ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พูดเรื่องการขึ้นภาษีน้ำมันและผลกระทบต่อเกษตรกร โดยระบุว่าเกษตรกรรากหญ้าตายแน่นอน และรัฐบาลไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่กลับทําตรงกันข้าม
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๒ พรรคเพื่อไทย พระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๒ ท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผมได้พบปะพี่น้องประชาชนชาวรากหญ้า โดยเฉพาะในช่วงนี้ก็คือประเพณี บุญเดือน ๖ ชาวบ้านได้ร่วมกิจกรรมทําบ้องไฟขอฝน ก็ได้ปรึกษาหารือว่าวันนี้รัฐบาล ไม่ช่วยเขาแล้วทําไมต้องทําร้ายเขาอีก วันนี้รัฐบาลได้ทําร้ายประชาชน ซึ่งเปึนเกษตรกร ที่อยู่ระดับรากหญ้า ซึ่งวันนี้รัฐบาลบอกว่าคนที่มีเงินเดือนต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท เปึนคนจน รากหญ้าก็คือคนโคตรจนนะครับ คนโคตรจนได้ถูกรัฐบาลข่มเหงก็คือ ขึ้นภาษี น้ํามัน ขึ้นภาษีน้ํามันรอบแรกท่านก็ขึ้นทีละบาท สุดท้ายท่านก็ขึ้นเต็มเพดาน ๕ บาท ก็หาสตางค์ไม่ได้เท่าไร ท่านก็ขึ้นภาษีเหล้า ภาษีเบียร์ แล้วก็ขึ้นภาษียาสูบ วันนี้ท่านก็จะ มาขึ้นภาษีน้ํามันอีกแล้ว วันนี้น้ํามันลิตรหนึ่งประมาณ ๑๐ กว่าบาท รวมภาษี ๒๔ บาท ก็คือภาษีประมาณ ๑๐ บาท เกษตรกรรากหญ้าตายแน่นอนนะครับ และโดยเฉพาะรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้รณรงค์หาเสียงนะครับ ตอนนั้นบอกว่าจะลดค่าครองชีพ จะยกเลิกเก็บเงินเข้า กองทุนน้ํามันจากดีเซลและแก๊สโซฮอล์นะครับ ซึ่งท่านได้รณรงค์หาเสียงไว้ แต่จริง ๆ แล้ว ที่ท่านบอกว่า ๙๐ วันประชาชนต้องมาก่อน ประชาชนก็มานั่งรอตั้งนานแต่ยังไม่เห็นหน้า รัฐบาลสักทีนะครับ วันนี้รัฐบาลทําได้จริง ๆ ครับ ๙๐ วัน ท่านได้ทําจริงครับ คือท่านขึ้น ราคาน้ํามัน ท่านขึ้นภาษีน้ํามัน ขึ้นภาษีสุรา ขึ้นภาษีเบียร์ ขึ้นภาษียาสูบ แล้วก็ขึ้นภาษี น้ํามัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่ารัฐบาลน่าจะต้องเปลี่ยนเปึนว่า ๙๙ วันต้องกู้ หรือ ๙๙ วันประชาชนต้องตายนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลไม่ได้แก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนแต่กลับทําตรงกันข้าม ได้รีดเลือดกับปูนะครับซึ่งเกษตรกร รากหญ้าวันนี้ต้องรับเคราะห์อย่างหนักนะครับ ชาวไร่ชาวนาผู้เปึนกระดูกสันหลังของชาติ เพิ่งเริ่มจะได้กินเนื้อตอนท่านทักษิณเปึนนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ก็กลับมาไม่มีเนื้ออีกแล้ว วันนี้ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ฟังนะครับว่า การขึ้นราคาน้ํามันคนที่ตาย ก่อนใครก็คือเกษตรกร วันนี้เกษตรกรปลูกมันสําปะหลัง รัฐบาลประกันกิโลกรัมละ ๒ บาท ถ้าประกันจริง ๆ ๒ บาทนะครับ เกษตรกรได้รับอานิสงส์ก็โชคดีครับ แต่วันนี้ ประกัน ๒ บาท ราษฎรไม่ได้เข้าโครงการ เข้าโครงการก็น้อยมาก วันนี้ต้องไปขายโรงสี ครับ ๖ สลึง ราคาน้ํามันก็ยังไม่ขึ้นราคา พอราคาน้ํามันขึ้นราคาโรงสีเขาบอกว่าน้ํามันแพง ผมจะซื้อ ๖ สลึง ผมซื้อไม่ได้แล้ว ผมต้องซื้อ ๕๐ สตางค์เพราะค่าบรรทุกจากจังหวัด อุบลราชธานีไปที่ท่าเรือคลองเตยนี่ ๑ บาท ผมต้องซื้อมันกิโลกรัมละ ๕๐ สตางค์ ชาวบ้านปลูกมันได้ ๑๐ ตันก็ต้องขาดรายได้ไป ๕,๐๐๐ บาท พอเสร็จแล้วรถบรรทุกมาถึง กรุงเทพมหานคร รถจะกลับรถต้องหาของใส่ก็ไปบรรทุกปุิย ไปบรรทุกปุิย ต้นทุนปุิยก็ กระสอบหนึ่ง ป้นี้โชคดีครับน้ํามันลงราคา ปุิยก็ลงราคาด้วย ป้กลายยูเรียกระสอบละ ๑,๕๐๐ บาท ป้นี้เหลือ ๗๒๐ บาท ๗๒๐ บาทแต่ค่าบรรทุกแทนที่จะลงราคากลับไม่ลง เพราะน้ํามันมันขึ้น วันนี้ค่าบรรทุกแต่ก่อนกระสอบละ ๒๐ บาท รถสิบล้อก็บอกว่าวันนี้ น้ํามันแพงต้องขึ้นกระสอบละ ๔๐ บาท ชาวไร่ชาวนาครับเกษตรกรก็ต้องลําบากอีก ต้องซื้อปุิยแพงขึ้นอีก จากกระสอบหนึ่งต้องซื้อ ๗๐๐ บาท วันนี้ต้องซื้อ ๗๔๐ บาท ขายข้าวกิโลกรัมละ ๑๖ บาท วันนี้ต้องขายได้กิโลกรัมละ ๑๕ บาทเพราะค่าบรรทุก ๑ บาทนะครับ และในขณะนี้กําลังจะทําไร่ไถนานะครับ ก็ต้องใช้น้ํามันซึ่งจะต้องใช้เติม คูโบต้า เติมรถไถในการไถนา ในการไถไร่มันสําปะหลังไร่หนึ่ง ๔๐๐ บาท วันนี้น้ํามันขึ้น เขาบอกว่าต้องเก็บ ๖๐๐ บาท เกษตรกรก็ตายอีกนะครับ ผมไม่อยากให้รัฐบาลได้ทําร้าย ประชาชน ถ้าท่านอยากได้สตางค์จริง ๆ นี่นะครับ ผมมีข้อเสนอแนะว่า ท่านต้องขึ้นภาษี ที่ดิน ภาษีมรดกครับ ขึ้นแพง ๆ ไม่เปึนไรเพราะพวกนี้รวยอยู่แล้วนะครับ ช่วยชาติ เถอะครับ แล้วคนรวย ๆ ในประเทศไทยมีอีกมากนะครับ ผมบอกน่าจะออกมาช่วยพี่น้อง ประชาชนมาช่วยชาติ แล้วก็ฝากอีกที่พูดกันมากวันนี้ที่รัฐบาลบอกว่าเงิน ๒,๐๐๐ บาท ที่แจกให้กับคนจนซึ่งมีเงินเดือนไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้ครับเกษตรกรรากหญ้าคน โคตรจนไม่ได้รับอานิสงส์ตรงนี้ด้วย เขาฝากบอกกับผมครับ เปึนชาวบ้านนะครับ เปึนชาวบ้านรากหญ้าจริง ๆ เขาบอกว่า ถ้าเขาเปึนรัฐบาล ถ้าเขาได้เปึนผู้บริหาร เขาจะไม่ แจกเงิน ๒,๐๐๐ บาทแบบนี้ เขาจะให้ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านทํางานก่อนนะครับถึงจะ จ่ายสตางค์ ส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้าน ให้หาเสาไม้เก่า ๆ ไม้ไผ่สร้างพะไลละ ๑๐ บาท หาลวดหนามมาตอกรั้วบ้านให้เปึนระเบียบเรียบร้อย ขุดคลองเพื่อจะรองรับหน้าฝนกําลัง จะมาแล้วก็จะจ่ายครอบครัวละ ๑,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาทนี่จะได้ประโยชน์ มากกว่าที่รัฐบาลไปใช้ให้เช็คช่วยชาติคนละ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อเขาได้รับเงิน ๑,๐๐๐ บาท เขาก็ไปซื้อไม้ไผ่สร้างพะไลคนละ ๑๐ ลําก็จะหมดไปประมาณคนละ ๑๐๐ กว่าบาท ไปซื้อลวดหนามคนละ ๒-๓ ขดก็จะหมดไป ๒๐๐-๓๐๐ บาท ไปซื้อตะปูคนละ ๑-๒ กิโลกรัม ก็จะหมด ๓๐-๔๐ บาท พอออกแรงเสร็จแล้วมันเหนื่อยตอนเย็น ๆ ก็ซื้อเหล้ามา เป็ก ซื้อเบียร์มาแก้ ซื้อไข่มาเจียว น้ํามันหมู ชูรส อะไรก็จะได้ขาย เศรษฐกิจก็จะหมุน นะครับ แล้วก็โครงการ เอ็สเอ็มแอล ซึ่งรัฐบาลได้เปลี่ยนเปึน โครงการเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้อยากกราบเรียนถึงรัฐบาลนะครับว่า ถ้าท่านอยากให้กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ ครับ ทําเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาเถอะครับ ให้ชาวบ้านเขาคิดเองทําเอง แล้วก็อนุมัติ งบประมาณไป วันนี้ท่านต้องบอกว่าต้องทําโครงการขึ้นมา ถ้าผมไม่ชอบผมไม่ให้ วันนี้ นะครับหลายอําเภอครับ สั่งให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน บอกซื้อเครื่องทําปุิย ซื้อโรงสี ซื้อไปทําไม ครับเศษเหล็ก ซื้อเครื่องทําปุิยมีเหล็ก ๕-๖ อัน ๒๕๐,๐๐๐ บาท สร้างโรงสี แล้วใครจะไป สีครับ ขนาดมีโรงสีในท้องถิ่นยังขี้เกียจที่จะเอาข้าวไปสีเลยนะครับ ก็อยากจะฝากรัฐบาล ว่า ท่านหาวิธีใหม่ครับอย่าขึ้นภาษีน้ํามันเลยครับพี่น้องประชาชนลําบาก แล้วก็ผมไม่เห็นด้วยกับพระราชกําหนดฉบับนี้ ผมสงสารพี่น้องเกษตรกรคนยากคนจน ขอบคุณครับ