปือนมรดกโลก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย กระผมได้ศึกษารายงานการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสํานักงานศาลปกครอง ประจําป้ ๒๕๕๐ กระผมมีข้อสังเกตที่อยากจะเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ดังต่อไปนี้ครับ
ในกรณีที่มีรายงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐) เข้ามาให้สภาทราบ กระผมก็เคยพูดถึงหลายครั้ง แล้วเวลาเสนอรายงานขึ้นมา คือหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องจัดทํา รายงานเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ทุกหน่วยงานเวลาส่งรายงานมาก็จะจัดทําเปึนรายงาน ฉบับเดียวกันหมดแล้วก็ส่งไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คงจะแล้วแต่แต่ละหน่วยงานที่ จะใช้ประโยชน์จากรายงานนั้นขึ้นไป รายงานของบางหน่วยงานจัดพิมพ์เปึนรูปเล่ม ใส่รูปสวยงามมากครับน่าจะเก็บไว้ที่ห้องสมุด แต่ว่ากระผมก็เคยแสดงความคิดเห็น เหมือนกันว่า รายงานที่ส่งมายังสภาผู้แทนราษฎรน่าจะมีความมุ่งหมายโดยเฉพาะว่า รัฐสภาจะไปทําอะไรกับรายงานฉบับนั้น ท่านมีข้อคิดเห็น มีข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา อย่างไร เพราะรัฐสภาจะเปึนผู้พิจารณากฎหมาย และถ้ามีความจําเปึนจะต้องปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็คงเปึนหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องดําเนินการอย่างนั้นต่อไป อันนี้ เปึนข้อสังเกตทั่ว ๆ ไปที่อยากจะเห็นว่า หน่วยงานองค์กรอิสระนี้เวลาเสนอรายงานมาที่ สภานั้น ผมก็ต้องการจะเห็นประโยชน์จากส่วนนี้เหมือนกัน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงเปึนหน้าที่ ของรัฐสภาที่จะต้องไปพิจารณารายงานนั้นเอง ในรายงานฉบับนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ถึงแม้จะมีข้อความหลายอย่างที่น่าจะเปึนประโยชน์ แต่ว่าก็เปึน รายงานที่ศาลปกครองได้ส่งไปยังรัฐบาลด้วย ส่งรายงานไปที่อื่นด้วยเปึนเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นกระผมก็อยากจะเห็นในการปรับปรุงครั้งต่อไปว่า ถ้าจะรายงาน มายังรัฐสภา ท่านอาจจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมมายังสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาต่อไป ว่ามันมีข้อกฎหมายที่มีปัญหา ข้อกฎหมายที่ไม่ชัดเจน และข้อกฎหมายที่อยากจะ ปรับปรุง เพื่อให้การทํางานของศาลปกครองนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างนี้ก็น่าจะเปึน ประโยชน์ต่อการที่รัฐสภาจะได้ใช้ประโยชน์จากรายงานฉบับนี้ต่อไป
กระผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมเช่นเดียวกันนะครับ จากดูรายงานของ ศาลปกครองที่เกี่ยวกับสถิติคดี เท่าที่ดูโดยคร่าว ๆ ท่านก็คงจะทราบว่ามีคดีขึ้นที่ ศาลปกครองนี้มาก เฉลี่ยป้ละ ๕,๐๐๐ เรื่อง และคดีก็ไปที่ศาลสูงก็มากขึ้นตามไปด้วย แต่ว่าถ้าดูจากสถิติที่ท่านรายงานมา รวมทั้งระยะเวลาในการดําเนินคดีจนแล้วเสร็จนั้น ก็ทราบว่าเปึนที่น่าพอใจอยู่เหมือนกัน พลิกไปดูในรายงานเรื่องวิเคราะห์เหตุแห่งการฟัองคดี ตรงนี้รายงานในส่วนนี้ผมคิดว่า น่าจะเปึนประโยชน์กับสมาชิกของรัฐสภาที่จะได้ดูว่าเหตุใดจึงมีการฟัองคดีกันมาก และคดีที่มีการฟัองกันมากก็คือคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกําหนดไว้ที่ต้องปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันนี้ก็ยังเปึนสาเหตุหลักที่มีการฟัองกันอยู่ และมีท่าทีว่าจะไม่ลดลง
คําถามก็คือว่า ที่ศาลปกครองได้วิเคราะห์มา แล้วก็มีข้อเสนอแนะมาด้วย ส่วนใหญ่ท่านก็บอกว่าเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่เข้าใจกฎหมายไม่ดีพอ หรือเจ้าหน้าที่ฝ์ายปกครองจงใจไม่ปฏิบัติตามรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายกําหนด ข้อเสนอแนะก็คือ ควรจะมีการอบรมให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่เหล่านั้น โดยเฉพาะการ ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หรือเห็นสมควรให้เผยแพร่ คําวินิจฉัยของศาลปกครองให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปศึกษาดู หรือให้มีการเผยแพร่อบรมให้ ความรู้กับเจ้าหน้าที่ เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องระเบียบพัสดุ ให้ความรู้กับ เจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น อันนี้ก็ยังเปึนข้อเสนอแนะเข้าใจว่าเปึนความเห็นของศาลปกครอง เข้าใจว่ารายงานป้ก่อน ๆ ท่านก็คงเสนอแนะอย่างนี้ แล้วก็คดีต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม แล้วทําท่าจะมากขึ้นด้วย เปึนเพราะอะไร มันมีข้อย่อหย่อนทางกฎหมายอย่างไรหรือไม่ อันนี้ยังไม่ทราบว่าจะไปรายงานที่ไหนถึงจะมีเรื่องอย่างนี้เกิดมา ผมทราบมาว่าหลายคดี นี่นะครับ ที่จริงทางหน่วยทางปกครองสามารถที่จะแก้ไขด้วยหน่วยงานเองได้โดย ไม่จําเปึนต้องฟัอง แต่ว่าท่านก็ปล่อยให้มีการฟัอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฟัองไปแล้วอย่างไรก็แพ้คดี ศาลปกครองก็ตัดสินอย่างนี้แหละ เพราะเคยตัดสินคดีมาแล้ว แต่หน่วยงานก็บอกว่า เอาล่ะ ไม่อยากปฏิบัติ ถ้าอยากให้ปฏิบัติตามนี้ก็ฟัองเอา แล้วท่านก็อ้างคําวินิจฉัยของ ศาลปกครองเพื่อที่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้น กว่าจะฟัองเสร็จ อะไรต่ออะไรเสร็จ คดีมันล่าช้ามาก และผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทําของฝ์ายปกครองนั้น กว่าจะได้รับการเยียวยามันไม่คุ้มกับค่าเสียหายที่มันเกิดขึ้น อย่างนี้จะสั่งแก้ไขปัญหา อย่างไร ผมก็อยากจะเห็นว่าทางฝ์ายศาลปกครองจะมีข้อเสนอแนะที่ชัดเจนไปยังฝ์าย ปกครอง ว่าหลายคดีนี้ไม่ฟัองได้ไหม เพราะฟัองแล้วมันมีตัวอย่างเยอะแล้ว ท่านอย่าฟัอง เลย ก็แจ้งไปรัฐบาลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบปฏิบัติตามสิ่งที่มันควรจะเปึน อย่างนี้ก็จะ เปึนการเยียวยาเรื่องที่น่าจะได้รับการแก้ไขสําหรับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนนะครับ โดยทั่วไปเกี่ยวกับสภาพของรายงานของศาลปกครองประจําป้นี้นะครับ เท่าที่ผมจะมี ข้อสังเกตในเบื้องต้นก็เปึนอย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว
ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะตั้งข้อสังเกตต่อไป อาจจะไม่ใช่เรื่อง โดยตรงที่จะอยู่ในเรื่องรายงานของศาลปกครอง แต่ก็เปึนเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการทําหน้าที่ ของศาลปกครองเช่นเดียวกัน คือในระยะหลัง ๆ เมื่อมันมีเรื่องข้อขัดแย้งทางการเมือง เพิ่มขึ้น ๆ มาขึ้นเรื่อย ๆ มีความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราตามที่ทุกท่าน ได้ทราบกันอยู่แล้ว และดูเหมือนว่าการเมืองมันน่าจะไร้ทางออก ไม่มีทางออก สังคมก็ เรียกร้องให้ฝ์ายตุลาการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง หลายท่านคงจําได้ เมื่อป้ ๒๕๔๘ ป้ ๒๕๔๙ ได้เห็นภาพ เมื่อมีความวิกฤติทางการเมืองมากขึ้นสังคมก็บอกว่า ฝ์ายตุลาการน่าจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ เราก็เห็นประมุขทั้ง ๓ ศาลครับ ไปประชุมกัน แล้วก็ออกมาแถลงร่วมกันบอกว่า ต่อไปนี้ทั้ง ๓ ศาลจะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา วิกฤติทางการเมืองหาทางออกให้กับประเทศ แล้วหลังจากนั้นทุกท่านก็จะได้เห็นบทบาท ของศาลทั้ง ๓ ศาลช่วยกันแก้ปัญหาให้บ้านเมือง หลายท่านก็ชื่นชมกับบทบาทของ ฝ์ายตุลาการที่เข้ามาแก้ไขวิกฤติของประเทศ ฝ์ายที่เห็นด้วยก็คงพอใจ แต่ฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่พอใจเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วเราก็ได้ยิน คําพูดว่า บทบาทของตุลาการภิวัตน์ ตุลาการภิวัตน์ เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธาน ครับ ผมติดตามดูเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความไม่สบายใจเหมือนกัน เพราะคําว่า ตุลาการภิวัตน์ นั้นมันหมายถึงการให้ตุลาการเข้ามามีบทบาทตัดสินคดีที่เปึนเรื่องทาง การเมือง เมื่อไรที่ตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมืองมากขึ้น แล้วก็ถ้าไม่วางตัว เปึนกลางจริง ๆ นี้นะครับ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นกับฝ์ายตุลาการเอง เห็นไหมครับ หลังจากที่ ผมได้เรียนท่านประธานไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ เราเห็นประมุข ๓ ศาล นั่งสุมหัวกัน ผมพูด อย่างนี้นะครับ ผมก็นึกว่า เอ๊ะ การที่เรามีศาลฎีกา มีศาลปกครอง มีศาลยุติธรรมเกิดขึ้น ก็อยากจะเห็นแต่ละศาลทําหน้าที่ของตัวเองไปตามกรอบภาระหน้าที่ แต่พอมาเรื่อง การเมือง ประเดี๋ยวศาลนี้ตัดสินอย่างนั้น อีกศาลหนึ่งมายกเอาคําพิพากษาของศาลนี้ไป เปึนข้ออ้างในการที่จะตัดสินในหน้าที่ของตนเอง ผมก็สงสัยเหมือนกันตกลงใครทําหน้าที่ อะไรกันแน่ คดีเลือกตั้งที่เคยตัดสินว่าการเลือกตั้งเปึนโมฆะ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสิน ศาลปกครองก็เอาด้วย ผมในฐานะที่เรียนกฎหมายมาก็ถามว่า ตกลงการที่จะตัดสินว่า การเลือกตั้งมันชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญมี อํานาจในการวินิจฉัยกันแน่ นี่แหละครับ หลังจากนั้นก็ทําให้เกิดปัญหาในใจผมมาเรื่อย ๆ ว่าถ้ายิ่งศาลตุลาการ โดยเฉพาะที่เราเรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ นี่ครับ เข้ามามีบทบาทมา ตัดสินคดีทางการเมืองมากขึ้น มันจะเปึนอันตรายต่อตัวศาลเองยิ่งขึ้นไปเรื่อย เพราะศาล ไม่สามารถจะวางตัวเปึนกลางในทางการเมือง องค์กรของศาลจะถูกกระทบอย่างรุนแรง ครับ สิ่งนี้ที่ผมอยากจะเห็นและให้มีการปรับปรุงแก้ไข ท่านประธานครับ ผมขอ ยกตัวอย่างคดีที่มันเกิดขึ้นระยะหลัง ๆ ที่ผมก็เชื่อว่ามันก็เกี่ยวกับบทบาทของศาลด้วย ในคดีที่มีการฟัองกันเมื่อไม่นานมานี้นะครับ คือคดีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม (วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑) ผู้ฟัองคดีได้ยื่นฟัองนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตํารวจและเจ้าหน้าที่ตํารวจ เปึนคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลออกคําสั่ง มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ผมก็อ่านดูคําวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ท่านก็ตั้งคําถาม ว่า การสลายการชุมนุมเปึนการกระทําทางปกครองหรือไม่ แล้วท่านก็บรรยายไปว่าเหตุ มันเกิดขึ้นอย่างไร อย่างไร อย่างไรนะครับ แล้วสุดท้ายศาลท่านก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจ ไม่ได้จับกุมแจ้งข้อกล่าวหาหรือดําเนินการใด ๆ ตามประมวล วิ. อาญา (ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) ดังนั้นจึงเปึนที่เห็นได้ชัดเจนว่า การกระทําของตํารวจ ไม่ได้มีเจตนาใช้อํานาจตาม วิ. อาญาแต่อย่างใด การกระทําของเจ้าหน้าที่ตํารวจจึงมิใช่ เปึนการกระทําตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่เปึนการกระทําทางปกครอง จึงอยู่ในอํานาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาได้ และหลังจากนั้นท่านก็มีคําสั่งคุ้มครอง ชั่วคราว คําถามของผมก็คือว่า ตกลงการสลายการชุมนุมวันนั้นเปึนการกระทํา ทางปกครองหรือ มันอยู่ในอํานาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาได้หรือไม่ แน่นอนครับ คําสั่งให้สลายการชุมนุมเข้าใจได้ว่าเปึนคําสั่งทางปกครอง แต่เมื่อเขาไม่สลายเจ้าหน้าที่ ตํารวจจึงใช้มาตรการบังคับ ก็คือมีการใช้แก๊สน้ําตาใช้อะไรต่ออะไรบังคับเพื่อให้มี การสลายออกไป ผู้ฟัองยังไม่ได้ฟัองเลยบอกว่าการบังคับตามคําสั่งให้สลายนี่ชอบหรือ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ถูกมันต้องฟัองตรงนี้ก่อนว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจกระทําไม่ชอบนะ มีความเสียหายเกิดขึ้นและผู้บังคับบัญชาตัดสินบอกว่าเขาทําถูกต้องแล้วมันจึงมี ข้อพิพาทเกิดขึ้น เขาจึงนําไปฟัอง แต่นี่ท่านยังไม่ได้วินิจฉัยเลย บอกว่า การสลายการชุมนุมนั้นมันชอบหรือไม่ชอบ แล้วท่าน ก็สรุปเอาดื้อ ๆ ว่า เมื่อไม่ใช่ วิ. อาญา ก็เปึนเรื่องของทางปกครอง ศาลปกครองพิจารณาได้ นี่คือตัวอย่างอันหนึ่งที่ผมเองก็มีข้อสงสัยว่า ถ้าให้เหตุผลกันง่าย ๆ อย่างนี้ อีกหน่อยนะครับ ศาลปกครองก็คงจะใช้มาตรา ๙ ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองนั่นล่ะ ตีความ ขยายความไปเรื่อย ๆ บอกว่าทุกคดีก็จะอยู่ในอํานาจของศาลปกครองเรื่อยไป ทั้ง ๆ ที่ ความจริงแล้วมันก็ไม่น่าจะอยู่ในเรื่องอํานาจของศาลปกครอง
มีคดีอีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือคดีเกี่ยวกับ แถลงการณ์ร่วม กรณีที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมที่จะสนับสนุนให้ ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเปึนมรดกโลก ฝ์ายประชาชนคนอื่นที่เรียกว่า กลุ่มพันธมิตรก็ได้ยื่นคําร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลปกครองได้มีคําวินิจฉัยห้ามมิให้ รัฐบาลไปดําเนินการใช้ประโยชน์จากแถลงการณ์ร่วมวันนี้ ทันทีที่มีการยื่นฟัอง ผมเองก็ คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะศาลปกครองสูงสุดได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อน คือคดีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ์น ว่าในเรื่องนั้นก็มีการฟัองกันอย่างนี้แหละ ฟัองขอให้เพิกถอนความตกลงนั้น ทั้งศาลปกครองกลางได้ตัดสินไปบอกว่าไม่อยู่ใน อํานาจของศาลปกครอง เพราะเปึนการกระทําของรัฐบาล ก็มีการอุทธรณ์ไปยัง ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดก็วินิจฉัยในวันรุ่งขึ้นวางหลักไว้แล้ว ว่าความตกลง อย่างนี้เปึนการกระทําของฝ์ายบริหารไม่อยู่ในอํานาจที่ศาลปกครองจะพิจารณาได้ ผมก็เมื่อทราบว่ามีการฟัองกันอย่างนี้ก็ติดตามดูนะครับ ก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร ท่านประธานครับ พวกเราก็ได้ทราบกันแล้วว่าศาลปกครองต่างกลับไปวินิจฉัย ว่าแถลงการณ์ร่วมอันนี้อยู่ในอํานาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาได้ ทั้ง ๆ ที่ผมตั้ง ข้อสังเกตนะครับ องค์คณะที่พิจารณาในศาลปกครองกลางนี่ ที่พิจารณาคดีหุ้นส่วน เศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ์นนั้นเปึนองค์คณะเดียวกัน ถ้าเปึนบุคคลและองค์คณะนี่ความสงสัย ของผมก็คงจะไม่มาก ทีนี้บังเอิญเปึนองค์คณะเดียวกัน ประเด็นข้อกฎหมายก็เรื่อง เดียวกัน ไม่กี่เดือนท่านกลับคําวินิจฉัย มันอะไรเกิดขึ้นครับ ผมก็ตามดูข่าวนะครับ ปรากฏว่าฝ์ายพันธมิตรนําคําวินิจฉัยนี้มาอ่านตอนดึก มาอ่านตอนดึกครับ ท่านไปตรวจดูก็ได้ ทําให้นึกว่า โอ นี่ท่านขยันมากนะ มาทําคําวินิจฉัยเอาตอนดึก ท่านประธานครับ มีคนเล่าให้ผมฟังด้วย จริง ๆ องค์คณะที่ตัดสินคดีเขากลับบ้านไปแล้วนะ แต่ถูกเรียกกลับมาในตอนดึก แล้วมาพิจารณากัน แล้วออกคําสั่งพร้อมกันตอนดึกนั้น จนกระทั่งฝ์ายพันธมิตรสามารถนําเอาคําวินิจฉัยนี้ไปอ่านที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วก็ ปรากฏว่าเราชนะในคดีนี้แล้ว นี่คือตัวอย่างอันหนึ่งนะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าอะไรมันเกิดขึ้น แต่อย่างน้อยผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าองค์คณะที่พิจารณาคดีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ์น กับองค์คณะที่พิจารณากรณีแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหารนี้ ศาลปกครองกลาง เปึนองค์คณะเดียวกัน คดียังไม่จบครับ เพราะรัฐบาลอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด แล้วระหว่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ไปตัดสินว่า แถลงการณ์ร่วมนั้นเปึนสนธิสัญญาที่ต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ผมก็ทราบว่าศาลปกครองสูงสุดยังไม่มีคําวินิจฉัยนี้ออกมา ความสงสัยของผมในเรื่องนี้มันก็คงจะจบลงสั้น ๆ เพราะอาจจะเปึนความเห็นในทาง กฎหมายที่อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่ครับ ท่านประธานครับ มันไม่จบแค่นั้นครับ ที่มันไม่จบก็เพราะว่าบังเอิญผมไปอ่านในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ ๑๔ ตุลาคม ผู้เขียนครับ ใช้นามว่า ข้าราษฎร เขียนคําถามขึ้นมา ตั้งคําถามว่าคําถามทดสอบตุลาการ เขาถามอย่างนี้ท่านประธานครับ ในการพิจารณาคดีสําคัญคดีหนึ่งของศาลสูง ผู้บริหาร ศาลได้แจกสํานวนให้ตุลาการคณะหนึ่งไปพิจารณาแล้ว ปรากฏว่าองค์คณะดังกล่าวมี ความเห็นเสียงข้างมาก ๓ ใน ๕ เห็นควรกับคําสั่งของศาลชั้นต้น มีการยกร่างคําสั่งเสียง ข้างมากดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าความเห็นองค์คณะนี้ไม่ตรงกับความเห็น ของผู้บริหาร จึงมีการดึงคดีกลับ แล้วนําไปแจกให้อีกองค์คณะหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารศาล ดังกล่าวเปึนหัวหน้าคณะเอง ผลการพิจารณาใหม่ตรงกันข้ามกับองค์คณะเดิมที่ดึง สํานวนคืนมาแม้เสียงจะไม่เปึนเอกฉันท์ ผู้ถามนี่เขาถามอย่างนี้ครับท่าน สมมุติว่าอยู่ดี ๆ มีคนเขียนอย่างนี้ขึ้นมา มันไม่น่าจะเขียนเลย คงมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในศาลสูงแห่งใด แห่งหนึ่งล่ะ ๓ ใน ๕ ไปตรวจสอบดูก็ได้ ศาลสูงก็มีศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ กับศาลปกครองสูงสุด คงไม่ยากที่จะไปตามดูว่าศาลไหนกันแน่ และคําถามอย่างนี้ มันเกิดขึ้น ผู้เขียนนี่ไม่ได้เขียนว่าเปึนเรื่องสมมุติ แต่ทําให้ผมย้อนกลับมาดู มันจะสมมุติ ว่ามันเกิดขึ้นหรือมันเกิดขึ้นจริง ผมก็นึกมาย้อนดูเรื่องที่มันเกิดขึ้น เขียนวันที่ ๑๔ ตุลาคม มีคดีไหนไหมที่มันเปึนอย่างนี้ ความสงสัยกระผมก็มาที่คดีที่ผมได้ เรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่นี่แหละ ก็คือคดีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ์น กับคดีแถลงการณ์ร่วมเขาพระวิหาร ทําไมองค์คณะเดียวกันตัดสินกันอย่างนี้ และเรื่อง กําลังจะไปสู่ที่ศาลสูง ท่านก็ตั้งคําถามอย่างนี้ ท่านบอกถ้าไม่เชื่อก็ลองไปขอคัดสํานวน คัดกระบวนการพิจารณาขึ้นมาดู คนที่รู้กฎหมายหลายคนที่สนใจสิ่งที่ศาลตัดสินอยู่ เวลานั้น ก็บอกผมบอกเห็นบทความนี้หรือยัง ผมบอกผมเห็นแล้ว กําลังอ่านด้วย ความสนใจว่าสิ่งที่ผู้เขียนบอกว่าสมมุติขึ้นนี่ มันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเกิดขึ้นที่ไหน เพราะอันนี้จะเปึนตัวอย่าง ถ้ามันเกิดขึ้นจริงจะเปึนตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดว่า ตุลาการ หรือฝ์ายตุลาการกําลังถูกดึงเข้ามาเพื่อจะตัดสินคดี เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยมีธงไว้ก่อน ถ้ามันเกิดขึ้นจริงอย่างนี้นะครับ หมายถึงความน่าเชื่อถือของตุลาการ ระบบตุลาการของบ้านเรามันจะเสื่อม และจะเปึนอันตรายต่อการที่ประชาชนได้รับ ความยุติธรรมต่อไปครับ ดูเหมือนคําถามนี้ที่ผู้เขียน ๆ ไว้ยังไม่จบครับ สัปดาห์ต่อมา ท่านก็เขียนอีก พูดถึงความเปึนอิสระขององค์คณะ ห้ามเรียกสํานวนคดีคืน เพราะจะเรียก คดีคืนได้มันมีกฎหมายกําหนดไว้อยู่แล้วว่าเรียกคืนได้กรณีไหน แต่นี่องค์คณะหนึ่งคณะ พิจารณาไปแล้ว มีมติไปแล้ว เหลือแต่เขียนเท่านั้นแหละ รายงานมีหมด ผู้บริหารศาล ไม่พอใจ ตัดสินไม่ถูกตามที่ตัวเองต้องการ ดึงสํานวนกลับมา อย่างนี้มันผิดกฎหมาย ชัดเจนครับ สัปดาห์ต่อมาท่านก็เขียนอีกบอกว่า ตามที่ตั้งบททดสอบตุลาการไปนั้น เรื่องนี้ถ้ามีการเปลี่ยนองค์คณะสํานวนมันเปึนอย่างไร ถามต่อไปอีก ผมก็เชื่อว่าเรื่องนี้ มันน่าจะมีมูลเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นผู้เขียนซึ่งน่าจะอยู่ในเหตุการณ์ที่ดีคงไม่ได้เขียนถึง ๒ ครั้งเหมือนอย่างนี้ แล้วข้างท้ายก็บอกว่า เอาละ ตุลาการด้วยกันเองคงไม่มีใครที่จะ กล้าออกมาพูด มาคัดค้าน เพราะพูดไปก็เดี๋ยวจะเปึนอันตรายกับตัวเอง เปึนอันตรายต่อ สถาบันตัวเองด้วย แต่ผมที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติคงปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้ เพราะ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงนั้น หมายถึงว่ากระบวนการยุติธรรมของบ้านเรามีปัญหา ตุลาการที่ว่า ที่หลายคนชื่นชอบกําลังจะถูกใช้เปึนเครื่องมือทางการเมือง ก็คือให้มาตัดสินคดีการเมืองโดยมีธงไว้ล่วงหน้า อย่างนี้จะเปึนอันตรายอย่างยิ่งต่อ กระบวนการยุติธรรม ท่านบอกว่า เอาละ ตุลาการคงไม่มีใครพูด เมื่อเปึนอย่างนั้นก็เหลือ พวกเราละครับที่นั่งอยู่ที่นี่จะต้องช่วยกันพูด ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นใน กระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา และถ้าเปึนปัญหาจริง ๆ ก็ต้องแก้ไข ถ้าปัญหาที่มัน เกิดขึ้นเปึนเพราะตัวกฎหมายบกพร่องก็เปึนหน้าที่ของฝ์ายนิติบัญญัติที่จะต้องแก้ไข แต่ถ้าความบกพร่องนั้นมันเกิดขึ้นจากในกระบวนการตุลาการด้วยกันเอง ใครจะแก้ถ้าที่นี่ ไม่ใช่เปึนคนแก้ ผู้เขียนก็เลยถามไว้ท้ายบอกว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง แม้ไม่มีผู้พิพากษา ตุลาการคนใดกล้าปริปากหรือไม่มีพยานหลักฐานปรากฏต่อสาธารณะ แต่จงรู้ไว้เถิดว่า มโนสํานึกของความเปึนนักกฎหมายของผู้บริหารตอนนั้นหมดสิ้นไปแล้ว ท่านประธาน ครับ ผมมีคําถามเรียนไปยังท่านผู้แทนศาลปกครอง เรื่องอย่างนี้ท่านยืนยันได้ไหมว่า ไม่เกิดขึ้นในศาลปกครอง ผมจะรอฟังคําตอบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ