สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เสนอแนวคิดที่จะขึ้นภาษีสรรพสามิตเพื่อชดเชยการขาดดุลของรัฐบาลและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาษีบุหรี่ สุรา และเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าการกู้เงิน 249,500 ล้านบาทเป็นภาระผูกพันของรัฐบาล และการขาดดุล 600,000 ล้านบาทเป็นผลมาจากสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ท่านประธานครับ วันนี้ฝ์ายค้าน ก็อภิปรายไปร่วม ๒๐ ท่าน แต่ถ้าฝ์ายรัฐบาลที่เปึนแกนนํารัฐบาลจะไม่พูดอะไรบ้าง เกี่ยวกับเรื่องภาษีนี้ก็ดูกระไรอยู่ แต่เรียนท่านประธานว่าผมจะไม่ใช้เวลามากเกินไป และผมเปึนคนที่ไม่ชอบกระโดดไปท่ามกลางความขัดแย้ง หรือไปโต้แย้ง โต้เถียงกับใคร แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้โปรดทราบว่า ผมนํามาจากข้อเท็จจริงจากสถานการณ์ จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ บังเอิญว่าผมเปึนกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ แล้วก็เปึนกรรมาธิการพิจารณางบประมาณงบกลางป้เพิ่มเติมป้ ๒๕๕๒ ด้วย มีความทรงจําเกี่ยวกับความเปึนไปและตัวเลขต่าง ๆ ก็ขอนําเสนอสภา เพราะสมาชิก บางท่านอภิปรายไปก็ยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเท่าไรนัก ขอกราบเรียนว่าในงบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ ตั้งงบรายจ่ายไว้ ๑,๘๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตั้งงบรายรับเพียงแค่ ๑,๕๘๕,๕๐๐ ล้านบาท ตั้งงบขาดดุลเอาไว้ ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท ระบุไว้ในเอกสาร งบประมาณ รวมทั้งผ่านสภานี้ว่างบขาดดุล ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท หรือพูดกลม ๆ ว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้จะใช้เงินกู้ และสภาก็อนุมัติในการที่จะใช้เงินกู้จํานวน ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ จะต้องเริ่ม ดําเนินการในการที่จะกู้เตรียมการตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ แต่ก็เปึนที่เข้าใจดีครับว่า ช่วงนั้นตั้งแต่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ต่อด้วยท่านนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ความกดดัน ความวุ่นวายอยู่ค่อนข้างจะสูง รัฐบาล ณ ขณะนั้นไม่มีโอกาสที่จะนํา พระราชบัญญัตินี้มาเข้าสภาเพื่อขอกู้เงินในส่วนที่คิดว่าจะขาด ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งควรจะกู้แล้วในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ก็ตกมาสู่รัฐบาลนี้ที่เข้าบริหารราชการเต็มตัว เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๒ ก็เรียนประการแรกว่าภาระ ๒๙๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เปึนภาระที่ผูกพันมาจากรัฐบาลที่แล้ว และเปึนไปตามที่ สภานี้ได้อนุมัติงบประมาณไว้แล้ว เงินกู้ส่วนแรก

เงินกู้ส่วนที่ ๒ ก็คืองบกลางป้เพิ่มเติมงบประมาณป้ ๒๕๕๒ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นํามาสู่สภานี้และผมร่วมเปึนกรรมาธิการ งบประมาณอยู่ด้วยและก็เปึนผู้ชี้แจงในสภานี้ตลอดเวลา ในงบ ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ดังกล่าวนี้ส่วนหนึ่งต้องชดใช้เงินคงคลัง ส่วนหนึ่งประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ระบุว่าต้องกู้ สภานี้ก็อนุมัติงบประมาณตรงนี้ให้ไปกู้เงิน ตัวเลขกลม ๆ ประมาณอีก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยอดเงินกู้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็ตกประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลนี้คิดขึ้นมา ไม่ใช่เปึนความผูกพัน ที่รัฐบาลนี้สร้างขึ้น แต่เปึนความผูกพันมาตั้งแต่ดั้งเดิมที่รัฐบาลนี้ในฐานะที่เข้ามาบริหาร ราชการแผ่นดินจะต้องทําต่อไป เรียนว่าบัดนี้ยอด ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท หรือกลม ๆ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้กู้มาครบถ้วนแล้ว ประมาณในงบกลางป้อีกประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ได้กู้มาครบถ้วนแล้ว แต่เกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่รัฐบาลนี้เข้ามาเดือนมกราคม เดือนแรกของป้ปฏิทินคือเริ่มเดือนแรกของ ไตรมาสที่ ๒ ของป้งบประมาณ ณ วันนั้นท่านประธานครับ การจัดเก็บรายได้ของรัฐ ทั้งหมดที่ประมาณการว่า ๑,๕๘๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ณ วันนั้นขาดเปัาไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ ขาดเปัาตั้งแต่วันดังกล่าวนั้นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อวันที่รัฐบาลนี้เข้ามา การที่ขาดเปัาไป ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมก็เปึนห่วงติดตาม ตัวเลขมาตลอดและก็จะส่งสัญญาณเตือนกระทรวงการคลังตลอดเวลาว่าอะไรที่ต้องกู้ ต้องรีบกู้ เพราะเวลามันเหลือไม่มากแล้ว การกู้เงินไม่ใช่ความผิด แต่ว่าการเอาเงินกู้นี้ไป ใช้ให้สมประโยชน์ที่สุดต่างหากล่ะ เปึนสิ่งที่รัฐบาลนี้จะต้องคิด เพราะฉะนั้นในงบที่บอกว่า ขาดในป้แรกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็วิกฤติเศรษฐกิจซ้ําซ้อนหลาย ๆ เรื่อง รวมทั้งรัฐบาลนี้เข้ามาก็มีภาระความวุ่นวาย ตั้งแต่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งแต่ ในเรื่องงบกลางป้และการประชุมอาเซียน ซัมมิท ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนะครับ ทําให้แทบจะ ไม่มีเวลาเอากฎหมายเข้าสู่สภาเลยนะครับ ปัญหาวันนี้ก็ค้างอยู่ว่างบประมาณป้ ๒๕๕๒ ดังกล่าวนี้ ถ้าดูตามสถานการณ์ ณ วันนี้ตัวเลขของผมก็คือการจัดเก็บจะต่ํากว่าเปัา ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตัวเลขของกระทรวงการคลัง ก็คือการจัดเก็บจะต่ํากว่า เปัาถึงประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวนี้นะครับ ตามรัฐธรรมนูญใหม่ เราจะทํางบประมาณป้ ๒๕๕๓ จําเปึนจะต้องจัดการป่ดงบป้ ๒๕๕๒ ให้ได้ เสียก่อน ขณะนี้งบป้ ๒๕๕๒ ก็จะค้างปัญหาว่าจะรายรับที่จะขาดไปประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้จะทําอย่างไร นั่นคือที่มาของพระราชบัญญัติขอกู้เงิน ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หวังว่าจะใช้ประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปชดเชยการขาดดุลดังกล่าวอีกประมาณสัก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปจัดโครงการในการ กระตุ้นเศรษฐกิจฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล

ผมต้องเรียนอีกประการหนึ่งว่า ณ วันที่รัฐบาลนี้เข้ามาเริ่มบริหาร ๑ มกราคม ๒๕๕๒ มีข่าวว่างบกลางเหลืออยู่ประมาณ ๒๔๙,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ ท่านสมาชิกฝ์ายค้านท่านหนึ่งได้กรุณาอภิปรายถึง ผมสะดุดตาตรงนี้ เพราะว่าผมอยู่ กระทรวงการคลังมา ๒ รอบ ตั้งแต่ป้ ๒๕๓๕ ในปลายป้ทุกป้ไม่เคยมีป้ไหนที่จะมีงบมากถึง ขนาดนั้น ก็ตรวจสอบไปปรากฏว่า ๒๔๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้เปึนงบเหลือ เมื่อสิ้นป้งบประมาณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๑ ไม่ใช่ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ ตามที่สังคมเข้าใจกัน ทําไม ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม เหลือเท่าไร เหลือเพียงประมาณ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ งบประมาณถูกใช้ไปในระหว่างตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม เปึนยอดถึง ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เปึนที่เข้าใจได้อีกละครับ ว่าในสถานการณ์ปลายป้ที่แล้ว ๒ รัฐบาลที่ผ่านมามัวจะต้องรับภาวะกับวิกฤติ ทางการเมืองไม่มีเวลาไปกู้มาเพิ่ม ก็เลยใช้เงินคงคลังแก้ไขปัญหาไปพลาง ๆ จนสุดท้าย เหลือเปึนต้นทุนรัฐบาลนี้เมื่อวันที่เข้ามาเพียง แค่ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาทครับ เหลือเงิน คงคลัง ๕๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เหลือภาระที่จะต้องกู้เงิน ๒๔๙,๕๐๐ ล้านบาท กับภาระอีกประมาณ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามงบกลางป้ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ มีแต่กู้ กู้ แต่การกู้นั้นล้วนแล้วแต่เปึนภาระผูกพันที่ผ่านสภานี้มาโดยถูกต้องแล้วทั้งสิ้นนะครับ ท่านประธานครับ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่การจัดเก็บจะขาด เปัาไป ปรากฏตัวเลข ณ ขณะนี้ว่า ๗ เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการจัดเก็บมันหายไปถึง ประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว เราเหลือเวลาอีกประมาณสัก ๕ เดือนก็จริง แต่จาก ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งสิ้นใน ๓ เดือนสุดท้ายของป้งบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้นจะมาก เท่ากับครึ่งหนึ่งของทั้งป้ เพราะฉะนั้นถ้า ๗ เดือนแรกมันขาดไปถึงประมาณสัก ๑๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีกประมาณ ๕ เดือนที่เหลือเราจะต้องขาดไปอีกมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ หรืออาจจะถึง ๑๖๐,๐๐๐-๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ ความผิดของใครครับ ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลที่แล้ว ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลนี้ แต่มันเปึนสถานการณ์วิกฤติที่มันถาโถมมาทั่วโลก และเหตุการณ์ความวุ่นวายในประเทศ บางอย่างที่มันเกิดขึ้น จริง ๆ แล้วเราไม่พึงประสงค์หรอกครับ ท่านประธานจะเห็นว่าถ้าจะ พูดให้ชัดเจนเลยว่าป้นี้รัฐบาลจะต้องกู้เงินทั้งหมดเท่าไร ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะต้องกู้เพิ่มอีก ไม่น้อยกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะต้องกู้เพื่อขาดดุลทั้งหมดมากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ นั่นคือตัวเลขสถานะ ที่เปึนจริง ใครจะบอกว่าถังแตกหรือไม่ถังแตก แต่ไม่มีใครไปทําถังให้มันแตกหรอกครับ แต่คือสถานการณ์จริงที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ ขณะนี้จะเข้าสู่การทํา งบประมาณของป้ ๒๕๕๓ ซึ่งตามกําหนดดูเหมือนจะเข้าสภานี้ในวาระแรกวันที่ ๑๗-๑๘ มิถุนายนที่จะถึง แต่การจะทํางบป้ ๒๕๕๓ ได้ ต้องป่ดงบป้ ๒๕๕๒ เสียก่อน งบป้ ๒๕๕๒ บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญกําหนดหน้าที่ใหม่ ๆ ตามมาตรา ๑๖๗ มาตรา ๑๖๙ อีกหลายอย่าง แต่ขณะนี้งบป้ ๒๕๕๒ มันยังขาดอยู่ประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งขาดอยู่ ณ วันนี้อาจจะแสนกว่าล้านบาท แต่จนถึงสิ้นป้อาจจะ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือคําตอบว่าจะต้องรีบกู้เงิน นั่นคือที่มาของพระราชกําหนด ถ้าไม่มีพระราชกําหนด ผ่านออกไปโดยรีบด่วนให้สามารถที่จะกู้เงินจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนหนึ่งอาจจะ ๒ แสนกว่าล้านบาท ๓ แสนกว่าล้านบาท เพื่อชดเชยการขาดดุลในงบป้ ๒๕๕๒ เราจะทํา งบป้ ๒๕๕๓ ไม่ได้ งบป้ ๒๕๕๓ กําลังจะมา นี่แหละครับท่านประธานคือสิ่งที่เรียกว่า เปึนความจําเปึนและเปึนความเร่งด่วน เข้าด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้เรื่องนี้ถูกส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความไปแล้ว หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะเมตตาในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และเมื่อกลับมาสู่สภา เราจะพิจารณา เรื่องนี้ต่อไปอย่างเร่งด่วน เพราะมิฉะนั้นปัญหางบป้ ๒๕๕๓ ทําไม่ได้ และจะเปึนปัญหา ใหญ่ของบ้านเมืองของประเทศชาติในวันข้างหน้า ในงบป้ ๒๕๕๓ ผมได้ยินว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังวางกรอบงบประมาณไว้ว่า จะมีงบประมาณ รายจ่ายอยู่ที่ประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และจะเปึนงบรายรับส่วนหนึ่ง จะขาดดุล อีก ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยังเคยพูดกับท่านรัฐมนตรีว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านทํา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปเลยท่านรัฐมนตรี ทําไมต้อง ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะ ขาดจริง ๆ นะ ตัวเลขกลม ๆ อีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการทํางบประมาณป้หน้า เมื่อประเมินตามรายรับทั้งหมดแล้ว ป้หน้าต้องขาดดุลเฉพาะงบประมาณตามเนื้องบประมาณป้ ๒๕๕๓ ถึงประมาณ ๔ แสนล้านบาท และถ้าการจัดเก็บในป้หน้าเหมือนป้นี้ เพราะการจัดเก็บในป้นี้คือสถานะเมื่อป้ ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา แต่ป้นี้ดูเหมือนจะร้ายแรงกว่าป้ ๒๕๕๑ เพราะฉะนั้นป้ ๒๕๕๓ ก็ท่าทางว่า การจัดเก็บจะต่ํากว่าเปัามากกว่าป้นี้อีก ถ้าเปึนไปโดยเช่นนั้นนะครับ ถ้าสมมุติว่าจัดเก็บ ได้ต่ํากว่าเปัาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในป้หน้าต้องกู้เงินอีก ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบวกด้วย อีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ นี่คือความเปึนจริง ไม่ว่าเทวดาที่ไหนหรืออัศวินขี่ม้าขาวมาจากไหน ก็ตาม ประเทศไทยไม่มีทางเปลี่ยนไปจากนี้ได้ครับ เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ขณะนี้ ก็คือทุกฝ์ายจะต้องช่วยกันประคับประคองประเทศชาติบ้านเมืองไป ในสถานะที่เปึนไปโดย ลําบากเช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะทําได้ก็คงจะมีเหลือแค่ ๓ ทาง ทางแรกก็คือการกู้เงิน ทางที่ ๒ ก็คือการขึ้นภาษี ทางที่ ๓ ก็คือการขายสมบัติชาติ เช่น ขายหุ้นบางส่วนที่ กระทรวงการคลังถืออยู่ตามรัฐวิสาหกิจหรือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลนี้ ไม่มีความประสงค์ที่จะทําเด็ดขาดในเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็เหลือ ๒ ทาง ทางหนึ่ง ก็คือการกู้ มันก็จําเปึนต้องมีกฎหมายรองรับ อีกจํานวนหนึ่งก็คือขึ้นภาษี การขึ้นภาษี นอกจากคิดภาษีตัวใหม่ ๆ เรียนว่า เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ผมไม่มีความเห็นว่าควรจะ ขึ้นหรือไม่ควรจะขึ้น ควรจะทําหรือไม่ควรจะทํา ผมเพียงแต่ติติงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังอย่างเดียวว่า ให้ศึกษารอบคอบ ถ้าทํา ทําเลยอย่าพูดอะไรล่วงหน้า เพราะพูดอะไรล่วงหน้ามันจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนเรื่องภาษีบุหรี่ ภาษีสุรา ที่เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งก็ขอขอบพระคุณที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็กรุณา เข้าใจผม ผมไม่ได้คัดค้านต่อต้านอะไรเลยสักนิดหนึ่ง

ส่วนการขึ้นภาษีนอกจากภาษีตัวใหม่ เราจะมีภาษีเก่า ๆ ตัวไหนควรจะ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาบ้าง ก็หยิบยกว่าภาษีสรรพสามิต เปึนเหมือนกระแสสังคมล่ะครับ เราต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งไปเทียบกับภาษีบาป แต่มันมีปรัชญาเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ไว้ครับ ว่าการบริโภคอะไรก็ตามที่เปึนภาระแก่งบประมาณแผ่นดินจะต้องมีภาษีท็อปออน (Top On) ส่วนอันนี้ไปเพื่อเยียวยา บุหรี่ สุรา เปึนปัญหาแก่งบประมาณแผ่นดินที่เปึน รายจ่ายกระทรวงสาธารณสุข เบนซินทั้งหลาย ภาษีน้ํามันเชื้อเพลิง ผู้ใช้ได้ประโยชน์ แต่ท่อไอเสียควันพิษทั้งหลายเปึนประโยชน์แก่ผู้อื่น มันเปึนพิษภัยแก่ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม จึงว่ามอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตแต่รถจักรยานไม่ต้องเสียเพราะมันไม่มี ภาระต่อสิ่งแวดล้อม เครื่องปรับอากาศทั้งหลายเป่ดแล้วมันมีไอร้อนพ่นไปสู่คนอื่น มันกระทบกระเทือนอื่น ๆ มันต้องมีภาษีสรรพสามิต แต่ในขณะเดียวกันพัดลมมันไม่ก่อ อะไรเสียหายกับสิ่งแวดล้อม พัดลมมันก็ไม่มีภาษีสรรพสามิต อย่างนี้เปึนต้น เราหยิบ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาดูแล้วเรื่องบุหรี่กับสุราเปึนเรื่องตรงไปตรงมาครับว่า อันนี้เราต้อง พิจารณาแล้ว มันจะมีผลในการลดผู้สูบบุหรี่หรือผู้เสพสุรามากน้อยแค่ไหน เปึนอีกเรื่องหนึ่ง แต่เปึนความชอบธรรมว่าป้หนึ่ง ๆ กระทรวงสาธารณสุขต้องมีค่าใช้จ่าย จากโรคที่เกี่ยวข้องโดยตรงและต่อเนื่องกับการสูบบุหรี่เยอะ จากการดื่มสุราเยอะ สิ่งแวดล้อมในครอบครัวกระทบกระเทือนไปหมดอย่างที่ท่านสมาชิกยกเรื่องว่า จนเครียด กินเหล้าอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้ควรจะต้องคิดว่า ณ วันนี้มันจําเปึนไหมที่จะต้อง มีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้นชดเชยเพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง ภาษีเชื้อเพลิงก็เปึนไป เช่นเดียวกันครับ ถ้าเชื้อเพลิงมันมีทั้งผลดีผลเสีย ถ้ามันถูกเกินไปก็แน่นอนคนก็ใช้ มากกว่าเชื้อเพลิงแพงเราจะเห็นว่าตัวเลขการใช้มันลดลง แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่า ชาวนา ชาวไร่ที่ใช้เกวียนไถนากับชาวนาที่ใช้รถแทรกเตอร์ไถนา คนที่ใช้รถแทรกเตอร์ที่ใช้ น้ํามันเชื้อเพลิงจะต้องมีอะไรมากกว่าบางคนที่ใช้ควายไถนา สิ่งเหล่านี้เปึนเรื่อง ตรงไปตรงมาตามหลักในเรื่องภาษีสรรพสามิตครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เปึนภาษีสรรพสามิต ในเรื่องสุรา ยาสูบก็ดี ได้ก็คือ สถานะงบประมาณที่มันดีขึ้น การเบิกจ่ายรัฐบาลที่ดีขึ้น จะสะท้อนตอบไปสู่ คนยากคนจนทุกคนในเรื่องความเสมอภาคและในเรื่องความเปึนธรรม เมื่อสักครู่มีท่าน ผู้มีเกียรติได้มีการอภิปรายว่า ขึ้นภาษีสุรา ขณะเดียวกันเป่ดข่าวล่วงหน้าปล่อยให้ ผู้บริโภคและผู้ผลิตไปตุนเหล้าเอาไว้เยอะแยะ เปึนการที่เสมือนหนึ่งก่อประโยชน์ให้กับเขา ผมจําได้ว่าป้ ๒๕๔๒ เมื่อผมอยู่ที่กระทรวงการคลัง ผมเคยไปตรวจโรงกลั่นสุราใหญ่ที่สุด ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งขณะนั้นสต็อกเหล้าไว้ถึง ๑ ล้านเท ๑ เทคือ ๓๒ ขวด ขนาด ๖๒๕ ซีซี เทหนึ่งก็ ๒๐ ลิตร และสังเกตว่าเหล้าเหล่านี้บางขวดมันไม่ใช่เหล้า ๓๕ ดีกรี มันกลั่นไว้ถึงขนาด ๘๐ ดีกรี ๗๐ ดีกรี เพราะฉะนั้น ๑ ล้านเทเท่ากับเหล้า ประมาณ ๒ ล้านกว่าเทเปึนตัวเลขประมาณอีก ๑ เท่าตัว ก็สอบถามว่าเขาเสียภาษี กันอย่างไร ตกลงท่านประธานครับ เขาไม่ได้เสียจากเหล้าที่ผลิตมาอยู่ในสต็อกละครับ อยู่ในสต็อกเท่าไรก็ตามเมื่อเขาจะผลิตออกมาขายติดแสตมปีเขาคิดภาษีตรงนั้นครับ วันนี้ใครจะไปตุนเหล้าเอาไว้มากแค่ไหนก็ตาม ผลิตมาสักกี่เท่าตัวอย่างไรก็ตาม จะไม่ได้ ประโยชน์พิเศษใด ๆ จากการขึ้นภาษีเท่านี้ แต่เมื่อเหล้าเหล่านี้ที่มีอยู่ในสต็อกแปรสภาพ เปลี่ยนรูปแบบออกมาเพื่อจําหน่ายสู่ท้องตลาดเมื่อไรก็จะคิดภาษีเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นสิ่ง ที่มีอยู่ในสต็อกจะไม่ได้เปรียบกับเหล้าที่ผลิตใหม่ เพราะถ้าเมื่อนําสู่จําหน่ายเมื่อไร ก็จะต้องเสียภาษีทั้งหมดเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเหลือเวลา ๑๐ นาที แต่ว่าเกรงใจ ผู้อื่น ผมขอใช้เวลาเพียงแค่นี้นะครับ เรียนว่าขณะนี้ต้องกู้ครับ ไม่กู้หรือไม่คิดขึ้นภาษีต้อง ขายสมบัติชาติ หรือต้องก่อสัมปทานผูกพันระยะยาว ซึ่งคือสิทธิของชาติในวันข้างหน้า ต้องขายหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจออกไป ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่อยู่ใน กระทรวงการคลังออกไป สิ่งเหล่านี้กระทรวงการคลังหรือรัฐบาลนี้ไม่พึงประสงค์ และเรา จะไม่ทําในช่วงระหว่างนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่โรงงานยาสูบอะไรก็ตามก็เรียนว่า ผมเปึนคน ปลดรายการโรงงานยาสูบที่จะต้องแปรรูป ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีศุภชัย พานิชภักดิ์ เปึนรองนายกรัฐมนตรี ปลดไปว่าโรงงานยาสูบ ผมไม่เห็นด้วยเลยกับการที่จะแปรรูป ออกไปเพราะโรงงานยาสูบมีผลทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมที่รัฐจะต้องเปึนคน ควบคุมดูแล ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ