อิสสระ สมชัย พูดเรื่องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขพระราชบัญญัติ โดยเฉพาะเรื่องการเยียวยาครอบครัวบุญธรรมที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และหารือเรื่องการรับบุตรบุญธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์ โดยอธิบายว่าเด็กในสถานสงเคราะห์มี 2 ประเภท คือ เด็กที่ไม่มีพ่อแม่และเด็กที่มีพ่อแม่แต่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ และอธิบายว่าสถานสงเคราะห์ไม่สามารถที่จะยกเด็กไปให้ผู้ใจบุญรับเป็นบุตรบุญธรรมได้โดยไม่มีความยินยอมจากพ่อแม่
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอิสสระ สมชัย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่ท่านได้ให้ความสนใจซักถามในปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไข พระราชบัญญัติฉบับนี้ ประเด็นที่ท่านเจริญได้ถามไว้เรื่องการเยียวยานะครับว่า การเยียวยานั้นทําอย่างไร ทําโดยใคร ขอกราบเรียนให้ทราบว่ากระบวนการเยียวยานั้น เปึนกระบวนการเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้รับบุตรบุญธรรมกับผู้เปึนบุตรบุญธรรมได้ทําการ จดทะเบียนเปึนบุตรบุญธรรมต่อกันแล้ว แต่ในระหว่างที่เปึนพ่อบุญธรรม ลูกบุญธรรม หรือแม่บุญธรรมที่อยู่ด้วยกันนั้น อาจจะเกิดปัญหาจนกระทั่งว่าไม่สามารถจะอยู่ร่วมกัน เปึนบุญธรรมกันต่อไปได้นะครับ กรณีอย่างนี้ถ้าสมมุติว่าจะมีการมาเลิกการรับเปึน บุตรบุญธรรมต่อกันนั้น ไม่ใช่ว่าจะดําเนินการให้เลิกได้ทันที เพราะว่ามันยังมีกระบวนการ หลายอย่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อปัองกันไม่ให้เกิดมีการเลิกกันได้ง่ายเกินไป กระบวนการ เยียวยานั้นก็เปึนกระบวนการหนึ่งครับที่จะต้องทําให้เกิดขึ้น โดยกระบวนการเยียวยานั้น คือการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เปึน เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการเข้าไปเยียวยา โดยเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย บุตรบุญธรรมได้แต่งตั้งไว้ เจ้าหน้าที่ดําเนินการดังกล่าวนั้นคือให้ทั้งผู้ปกครองแล้วก็ผู้เปึนบุตรบุญธรรมได้มา ปรึกษาหารือกันถามถึงปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งหาแนวทางว่าทั้ง ๒ ท่านนั้น ถ้าสมมุติว่าจะไม่ต้องเลิกการเปึนบุตรบุญธรรมต่อกันนั้นจะดําเนินการต่อไปได้ไหม มีช่องทางอย่างไรที่จะแก้ไขปัญหาได้ นี่คือความหมายของการเยียวยานะครับ ถ้าหากว่า กําหนดเงื่อนไขหลักการต่อกันได้แล้วและสามารถรับไปดําเนินการ การเลิกรับบุตร บุญธรรมก็ยังไม่เกิดขึ้นโดยทันที นี่คือกระบวนการเยียวยานะครับ ถ้าหากว่าหลังจาก การเยียวยา เมื่อผ่านกระบวนการเยียวยาแล้วนะครับ แต่ก็ยังไม่สามารถจะพัฒนา ความสัมพันธ์ของครอบครัวบุญธรรมต่อไปอีกได้ ครอบครัวบุญธรรมจึงจะไปยื่นคําร้องต่อ ศาลเพื่อขอเลิกการรับเปึนบุตรบุญธรรมต่อกันนะครับ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันนะครับ ครอบครัวบุญธรรมสามารถเรียกร้องต่อศาลขอเลิกรับบุตรบุญธรรมได้โดยไม่ต้องผ่าน กระบวนการเยียวยาก็ได้ กรณีที่ว่าไม่สามารถจะอยู่ด้วยกันต่อไปอีกนะครับ
สําหรับคําถามอีกท่านหนึ่งนะครับ ของท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ท่านมี ความห่วงใยกรณีการรับบุตรบุญธรรมแล้วไปอยู่ต่างประเทศ ขอเรียนให้ทราบว่า เนื่องจากว่าได้มีบทบัญญัติบางประการที่ยังไม่สอดคล้องเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วย การคุ้มครองเด็กและความร่วมมือในการรับรองบุตรบุญธรรมในระหว่างประเทศและพิธีสาร การเลือกรับต่อท้ายอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ การที่จะรับเด็กบุญธรรมแล้วนะครับ แม้ว่าจะนําเด็กบุญธรรมไปอยู่ที่ต่างประเทศก็ไม่ได้ ละเลยนะครับ รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้ศูนย์บริการรับเด็กบุตรบุญธรรมภายใต้ การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เปึนหน่วยงานกลาง ในการดําเนินการตามกระบวนการรับเด็กเปึนบุตรบุญธรรมและประสานงานติดต่อกับ หน่วยงานกลางของแต่ละประเทศในการพิจารณาติดตามดูแลผลการเลี้ยงดูของ ลูกบุญธรรมบุตรบุญธรรมนะครับ ตลอดจนกระทั่งการแก้ไขปัญหาภายในครอบครัวของ ประเทศซึ่งเด็กนั้นไปอยู่กับผู้ปกครองบุญธรรม
สําหรับของท่านจุมพฏที่ท่านมีข้อสังเกตเรื่องการรับบุตรบุญธรรมนะครับ การขอเลิกรับบุตรบุญธรรม ท่านมีความเปึนห่วงว่ากรณีเด็กอยากจะขอเลิกใช่ไหมครับว่า จะดําเนินการอย่างไร ประเด็นนี้ผมขอกราบเรียนว่าแม้ว่าจะไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย ท่านสามารถไปแปรญัตติในชั้นพิจารณาของอนุกรรมาธิการได้นะครับ ถ้าหากว่าเห็นว่า มันจะเปึนประโยชน์ต่อการคุ้มครองลูกบุญธรรมนะครับ
ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้กล่าวถึงกรณีเด็กในสถานสงเคราะห์ว่า มันมีความเกี่ยวพันกับการรับเด็กบุญธรรม อยากจะเรียนให้ทราบว่าเด็กอยู่ใน สถานสงเคราะห์นั้นจะมีอยู่ ๒ ประเภทหลักใหญ่ ๆ นะครับ ประเภทที่ ๑ คือเปึนเด็กซึ่ง ไม่มีพ่อมีแม่เลย พ่อแม่คลอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาลแล้วก็หลบหนีไปไม่ทราบว่าใครเปึนพ่อ เปึนแม่ กรณีอย่างนี้สถานสงเคราะห์รับมาเลี้ยงดู ถือว่าสถานสงเคราะห์แห่งนั้นเปึน ผู้ปกครองมีอํานาจปกครองเต็มที่ตามกฎหมาย และมีเด็กอีกประเภทหนึ่งนะครับ ประเภทที่ ๒ นี้คือเปึนเด็กซึ่งปรากฏว่ามีพ่อมีแม่อยู่แต่ไม่สามารถจะเลี้ยงดูลูกของตนเอง ได้จึงนําไปมอบให้สถานสงเคราะห์ช่วยดูแล อาจจะเปึนการดูแลถาวรหรือดูแลเปึน บางครั้งบางคราวเมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้นก็จะไปขอรับเด็กคืนมา กรณีอย่างนี้ถ้าเด็กเหล่านี้ มีผู้สนใจมีผู้ใจบุญจะรับเอาไปเปึนลูกบุญธรรม ถ้าเปึนกรณีเด็กซึ่งมีพ่อมีแม่อยู่แล้ว แต่ว่า เด็กนั้นอยู่ในสถานสงเคราะห์และมีผู้ใจบุญอยากจะรับเด็กคนนี้ไปเปึนบุตรบุญธรรม ขอเรียนให้ทราบว่าสถานสงเคราะห์ไม่สามารถจะทําได้โดยตามอําเภอใจนะครับ การกระทําเช่นนี้จะยกเด็กคนนี้ให้กับผู้ใจบุญรับไปเปึนบุตรบุญธรรมนั้นจะต้องได้รับ ความยินยอมจากพ่อแม่เขาซึ่งมีตัวตนอยู่นะครับ เราไม่สามารถจะดําเนินการได้เลย นะครับ ขอเรียนให้ทราบตามนี้นะครับ ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ