สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการเพิ่มพิกัดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยระบุว่าการเพิ่มพิกัดจะทำให้รัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันตามตลาด และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสนอพระราชกําหนด โดยชี้แจงว่าพระราชกําหนดฉบับนี้เก็บภาษี สรรพสามิต หรือภาษีน้ํามันไม่เหมาะสม เนื่องจากจะดึงเงินออกจากระบบและขัดขวางการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะได้อภิปรายต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้นําเสนอพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๒ มีหลักการและเหตุผลตามที่ท่านรัฐมนตรีเสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามหลักการเขาที่ผมดูนี่ รัฐมนตรีต้องการที่จะเพิ่มพิกัด อัตราภาษีของภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ทั้งหมดมี ๖ ประเภท ตามรายการที่เสนอเข้ามา ความหมายความเข้าใจง่าย ๆ ก็คือเพิ่มเพดานการจัดเก็บเปึนราคาต่อหน่วยคือต่อลิตรขึ้น ซึ่งจากเดิมกําหนดเพดานไว้ไม่เกินหน่วยละ ๕ บาทเมื่อต้นป้ ขณะนี้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ หน่วยละไม่เกิน ๑๐ บาท คําว่า หน่วยละไม่เกิน ๑๐ บาทนั้นหมายความว่ารัฐบาลเอง ก็จะมีมาตรการที่จะขึ้นราคาน้ํามันประเภทต่าง ๆ ทั้ง ๕ ประเภทไปตามกลไก และราคาตลาด ทั้งตลาดภายในแล้วก็ตลาดภายนอกประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองหลังจากที่เห็นตัวพระราชกําหนดที่รัฐบาลจะมาขอให้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบ กับพระราชกําหนดนี้ ซึ่งหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ วุฒิสภาเห็นชอบ หมายความว่าได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสภา ก็เสมือนเปึนพระราชบัญญัติที่จะต้องนํา ปฏิบัติต่อไป แต่ข้อดีก็คือช่วงที่มีการประกาศพระราชกําหนดก็สามารถที่จะดําเนินการได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะให้ความไม่เห็นชอบหรือให้ความเห็นชอบ ผมมีประเด็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี ผู้ที่ได้เสนอกฎหมาย

ประเด็นที่หนึ่งครับ ความชอบด้วยเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านรัฐมนตรีบอกว่า การเสนอพระราชกําหนดฉบับนี้อาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๖ มาตรา ๑๘๖ ผมไปตรวจสอบในวรรคสองท่านประธานครับ อาจจะเปึนความเข้าใจ ของผมหรือว่าจะเปึนการแปลความอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมมีข้อสงสัย ข้อสงสัยนี้ ต้องถามท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีครับ ท่านจะตอบอย่างไรผมไม่ว่า แต่ต้องชี้แจงข้อสงสัยของผมและน่าจะเปึนตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่ทําหน้าที่ ในสภาผู้แทนราษฎรแทนพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตในวรรคสอง ในมาตรา ๑๘๖ ครับ วรรคสอง พระราชกําหนดที่ได้ตราขึ้นตามวรรคหนึ่งจะต้องนําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมขีดเส้นใต้นะครับ เพราะถ้อยคําตรงนี้อาจจะมีการแปลความ ที่ต่างกัน จะต้องนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในสามวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจานุเบกษา และให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๑๘๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม นี่คือข้อความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๖ วรรคสอง สรุปความง่าย ๆ ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ วันถัดก็คือวันที่ ๑๔ สาระของ วรรคสองก็คือว่า นับจากวันที่ ๑๔ ๓ วันต้องนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติว่าการนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้น หมายถึงการนําเสนอต่อสภาขณะนี้ จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมขอความเห็นขอคําตอบจากรัฐบาล ถ้าท่านจะอ้างบอกว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อมีการประกาศในราชกิจนุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๓ แล้ว มีผลบังคับใช้ วันที่ ๑๔ ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอเรื่องต่อสภาได้ทําเรื่องแจ้งสภาเพื่อขอบรรจุเข้าสู่ ระเบียบวาระการประชุมให้สภาพิจารณาตั้งแต่วันที่ ๑๔ นั่นคือเปึนเรื่อง เปึนหนังสือที่ เสนอเข้ามาที่สภา ถ้าจะแปลความว่าต้องนําเสนอต่อสภาเปึนหนังสืออย่างนั้นนี่ ผมไม่แน่ใจว่าจะเปึนการปฏิบัติที่เปึนไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะคําว่า เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร หมายถึงนําเสนอต่อสภา ตรงนั้นเปึนการนําเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ ถ้าเปึนหนังสืออย่างนั้น ถ้าผม จะแปลความนะครับ เปึนการนําเสนอหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้บรรจุ ระเบียบวาระเข้าเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ถ้าจะบอกผมบอกว่านําเสนอวันที่ ๑๔ ๑๕ วันศุกร์ ๑๖ วันเสาร์ ๑๗ วันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นวันที่ ๑๖-๑๗ เปึนวันหยุดไม่สามารถ นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรได้ ผมพยายามตรวจสอบถ้อยคํา ท่านประธานครับ มีหลาย ที่ของกฎหมายอื่น ๆ โดยทั่วไป ไม่มีในรัฐธรรมนูญ ถ้ามีเจตนารมณ์อย่างนั้นท่านประธาน เนื้อหาสาระต้องบอกว่าเปึนวันทําการ ต้องเน้นเลยครับ เขาบอกวันทําการ ผมพยายาม ตรวจสอบในรัฐธรรมนูญที่เขียนก็ไม่ได้บอกว่าเปึนวันทําการ เพราะฉะนั้นผมเองในฐานะ เปึนสมาชิกต้องตั้งข้อสงสัยว่า ถ้านําเสนออย่างนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ภายใน ๓ วันจริงไหม วันนี้วันที่ ๑๘ ครับ นับตั้งแต่วันที่ ๑๔ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ผมเชื่อว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านเอามาตรา ๑๘๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ยิ่งชัดไปอีก ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๘๔ วรรคสอง ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ มาตรา ๑๘๔ วรรคสอง ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นต่อรัฐสภา หมายถึงสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภา เพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุม ขีดเส้นใต้นะท่านประธานครับ และการรอการเป่ดสมัยประชุมสามัญจะเปึนการชักช้า คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการให้มี การเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนด โดยเร็ว ท่านประธานครับ วรรคสองก็บอกว่า ให้นําความในมาตรา ๑๘๔ มาบังคับใช้โดย อนุโลม นั่นก็คือว่าถ้าสมมุติเราอยู่นอกสมัยประชุม ท่านเองก็ยังสามารถที่จะให้รัฐสภา แห่งนี้เป่ดสมัยวิสามัญเพื่ออนุมัติหรือไม่อนุมัติด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นคําว่า วันทําการ ไม่วันทําการ ที่จะตอบผมในสภาแห่งนี้ท่านต้องมีหลักฐานอ้างอิงมาเสนอด้วย เพราะว่า จะได้ไปดูว่าท่านมีเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะให้ผมให้ความเห็นชอบ พระราชกําหนดนี้นะครับ กระผมเองกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สามารถที่จะให้ ความเห็นชอบได้ ท่านประธานครับ พระราชกําหนดฉบับนี้เปึนผลที่จะเก็บภาษี สรรพสามิตหรือภาษีน้ํามัน ถ้าท่านประธานจําได้สมัยที่มีการพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจําป้ เปึนร่างงบประมาณรายจ่ายประจําป้เมื่อต้นป้แล้วก็กลางป้ด้วย กระผม ได้อภิปรายในสภาแห่งนี้เรื่องของการนํารายได้ไปชดใช้เงินคงคลัง ซึ่งเปึนไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐบาลจะตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําป้หรือกลางป้ จะต้องตั้งนํารายได้ไปจ่ายคืนเงินคงคลังด้วย ซึ่งงบกลางป้ก็มีประเด็นที่ผมได้เสนอขอแก้ ตัวพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายกลางป้นะครับ ผมเน้นเลยบอกว่าให้นําภาษี สรรพสามิตน้ํามันมาจ่าย เพราะผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านตั้งมา ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าใส่เข้าไปในระบบจะเก็บเงินได้ประมาณ ๑๒,๙๐๐ ล้านบาท แล้วบวกกับ รายได้อื่น ๆ อีกประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะได้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทไปคืนเงิน คงคลัง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอภิปรายไว้เปึนจริงครับ ถ้ารัฐบาลจะบอกว่าการจัดเก็บ รายได้ไม่ได้แยกหรอกว่าจะเปึนผลพวงจากงบต้นป้หรืองบกลางป้ ก็สามารถเอารายได้นั้น ไปคืนเงินคงคลังได้ แต่ต้องตอบผมว่า ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านต้องคืนเงินคงคลังเมื่อ คราวตั้งงบประมาณกลางป้ท่านได้คืนไปหรือยัง ท่านได้คืนเงินคงคลังไปหรือยังครับ ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ ผมคาดการณ์ตั้งแต่ต้นป้ว่าสิ่งที่รัฐบาลพอจะมี รายได้คือภาษีน้ํามัน ช่วงนั้นจริงอยู่เราช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยการที่จะไม่เก็บภาษี น้ํามัน โครงการ ๖ มาตรการ ๖ เดือน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาก็ทําต่อเนื่องนะครับ เพียงแต่ตัดมาตรการเรื่องภาษีน้ํามันออกไป ก็คือเหลือ ๕ มาตรการ ๕ เดือน แต่สิ่งที่ผม กราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่สามารถจะให้ความเห็นชอบกับพระราชกําหนดฉบับนี้ได้ ท่านประธานครับ ขณะนี้รัฐบาลเองมีเปัาหมายที่จะฟุ๋นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่ารัฐบาลต้องเอาเงินใส่เข้าไปในระบบให้เกิดการหมุนเวียน ให้เกิด หมุนเวียนในระบบ แล้วพี่น้องประชาชนไม่ว่าภาคประชาชน เอกชนทั่วไปก็นําเงินเหล่านี้ ไปหมุนในระบบ นั่นคือใส่เงินเข้าไป โดยหลักเศรษฐศาสตร์ โดยทฤษฎีท่านประธานครับ การที่ทางรัฐบาลเองมีเจตนารมณ์ที่จะใส่เงินเข้าไปในระบบ แต่ขณะเดียวกันกลับดึงเงิน ออกจากระบบโดยการเก็บภาษี ผมไม่เข้าใจครับว่ารัฐบาลทําอะไร รัฐบาลกลับบอกว่าเอา เงินที่ใส่ในระบบก็คือเงินกู้ ก็กู้มาจากภายในกู้มาจากต่างประเทศแล้วใส่เข้าไปในระบบ แต่ขณะที่ส่วนหนึ่งก็พยายามดึงเงินออกจากระบบ ผมถามท่านประธานครับ ในสภาวะ เศรษฐกิจตกต่ําอย่างนี้นะครับ ถามว่าภาคเอกชน สถาบันการเงินอื่น ๆ เขามีเงินไหม มีครับท่านประธานครับ เงินกองอยู่ครับ แต่เขาเก็บไว้เสมือนเก็บไว้ไม่ให้เงินออกสู่ระบบ นั่นจะแปลว่ามีเงินอยู่ในระบบมากไม่ได้ เขาเก็บไว้ครับ เหมือนเก็บฝากไว้ธนาคาร เงินไม่ ออกสู่ระบบเลย ขณะที่เงินที่มีอยู่ในระบบพอที่จะหมุนเวียนได้บ้าง รัฐบาลกลับจัดเก็บเข้า สู่ในระบบอีก ถามว่ากระตุ้นเศรษฐกิจหรือครับ มันสวนทางกันอย่างชัดเจนท่านประธาน ในเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านคาดการณ์ว่าจะได้รับเม็ดเงินจากการจัดเก็บภาษีน้ํามัน โดยการกําหนดเพดานขึ้นมาใหม่นี่ทั้งหมดเท่าไร จริงอยู่ครับ ผมดูจากสื่อดูจากสายข่าว ทั่วไป นักวิชาการเขาบอกว่าได้ประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งเก่าบวกใหม่คาดการณ์ อันเก่าก็เริ่มมาตั้งแต่ต้นป้นะครับ มาถึงเดือนพฤษภาคมเก็บใหม่เดือนพฤษภาคมไปนี่ จนถึงสิ้นป้จะได้ประมาณ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับภาษีสุรา บวกกับภาษีสรรพสามิต ยาสูบที่ท่านบอกว่าจะได้นี่ได้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าท่านรีดเงิน ออกมาจากในระบบกลับมาเก็บไว้ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่ท่านไปกู้ต่างประเทศครับ ที่ขออนุมัติกรอบเราไปเมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นกันครับ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทจาก เอดีบี (ADB : Asian Development Bank : ธนาคาร เพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย) จาก ไจก้า (JICA : Japan International Cooperation Agency : องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ์น) จากเวิลด์ แบงก์ (World Bank : ธนาคารโลก) ผมก็ถามท่านประธานว่า รัฐบาลกําลังทําอะไรครับ อะไรที่มี อยู่ของตัวเองกลับดึงเข้ามาเก็บไว้ แล้วเอาของคนอื่นมาใส่ แล้วท่านคิดหรือครับ ว่าท่านจะกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วให้เศรษฐกิจมันหมุนเวียนได้ เปึนเรื่องแปลกเหมือนกัน ท่านประธานครับ ค่อนข้างตลกพอสมควร แล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดเก็บรายได้ ของรัฐบาล ท่านได้ภาษี ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผลกระทบที่เกิดกับพี่น้องประชาชนผม คิดว่ามหาศาล โดยเฉพาะพี่น้องที่ทํามาหากินอยู่กับการขนส่ง การใช้น้ํามัน ทุกจุด ทุกแปลงของประเทศไทยเดือดร้อน ลิ้นจี่ง่าย ๆ ครับ รัฐบาลบอกช่วยเหลือ ๒ บาท ให้เงิน กิโลกรัมละ ๒ บาท เพื่อเปึนค่าขนส่งที่จะนําผลผลิตออกไปขาย แล้วท่านมาขึ้นภาษี น้ํามันอย่างนี้นะครับ ๒ บาทมีค่าไหมครับ เขาไม่เอาหรอกครับท่านประธานครับ ต่อให้ ท่านให้เขา ๒ บาท ค่าจัดเก็บลิ้นจี่ จ้างคนขึ้นไปเก็บเลยครับท่านประธาน ตีเฉลี่ย ออกมาแล้วกิโลกรัมละ ๕ บาทครับ มาขาย ๗ บาท รัฐบาลช่วย ๒ บาท เปึน ๙ บาท ถามว่าพี่น้องที่ปลูกลิ้นจี่เขาได้กําไรไหม อย่าว่ากําไรเลยครับ ทุนที่เขาลงทุนไปนี่ เขายังไม่ได้ ได้ ๒ บาทท่านประธานครับ แล้วเขาไม่โค่นต้นลิ้นจี่ทิ้งก็บุญแล้วครับ ท่านประธานครับ เขายังเปึนห่วงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากให้มันมีน้ํามีความเขียว อยู่บ้าง ปล่อยให้มันเน่าตายไป เผื่อรัฐบาลจะได้เห็นใจว่าจะมีมาตรการที่จะไปรองรับ ลักษณะอย่างนั้นนะครับ ควรต้องเข้าไปดูแล ให้เงินเหล่านี้เข้าไปหมุนอยู่ในระบบแล้ว ช่วยเขา ภาคเอกชนที่เขาพร้อมจะรองรับทําไมไม่ดึงออกมาช่วยท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมเองนี่กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ไม่ว่าเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจภาพรวม ไม่ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ผมในฐานะที่เปึนตัวแทนของพี่น้องประชาชนครับ ขอคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการที่จะอนุมัติพระราชกําหนดฉบับนี้ มันเปึนการทําลายพี่น้องประชาชน กราบขอบคุณ